สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สามัคคียะกับเอกีภาวะต่างกันไฉน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สามัคคียะกับเอกีภาวะต่างกันไฉน คำถามจากชุมชน พวกเรามีปัญหาการทำงานร่วมกัน กราบนิมนต์พ่อครูช่วยเทศน์ (1) การทำงานร่วมกันเป็นทีม (2) การใช้มติที่ประชุม (3) การประมาณบรรยากาศในที่ประชุม ไม่เมาเพราะอำนาจ ไม่เมาเพราะจะเอาตามใจตนเอง จนลืมนึกถึงใจคนอื่น ให้คนอื่นๆต้องยอมทำตามเสมอๆ...ในไม่ช้าก็จะเกิดบรรยากาศระหองระแหง.. (4) การปรองดอง การเสียสละ เก็บทิฐิของตน เห็นใจคนส่วนใหญ่ (5) อื่นๆ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...การทำงานคนเดียวก็พัฒนาได้ แต่ไม่ได้ผลมากเท่าการทำงานเป็นทีมหลายคน ยิ่งหลายคนมากยิ่งเจริญได้มาก อย่างพวกเราทำงานร่วมกัน เราทำตลาดอาริยะ เราเป็นผู้ให้ประชาชนเป็นผู้รับ เราพยายาม “ให้”ให้มาก ผู้รับก็มามาก เราถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เกิดเรื่องมาก แม้แต่อาชญากรก็ไม่ค่อยมี ไม่ถึง 5% แน่นอน จัดตลาดอาริยะก็ไม่ค่อยได้ขอแรงตำรวจ แต่ก็มีมาบ้างก็ให้ตำรวจมาคอยช่วยได้ทัน ไม่เสียหาย คนที่มาซื้อยังมีความขี้โลภไม่ใช่น้อย แต่มาในวงพวกเรา ความขี้โลภเขาจะลด ไม่เห็นแก่ตัวจัดจ้าน จะได้ฝึกและก็จะรู้ ผู้มีภูมิปัญญาจะสังวรระวัง รวมกันเลยไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร จัดมา 38 ปีแล้ว ยกตัวอย่างงานเดียว คือตลาดอาริยะ มีงานรวมคนอื่นๆอีก เป็นเรื่องของสังคมมนุษยชาติ ผู้ที่เป็นสื่อทำงานสื่อสาร อาตมาก็ว่าค่อยๆรู้ ค่อยๆเข้าใจดีขึ้น สังคมไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย ยังมีต่างประเทศที่มีการยืนยันพฤติกรรม เมื่อเรามีทฤษฎี ที่เราจะเอาไปศึกษา ทฤษฎีหรือทิฏฐิ เป็นความรู้ความเห็นองค์รวม จะได้ใช้ศึกษา ผู้ที่มีความรู้แคบก็ใช้ได้ ผู้ที่จะรู้กว้างขึ้นก็จะมีอีก และจะเกิดผลประโยชน์ให้ได้ศึกษาไปได้เรื่อยๆ อาตมาว่าอัตราก้าวหน้า ความรู้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การเมือง เจริญขึ้น สรุปว่า เศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคมศาสตร์ จ

อ่านต่อ

ุดรวมก็เพื่อประชาชน เศรษฐกิจก็เพื่อมวลประชาชน การเมืองและสังคมกับเพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นพยัญชนะของพระพุทธเจ้ารวมไว้ตรงนี้หมด ถ้าสามารถสร้างจิตให้เป็น 7 ลักษณะนี้ได้ ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓) ถ้าสร้างจิตเจ็ดดวง 7 เจตสิกนี้ได้ จะมีฤทธิ์มาก แม้แต่กลุ่มน้อยก็มีฤทธิ์มาก หนึ่งระลึกถึงผู้อื่น สาราณียะ ไม่ใช่ระลึกถึงแต่ตนเองแต่ระลึกถึงผู้อื่น แต่ไม่ใช่แล้วทุกอย่างกว้างไกลจนช่วยอะไรไม่ได้ ระลึกถึงไม่ได้เพื่อจะเอาอะไรจากเขา แต่ไปช่วยเขา เราช่วยเขา เขาจะเลี้ยงไว้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปกินจากเขา แต่เราทำให้เขามากกว่าที่เรากินเราใช้อีก ไปไหนที่ไหนก็เป็นผู้ขาดทุน เป็นผู้ที่ให้คนอื่นได้ตลอด เรามีปัญญาว่าเราไปให้คนอื่นได้คือเราได้กำไร แต่เราไปเอาจากเขาเราจะขาดทุน ใช้ภาษาไม่งงเลย ผู้ที่ระลึกถึงคนอื่นอย่างนี้และมีความรักอันบริสุทธิ์ มีมิติที่สูง เพื่อมวลมนุษยชาติ เกินมิติ 7 8 9 ตามหลักพุทธ ยิ่งมิติที่ 9 คือพุทธะเต็มสมบูรณ์แล้ว เป็นผู้เห็นแก่ผู้อื่นไม่มีตัวตน สูญ เพื่อผู้อื่นจริงๆ เป็นสัจจะ แล้วเราจะเป็นผู้ให้ ไม่จำเป็นผู้รับที่จะเป็นผู้ให้ อย่างน้อย ผู้ที่มาให้เรานี่แหละ เราจะต้องให้เขาได้รับความสะดวกได้รับความเกื้อกูล เพราะเขามาช่วยเราให้เราพ้นทุกข์ พ้นจากความไม่เจริญ จึงเป็นเรื่องที่สมบูรณ์แบบ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ผู้ที่ไม่มีตัวตนแล้ว ปล่อยตัวตนให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ เหมือนมีเครื่องมือเครื่องใช้ คุณจะต้องดูแลเครื่องมือเครื่องใช้ หากทำปู้ยี่ปู้ยำ ก็จะไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ ต้องปรับปรุงแก้ไขดูแลให้คงทนอยู่นานที่สุด ฉันใดก็ฉันนั้น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา คือให้เขาเลี้ยงไว้ เป็นภาวะกลับไปกลับมาตอบไปตอบมา เราให้เขา เขาก็ให้เรา เป็นสุดยอดความปรารถนาดีต่อกัน นี่คือความรักสูงสุดของครุกรณะ ครุกรณะคือเรารู้จักการเคารพ คารวะ แม้ไม่ด้วยอะไรก็ด้วยสมมุติ คนนี้ต้องเคารพ ทั้งที่ไม่น่าเคารพ ไม่น่าจำเป็นในสังคมแต่โดยความสมมุติจะต้องเคารพเขา จะแสดงออกทางกายวาจา อย่างไร หรือ2. ที่ความเป็นจริง เขามีสิ่งที่น่าเคารพจริงๆ เขามีความซื่อสัตย์ น่าเคารพ เขามีความขยันหมั่นเพียรน่าเคารพ เขาช่วยเหลือผู้อื่น เสียสละเพื่อผู้อื่น ก็น่าเคารพ เขามีความรู้ความสามารถทั้งเพื่อผู้อื่น ก็น่าเคารพ เขาช่วยผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างมาก โอ้โห ไม่มีใครเทียบได้ง่ายๆ อย่างในหลวงร.9 เราที่ทำไปแล้ว ต้องเคารพ เพราะน่าเคารพ ประเสริฐแล้ว เราจะต้องเคารพคนที่ควรเคารพ แม้แต่วัยวุฒิ สมมุติ เป็นต้น ยิ่งคุณค่าคุณงามความดีประเสริฐก็น่าเคารพ จึงรู้จักการคารวะ ครุกรณะ สังคมที่ควรเคารพ แม้แต่คนมีกุศลต่อเราเล็กน้อยแม้เขาจะเลว เราก็ต้องตอบแทน ควรเคารพท่าน สิ่งไม่ดีก็เป็นของเขา คนที่เข้าใจกันแล้วไม่มีปัญหาจะต้องช่วยคนเลว คนรู้จักกรรมดี จะไม่มีปัญหาในการช่วยคนเลว ช่วยให้เขาดีขึ้น ไม่ใช่ไปช่วยให้เขาเลวลง ต้องมีความฉลาดจะช่วยเขา ส่วนที่เขาเป็นคนดีแล้วไม่ต้องช่วยเขาก็ดีอยู่แล้ว ส่วนคนเลวนั้นน่าช่วย ช่วยให้เขาดีขึ้นไม่ใช่ช่วยให้เขาเลวลง ถ้าช่วยไม่ได้ก็ปล่อยให้เป็นวิบากของเขา มันเป็นเรื่องสุดวิสัย ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม สรุปรวม ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาก็ฝึกฝนตาม เอามาบอกคุณ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องเอา แต่ถ้ามันดีคุณก็เอา ไปปฏิบัติ ไปทำไม่ได้ อาตมาก็มีหน้าที่ส่งเสริมสิ่งที่ดี มีเจตนารมณ์ รับงานนี้มาทำ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่ดีไม่ควรสูญหายไป ควรให้มนุษยชาติได้จึงต้องพยายามทำ จึงเกิดความเจริญให้เห็น พัฒนาไปได้เรื่อยๆ เมื่อเราสามารถ รู้จัก เคารพ คุรุกรณะ แล้วก็สังคหะ สังคหะ เป็นตัวที่ 4 อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะเป็นอีกสามอย่าง สังคหะ แปลให้ถนัดว่า รับใช้ มวลมนุษยชาติ เมื่อตราบใดยังเห็นแก่ผู้อื่น สามัคคียะก็จะดีขึ้น แต่ถ้าไม่เห็นแก่ผู้อื่น สามัคคียะจะเลวลงๆ สามัคคียะ จะเกิดขึ้นเพราะว่ามีผู้มีปัญญาที่มีแต่ให้ ถ้าในสังคมมีผู้มีเจตนาเอามาก สามัคคียะจะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัจจะ เมื่อทำสอดคล้อง 6 อัน มาอันที่ 7 คือเอกีภาวะจะเกิดขึ้นได้ สมมติว่าที่นี่เป็นอรหันต์ทั้งหมดก็จะมีเอกีภาวะอย่างแน่นอน แต่พวกเรายังไม่ใช่ก็คือมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ คือสามัคคียะ แต่แน่นอนว่าอยากได้เอกีภาวะ นี่คือ พุทธพจน์ 7 จิตเจตสิก 7 ประการ มีในสังคมได้มากขึ้น เท่าใดๆ สังคมนั้นจะเป็นตัวอย่าง เป็นสังคมที่ประเสริฐ เป็นสังคมที่มีความสุขสงบอบอุ่นน่าอยู่ ถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ ให้คุณอยู่ไปอีก 300 ปี จะเอาไหม

600428_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ให้หมดตัวคือกำไรหมดตัว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน