อานาปานสติอย่างพุทธกับแบบฤาษี.docx
เนื้อหาในไฟล์
อานาปานสติอย่างพุทธกับแบบฤาษี _พ่อครูว่า... มาสู่สิ่งที่อาตมาตั้งใจอธิบาย เป็นประเด็นละเอียดลึกซึ้งอยู่มากคือเรื่องของอานาปานสติ สายหลับตาเข้าใจอานาปานสติอย่างหนึ่ง อาตมาก็เข้าใจอานาปานสติอย่างหนึ่ง อานาปานสติของพวกที่บอกว่านั่งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วนั่งหลับตาหรือไม่หลับตาก็แล้วแต่ ตรวจเข้าไปอยู่ในภพภายใน ส่วนมากก็หลับตา แล้วก็ไม่เข้าใจแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ที่ท่านออกป่าตั้งแต่ตอนต้น ก่อนจะออกมาก็เจอพวกนี้แหละ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิกันหมดแล้ว หลงว่าผู้ที่จะบรรลุต้องไปอยู่ในป่า ผู้ที่มีจรณะวิชชาสมบัติ คือคนอยู่ในป่า เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับ อัมพัฏฐมานพที่ศึกษา วิชชาจรณะสมบัติ ศึกษาแต่ในตำรา แต่ตัวเองไม่ได้ปฏิบัติไม่รู้เรื่อง ถกกับพระพุทธเจ้ายาว ที่นี้อานาปานสติที่อาตมาเข้าใจคือ อานาปานสติที่ลืมตามีสติ มีชีวิตเต็มๆธรรมดา ก็คือคนมีลมหายใจเข้าหายใจออก ยังไม่ตาย สามัญปกติชีวิต ไม่ไปจำเพาะกำหนดเอาแต่ว่า ดูแต่ อานาอาปานะ คือ ดูแต่ลมหายใจเข้าออก แต่ผู้ที่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต สายพระป่า นั่งแล้วหลับตาแล้ว ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอยู่ในอานาปานสติ ท่านก็ตรัสไว้ชัดว่า นี่คือยังมีกาย ผู้ที่รู้จักลมหายใจเข้าออกข้างจมูกและยังมีความรู้สึกกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ออกคือออกมาภายนอก เข้าก็คือเข้าไปภายใน แต่ผู้ที่นั่งหลับตานั้น ไม่มีลมหายใจ ไม่รู้สึกไม่รู้จัก ไม่รู้สึกกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แล้ว นี่แหละคือประเด็น สู่แดนธรรม... ผมว่าเกิดจากการที่ท่านตีความว่า เราจักระงับกายสังขาร ท่านก็เลยไประงับสติไม่ให้รู้ลมหายใจเข้าออก พ่อครูว่า... ก็เข้าใจคำว่า กาย เป็นข้างนอกอย่างเดียว เพราะฉะนั้น กายสังขารก็คือปรุงแต่งแต่เพียงภายนอก จิตของท่านก็เลยไม่ไปปรุงแต่งด้วยเพราะคำว่า กา
อ่านต่อ
ย ยังไม่สัมมาทิฏฐิในสังโยชน์ข้อที่ 1 นี้คือพวกที่ยังไม่พ้นกาย เพราะกาย มันแยกข้างนอกข้างในไม่ได้ กาย ต้องมีภายนอกและภายในพร้อมกัน ซึ่งยากมากเลยตรงนี้ แต่ไปเข้าใจว่า กาย คือข้างนอกอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อหลับตาเข้าแล้ว มีแต่ลมหายใจเข้าออกกับความรู้สึก แต่ก็ไปตัดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกด้วย เข้าไปอยู่แต่ข้างใน ซึ่งที่จริงๆก็ยังมีลมหายใจนะ แต่ไม่มีเวทนาร่วมรับรู้ ไม่มีสัญญาร่วมรับรู้กับลมหายใจออกลมหายใจเข้า ก็ยังไม่ตาย ยังมีลมหายใจเข้าหายใจออกอยู่ แต่ไม่เอาความรู้สึกหรือไปกำหนดหมายกับลมหายใจเข้าออกข้างนอกแล้ว และแม้ภายในก็ไม่ได้เห็นลมหายใจเข้าออกอะไร เขาจะวิปริตไปเป็นนิรมาณกายเลย บอกว่าให้เดินลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่ภายในจิตนั่นแหละ เดี๋ยวลมขึ้นลมลง ลมบนลมล่าง เป็นนิรมาณกาย เป็นความสมมุติเนรมิตเอาเอง ซึ่งมันไม่มีความจริงเลยเป็นอุปาทานทั้งสิ้น แล้วการสร้างอุปาทานในจิตขึ้นมา พวกนั่งหลับตานี้ทั้งนั้นเลย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่บรรลุสมบูรณ์แบบแล้ว เป็นพระอรหันต์สมบูรณ์แบบจริงๆแล้ว ไม่มีอุปาทานใดๆ นั่งหลับตาเข้า ในความมืดตอนกลางคืนในที่มืด ถ้ามันมีแสงก็จะมีแสงมาวางมันก็จะสะท้อนเข้าไปข้างในอยู่บ้าง เอาให้ชัดๆ นั่งในที่มืด ดับอยู่ในความมืดจริงๆ หลับตามันก็มีความมืดจะไม่เห็นแสงอะไรเลย ผู้ที่หลับตาลงไปแล้วเห็นแสงอยู่ นั่นคือนิรมาณกาย นั่นคือสมมตินั่นคือคนอุปาทานยึดผิด ว่ามันยังมีแสงสีมีภาพมีความสว่าง ที่จริงแล้วไม่มี หลับตามแล้วมีแต่ความมืดอย่างเดียว นี่แหละคือวิญญาณฐีติข้อที่ 4 สุภกิณหา กิณหา แปลว่ามืดแปลว่าดำ สุภะ แปลว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิจะเห็นความมืดความดำยังไม่ได้ แต่เขาก็จะเอาความมืดวามดำ หลงแค่ความมืดความดำเป็นนิโรธ นี่คือพวกนั่งหลับตา มิจฉาทิฏฐิตรงนี้ เพราะฉะนั้นได้แต่ความมืดความดำ ไม่ใช่นิโรธ นิโรธคือกิเลสหมดจากจิต สว่างด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่ชัดเจนว่าสว่างกับมืด กับนิโรธดับกิเลส กิเลสหมด กับยังมี คือยังมีอุปาทานนั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังมีอุปาทาน มิจฉาทิฏฐิ แล้วหลงความมืดเป็นนิโรธจึงผิด ไปหลง อสัญญีสัตว์บ้าง เป็นต้น หรือแม้จะหลง อากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยนึง ก็ไม่มี แล้วไปตีความเหมือนอาฬารดาบส ได้แค่ฌาน 7 ดับ แค่ อากิญจัญญายตนะ ไม่ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เหมือนกับอุทกดาบส แต่อาฬารดาบสได้แค่ อากิญจัญยายตนะ นิดนึงหน่อยนึงก็ไม่มี ตายมืดอยู่ตรงนั้น แล้วก็ไปเข้าใจว่าเป็นนิโรธ ผิด แม้แต่อุทกดาบสนั่งหลับตาแล้วดับได้ดิ่ง สุดท้ายหมดฤทธิ์ของความกดดันมันก็แว้บขึ้นมา นิดนึงน้อยนึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อุทกดาบสจับได้ ว่ามันยังไม่มีหมด มันยังมีแว้บขึ้นมาเป็นสัญญา แต่เขาก็กดข่มไปอีก เพราะฉะนั้นนิโรธของอุทกดาบสก็ดี จึงเป็นนิโรธของการสะกดจิตดับ แล้วดับได้นานๆ สะกดจิตได้นาน 2 คนนี้ อาฬารดาบส อุทกดาบส อยู่ในสายสะกดจิตได้นาน เพราะฉะนั้นตายไม่มีร่างแล้วเป็นสัมภเวสี จึงยู่ในนรก ดับไม่รู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครปลุก ปลุกก็ไม่ได้ จะอยู่ในจิตอย่างนั้นแหละนานเท่าที่ฤทธิ์แรงที่เขาฝึกได้เก่งที่สุด โทษทียกตัวอย่างได้ในศาสนาสมณโคดมก็คืออุทกดาบส อาฬารดาบส เพราะฉะนั้นตายไปสัมภเวสีแล้วนรกมืด 2 องค์นี้อยู่ในนรกมืดนาน จนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตาายๆๆ เราคงจะต้อง ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ไม่ได้โปรด 2 คนนี้แน่ๆ สุดสงสารเลย อาตมาก็มีนัยยะเดียวกัน สุดสงสารพวกนั่งหลับตาสะกดจิต ก็ต้องพูดย้ำอีกว่า อานาปานสติ นั้น ลืมตา ทุกเวลาที่มีลมหายใจเข้าออกอยู่ ยังมีชีวิต ยังรู้จักทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต วิธีการที่นั่งหลับตาสะกดจิต มันคนละเรื่องกันกับจรณะ 15 วิชชา 8 มันไม่มีศีล มันดับนั่งหลับตาเฉย แล้วก็บอกว่ามีศีล มันจะมีศีลที่ไหน คุณไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์ ดีไม่ดีหลงผิดด้วยเป็นพระป่าแล้วบอกว่าเก่ง มีบารมีสูง เจอเสือก็ไม่ขบไม่กัดเอา เก่งซะอีก ไปกันใหญ่เลย นึกว่าเป็นความบรรลุ เหมือนอย่างคนนี้บอกว่าต้องเหาะได้อะไรพวกนั้น เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งมันยากเหมือนกัน สรุปแล้วประเด็นของอานาปานสติของพระป่า เป็นอานาปานสติอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ แต่ว่าอานาปานสติของโพธิรักษ์หรือของพระพุทธเจ้านี้ ลืมตาปฏิบัติมีสาระนะ 15 วิชชา 8 อยู่กับทุกๆคน แต่อ่านจิตในจิต อ่านเวทนาในเวทนา อ่านกายในกาย แยกธรรมะเป็นโลกุตระเป็นโลกียะได้ รู้ธรรมในธรรม ที่เป็นโลกุตระคือรู้จักกิเลส กิเลสตั้งแต่ภายนอกคือกาย ฉันยังติดข้างนอก ทุเรียนอย่างนี้เป็นต้น ตามันเห็นทุเรียนแล้วมันขึ้นเลยกิเลส ต้องปฏิบัติตัวนี้แหละ เมื่อตาเห็นทุเรียนหรือจมูกได้กลิ่นทุเรียนมันก็ขึ้นเหมือนกัน จนกระทั่งกิเลสที่ไม่ติดยึดแล้วทุเรียน ตากระทบรูปนี้ก็ไม่เห็นไม่มีกิเลส จมูกได้กลิ่นก็ไม่มีกิเลส ได้ยินเสียงคนพูดว่าทุเรียนเอามาหน่อยนะ ทุเรียนเยอะแยะเลยก็ไม่ขึ้น หรืออยู่ธรรมดานี่แหละ คนเอาทุเรียนมาแตะลิ้น แต่มันคงยากหน่อย หรือเอาทุเรียนมาถูกสัมผัสร่างกาย คือเอาหนามทุเรียนมา บอกว่าหนามอะไร เก่งด้วยนะพอจะรู้ว่าหนามทุเรียนด้วย ไม่ใช่หนามไมยราบยักษ์ ไม่ใช่หนามพุงดอ หนามทุเรียน มันมีหลายตุ่มหน่อย บอกว่าทุเรียนแน่ๆ ไม่ใช่ขนุนด้วยเพราะไม่แหลมขนาดนี้ ไม่แทงลึกขนาดนี้เป็นต้น หรือไม่ใช่ฟักข้าว ก็จะแยกออกมาสัมผัสก็จะแยก แต่คุณมีกิเลสไหมล่ะ สัมผัสแล้วแล้วคุณก็รู้ด้วยไม่ต้องไปหลับตา ไม่ต้องไปปิดจมูกไม่ให้ได้กลิ่น ปิดเสียงหรอก รับรู้เต็มๆ อานาปานสติรับรู้เต็มๆ และอ่านกิเลสโดยเฉพาะอาการของกิเลส อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วล้างกิเลส กำจัดกิเลสด้วยปัญญา หรือว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นอนัตตา อันนี้เป็นปัญญามากเลยคนที่เห็นไตรลักษณ์ในทุกสิ่ง ภาษาพูดเอาแต่ความจริงปัญญาของคุณมีความเป็นเช่นนั้นไหม คือความรู้ความฉลาดของคุณ มันไม่มีแล้ว มันวางจริงๆกิเลสมันรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเลยไม่ใช่กดข่ม ปัญญานี้รู้ชัดเจนจริงๆว่ามันไม่ใช่ตัวตน มันเกิดขึ้น มันไม่เที่ยงหรอก มันมาหลอกเราอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นวรรค เป็นครั้งคราว มาอีกก็ยังมีอีก หรือนานอดทนได้หลายครั้งหลายคราว แต่ครั้งคราวที่ไม่หมดจริงๆ มันก็จะยังมาอยู่อีก คุณก็ต้องพิสูจน์จริงๆเลย เมื่อใดเมื่อใดๆกระทบสัมผัสอีกเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ คุณก็กิเลสด้วยปัญญา ชำระกิเลสด้วยปัญญาอันยิ่ง ตายสนิทเลย จนไม่ต้องชำระอีกแล้ว เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องใช้ปัญญามาชำระอีกแล้ว อปุญญะ ไม่ต้องเป็นบุญ ไม่ต้องชำระอีกแล้ว ไม่ต้องใช้ หมดบุญแล้ว อปุญญะไม่ได้แปลว่าบาป ผู้ไปแปล อปุญญะว่าบาป ยังเข้าใจพยัญชนะสลับไปสลับมา ยังไม่รู้จักสภาวะที่แท้ของบุญ หรือปุญญะว่า มันเป็นเครื่องประหารกิเลสอย่างเดียว มันไม่ใช่ตัววน แต่มันทำงานอย่าง one way traffic เอกังสะ หนึ่งเดียว ไม่มีสองเลย กำจัดกิเลสหมดแล้วหมดหน้าที่ ไม่สะสมเป็นสมบัติอะไรที่ไหนอีกเลย อันนี้เข้าใจกันได้ยากมาก ไม่ใช่เล่นๆ อาตมาอธิบายบุญในคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม เปิดคอลัมน์นี้ในหนังสือเราคิดอะไร จนหยุดไปแล้ว จนเอามารวบรวมเป็นเล่ม เปิดยุคบุญนิยม 3 เล่ม เล่มละ 300, 400 หน้านะ ก็ติดตามศึกษาให้ดีๆ สิ่งเหล่านี้เป็นของพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้ง ซึ่งมันได้เพี้ยน มันได้ผิด มันได้เลอะไปหมดแล้วมันไม่มีโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น อานาปานสติของพระป่าของผู้ที่นั่งหลับตา กับอานาปานสติของอาตมาที่ยืนยันว่าเป็นของพระพุทธเจ้าพาทำ พระพุทธเจ้าอยู่ในป่าแรกๆไปปฏิบัติแบบนั่งรับการสะกดจิตหมดคือเพราะตอนนั้นเขามิจฉาทิฏฐิหมด เริ่มแรกยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ก็เป็นมิจฉาทิฐิไปหมดเลย ยังไม่มีสิ่งที่สัมมาทิฏฐิเลย พระพุทธเจ้าจึงต้องอุบัติขึ้นมาแล้วมาเปิดโลก เอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไป เริ่มต้นท่านเป็นลิงลมข้าวพองเข้าป่า เสียเวลาอยู่ในป่า 6 ปี บำเพ็ญทุกรกิริยา ซึ่งมันไม่เป็นทางบรรลุ หนักหนาสาหัส แบบๆไหนๆ ท่านก็ลองกับเขาหมด แต่มันไม่ใช่ จนท่านมา ระลึกได้เองว่าสิ่งที่ท่านมีมันถูกต้องหมดแล้ว ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตอนอายุ 35 ปี ระลึกรู้ว่า อย่างนี้เองๆ ท่านจึงได้เอา เรื่องนี้ มาสถาปนาลงไปในโลกใหม่ ตอนนั้นมันไม่มีแล้ว ท่านบรรลุแล้วจึงเริ่มมาประกาศกับพราหมณ์ 5 รูป ท่านได้ระลึกว่า 2 องค์นี้น่าจะสอนได้แต่ท่านไปพบว่าตายแล้ว 7 วัน จนกระทั่งโกณฑัญญะเป็นผู้รู้บรรลุคนแรก ศึกษาธรรมะให้ดีๆจะเข้าใจว่า อาตมาไปเอาอะไรมาพูด ไปเอาอะไรมาอธิบาย ในตำรับตำรา แม้แต่ในอรรถกถาจารย์ก็ไม่มีใครมาพูดอย่างที่อาตมาอธิบายสักมุมนัยยะสำคัญ อย่างที่พูดละเอียดลออ ไม่มีหรอก ในอรรถกถาจารย์ใดๆ ก็ไม่มี ที่ไม่มีก็เป็นอจินไตยอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีเพราะแม้แต่ในระยะที่จะบันทึกคำสอน แล้วผู้ที่จะเรียนรู้ตาม จนกระทั่งสู่รู้เป็นอรรถกถาจารย์ สู่รู้ การสู่รู้ของอรรถกถาจารย์มีความผิดเยอะ จะมีถูกบ้างส่วนหนึ่ง แต่ผิดเยอะ ยิ่งมันเป็นยุคที่พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่ายุคนี้โลกุตรธรรมไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องมีผู้ที่รู้โลกุตรธรรมมากพอสมบูรณ์พอ อย่างอาตมา จึงจะเข้ามาสถาปนาโลกุตรธรรมลงไปได้ แล้วเขาก็มีการย้อนแย้ง จนอาตมาพิสูจน์ว่า ที่ย้อนแย้งนั่นแหละคือความจริง กระแสหลักก็ดีผู้ที่นับถือเขาก็ดี ถ้าเขาถูกก่อนอาตมาเขาก็ต้องนำโลกุตระธรรมก่อนอาตมา พวกคุณก็ต้องไปอยู่ทางนู้นแล้ว แต่เขาไม่ใช่ ก็ที่ไม่ใช่ก็เพราะว่าพิสูจน์ถึงสุดยอดสาธารณโภคีสาราณียธรรม 6 ไม่ได้ อธิบายวรรณะ 9 ก็ไม่ได้ อธิบายสาราณียธรรมหรือพิสูจน์ความเป็นวรรณะ 9 พิสูจน์ความเป็นสาราณียธรรม 6 พิสูจน์ว่ามีพุทธพจน์ 7 สังคมนี้จะมี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ จริงๆ มีคุณลักษณะ 7 ประการนี้แน่นอน มาตรวจสอบสิ ขออภัยไม่ได้ท้าทายนะ แต่เป็นเอหิปัสสิโกเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ความจริงนี้ได้ ไม่ได้เชิงท้าทายอะไร อย่าไปเข้าใจผิดเพี้ยน สรุปอีกทีหนึ่งว่า หลับตา แม้อานาปานสติก็ตาม แม้พวกท่านทั้งหลาย ท่านก็ไม่มีกายแล้ว มันผิดไปสนิทแล้ว อานาปานสติ อ่านดีๆในพระไตรปิฎกฉบับของพระกัสสปะนี้ก็ตาม ก็ยังบอกเลยว่าต้องมีกาย ไม่มีกาย มันผิดแล้ว แล้วกายนั้น ก็เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก เท่านี้ มีความรู้สึกกันอยู่เท่านี้ นอกนั้นปิดหมด ตาก็ไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยิน ลิ้นก็ไม่ได้รับรสสัมผัสแตะต้องข้างนอก ก็ไม่มีรับรู้สึกอะไร ไปอยู่ข้างในหมด ผิดหมดเลย เพราะฉะนั้น อันนี้แม้จะอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มพระมหากัสสปะ ก็ยังอุตส่าห์เก็บไว้ใน อินทริยภาวนาสูตร _พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒) [๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ พ่อครูว่า... มันชัดเจนจริงๆ ศาสนาพุทธไม่ได้ให้คนไปปิดหู ปิดตา ปิดการรับรู้ ท่าน มหากัสสปะยังเก็บตกหล่นตรงนี้ได้ มีพระอานนท์ท่านไม่สังกัดทั้งศรัทธาและปัญญา ท่านเก็บหมดทั้งศรัทธาและปัญญา เติมให้ครบ 500 รูปที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก ก็เลยเป็นพระไตรปิฎกฉบับที่เป็นเชิงศรัทธาเสียมาก เป็นการบอกใบไม้กำมือเดียว แล้วบอกว่าพระสมณโคดมสอนใบไม้กำมือเดียว ไม่ได้สอนพระโพธิสัตว์ แล้วก็ฝากฝังให้พระโพธิสัตว์ต่างๆมาสืบทอดศาสนาต่อไป แม้อาตมาก็รับฝากฝังไว้ ท่านพอแล้วเมื่อยแล้วปรินิพพานไปก่อนกัปด้วย ท่านยังตรัสไว้บอกว่า ท่านจะอยู่ให้เกินหนึ่งกัปหรืออยู่ให้ถึงกัปก็ได้ ทางศรัทธาหรือทางมหากัสสปะไม่ขัดข้องหรอกในคำพูดว่า เราจะอยู่เกินกว่ากัปหรือถึงกัปก็ได้เขาไม่เกี่ยงหรอกเขาก็ชอบ ไม่มีปัญหาก็บันทึกไว้ แต่เราก็เอามา ขอให้ผู้ที่นั่งหลับตานี้เลิกไปเลยไม่มีใครพูดหรอกอย่างนี้มีอาตมาพูดจริงๆแล้วย้ำจริงๆว่าโมฆะ แต่การหลับตาแล้วใช้ประโยชน์ได้ไหมใช้ประโยชน์ได้มาก มีอุปการะมาก อุปการะมากคือเป็นผู้ช่วยไม่ใช่ตัวหลัก แล้วช่วยอะไร 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี ตรวจสอบตรวจสอบบัญชีรายได้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ หมดสิ้นอาสวะแบบของ พระพุทธเจ้า มี จรณะ 15 วิชชา 8 แล้วเกิดจิต ตกผลึกเป็นสมาหิโต ไม่ใช่หลับตานั่งสมาธิ สมาธิต้องมาจากเจโตปริยญาณ 16 ต้องไล่เรียงได้คู่ไหนคู่ไหน 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ซึ่งมีความต่าง มีลิงค มีเพศ แยกความต่างให้ออก เรื่องความต่างหรือเพศ หรือลิงค ซึ่งแปลว่าความแตกต่างกัน นี่แหละเป็นความยิ่งใหญ่ที่สุด เช่นผิดหรือถูกเป็นต้น สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฐิเป็นต้น จริงหรือไม่จริงเป็นต้น สุดท้ายคือมีหรือไม่มีเป็นต้น มันต่างกัน เหลือนิดน้อยนึงกับหมดแล้วไม่มีแล้ว ต่างกันนิดน้อยมากเลย คนที่จะมีอภิภายตนะ แยกความละเอียดเล็กน้อยนี้ได้ นี่แหละสำคัญมาก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... ผมฟังพ่อท่านพูดแล้วจะนึกถึงคนที่มาคอยแย้งว่า ที่พูดมาทั้งหมด มีแต่สมมุติบัญญัติ เขาจะต้องไม่สนใจความแตกต่างของสมมุติบัญญัติเลย พ่อท่านให้รายละเอียดถึงความแตกต่างกัน แสดงว่าพ่อท่านให้ความสำคัญสมมุติสัจจะเป็นอันมาก เพราะพ่อท่านบอกว่า ผู้มีปรมัตถ์จะไม่มีความต่าง พ่อครูว่า... เวลาจะมาทำงาน แต่ต้องมี ปรมัตถสัจจะ ปรมัตถธรรมทรงไว้แล้ว ต้องมีสมมติด้วยตลอดเวลา มีแต่สมมติอย่างเดียวไม่มีภาระมันก็ยิ่งเจ๊งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นคำว่า เทวะ หรือภาวะสองนี้ยิ่งใหญ่มาก ก็คุณเองคุณเข้าใจว่าอรหันต์คือสมมุติ อาตมาว่ามันลงทะเล ยะเยือกเย็นเกินไปแล้ว มันไปไหนๆแล้ว ปลิวว่อนไปหมดแล้ว คุณไม่รู้ที่จบ จบอรหันต์หรืออรหัตตผล ตั้งแต่จิตของคุณไปติดสิ่งที่หยาบ คุณก็พิสูจน์ตอนเป็นๆแล้วจะรู้ด้วยการมีปัญญาอันยิ่ง แล้วคุณถ้าไม่มีบารมีมากจะมีหยาบใหญ่ชัดเจนมาก ถ้าคุณหลุดพ้นมาได้จะรู้ว่าการหลุดพ้นเป็นอย่างนี้เองหรือ โอ้โห! มันรู้เลย มันรู้ความแตกต่างระหว่างความหลุดพ้นกับความไม่หลุดพ้น วิมุติกับอวิมุติ มันยิ่งใหญ่จริงๆ เลย คุณจะรู้ว่า ทำไมเราโง่ขนาดนั้นติดยึดอยู่ได้ มันโอ้โห! มันหยาบใหญ่จริงๆ คนที่ยิ่งไม่มีบารมี จะหยาบเละเทะ มันจะรู้ว่า กูทำไมโง่ขนาดนี้จะไปติดอย่างนั้นทำไมจะรู้ตัวเองว่าตัวเองไม่ได้สูง เพราะสิ่งที่ติดมันต่ำมาก คนที่มีบารมีขึ้นมาแล้วไม่ได้ติดมากหรอกที่หยาบเละเทะ มันจะรู้เลยว่าตัวเองมีบารมี ไปติดอยู่บ้างที่พอรู้ปั๊บก็ไม่เอาเลย โดยจะต้องปฏิบัติอยู่พักหนึ่ง ปฏิบัติอยู่นานพอสมควร หรือปฏิบัติได้เร็วมาก มันจะรู้ของตัวเองหมดเลย รู้ได้ด้วยตน ธรรมะของ พระพุทธเจ้า ที่จะสรุป อานาปานสติ ที่ออกป่าหลับตา เลิกได้เลย มาใช้เป็นอุปการะ อุปการะนั่งหลับตาก็ 1. ได้พักผ่อน สบาย 2. ศึกษาธรรมะที่เหลือทบทวนธรรมะต่างๆนานา 3. เตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชีอะไรสำเร็จหรือไม่สำเร็จ 4. เอาพลังไปเล่นฤทธิ์เดช อันนี้ไม่เอาเลย ใช้ 3 อย่างแรกนี้ใช้ ก็เรียกว่าเป็นอุปการะอย่างมาก 650617 อานาปานสติอย่างพุทธ ไม่มีนัตถิกทิฏฐิ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ