สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องเรียนรู้เวทนา จึงฆ่าอาการที่33ได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.73 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องเรียนรู้เวทนา จึงฆ่าอาการที่33ได้ พ่อครูว่า….จะหมดเดือนอีกแล้ว ยังไม่ทันหายใจเลยกองบรรณาธิการก็ทวงต้นฉบับแล้ว ก็บอกว่าขอเวลาป่วยหน่อยได้ไหม ทวงแม้กระทั่งตอนป่วย ก็ไม่เป็นไร เราก็สู้ได้ เขาบอกว่าที่นี่ตอนนี้สิบองศาเซลเซียสก็เย็นพอสมควรขออนุญาตสวมหมวก เพราะตอนนี้ก็ยังไม่หายสนิทดีทีเดียว แต่ก็คิดว่า 99.95 %แล้ว ก็ฟังดูว่าจะหายจริงหรือไม่ ว่าจะมีอาการต่างๆที่จะสอนให้เห็นความจริงได้ความสมดุลหรือไม่สมดุล ก็สังเกตจากอาการ เช่น อาการ 32 ในร่างกายมนุษย์พระพุทธเจ้าประมวลไว้มันมีอาการให้เรารู้ แต่อาการต่างๆข้างในเรารับรู้ได้ยาก พระพุทธเจ้าก็ให้เรียนรู้อาการของ 32 ส่วนอาการที่ 33 ที่เรียกว่าดาวดึงส์ เป็นอาการที่คนโลกๆไม่เข้าใจ ก็ไปเข้าใจว่าเป็นอาการของจิตที่เป็นเวทนาเป็นความรู้สึกของสวรรค์ ของสิ่งที่ชอบใจที่พอใจ สบายใจ อิฏฐารมณ์ เป็น สวรรค์ อารมณ์สวรรค์ที่จริงไม่มีจริงเป็นของหลอก แต่อาการที่ 33 นี้มีจริง จะเรียกว่าสังขารจิตหรือจะเรียกว่าเวทนา เป็นองค์รวมเลยก็ได้ เช่น ตากระทบรูปก็เห็นภาพแล้วก็ปรุงแต่ง มันมีสัญญาบอกตัวเองว่าคืออะไร เช่น ตาเรากระทบรูปสัมผัสรูป รูปนี้มันดูดี เราก็ใช้ศัพท์ภาษาไทยว่าสวยงาม บาลีเรียกว่าสุภะ ตามสมมุติโลกก็เขียนได้ว่าขี้เหร่หรือว่าสวย แต่ใจเรานี้มีอาการชื่นใจชอบใจ มีอาการกับที่เราเห็นตามสมมุติโลกว่าแบบนี้มันดีรูปร่างอย่างนี้สวยดีหรือไม่ดี มันมีนิมิตหมายถึงให้เราเห็น ให้เรารู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ละคนก็กำหนดเอาตามที่ตนเองตัดสินว่าเอง ของใครของมัน จะใกล้เคียงกันจะสำคัญหรือเหมือนกันที่สุดก็ได้ แต่มันมีความต่างเรียกว่าลิงคะ อาการของจิตมีความพอใจชอบใจ พอใจอาการอันเกิดรุนแรง ก็ไม่ชอบน้อยลงมา ให้ลดลงมา คนที่ไม่มีอะไรรุนแรง ก็ไม่มีอะ

อ่านต่อ

ไรผลักดันเป็นอาการพลังงานที่ออกไปดิ้นรนแสวงหา แต่ถ้ามีแรงมากก็จะอยากได้มาเป็นของตัวเอง อยากได้ไปนานๆถาวรอย่างนี้เป็นต้น คนก็เป็นสัตว์เดรัจฉานก็เป็น มีอาการเห็นแก่ตัวที่เกิดความจริงตามความเป็นจริง คำว่าความจริงตามความเป็นจริงคืออะไร คืออันนี้มันก็เป็นจริงอย่างนี้ ใครเห็นเหมือนกันหมด ส่วนอันนี้มันเกิดการเปรียบเทียบ สมมุติว่ารูปนี้มันไม่สวยเท่ารูปนี้ คุณว่ารูปนี้สวยกว่า รูปนี้ไม่สวย ที่จริงรูปของโพธิรักษ์รูปไหนก็สวยหมดแหละ (พ่อครูยกภาพพ่อครูให้ดู) สมมุติโลกมันก็ต่างกันไป แต่อารมณ์ที่คนมีอาการชอบใจไม่ชอบใจนี้มีแต่จิตของคุณหรือไม่ จิตของคุณไม่มีอาการฟูฟองกระเพื่อม แล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริงของโลกสมมุติ แต่จิตของเราไม่มีอาการฟูเลย ก็ธรรมดาก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่านี้คืออะไร แต่จิตเราไม่ฟูฟองอะไรเลย คนนี้แหละคือคนไม่มีโรคไม่มีอาการของโลกธรรมที่ทำให้จิตฟูฟอง เรียนรู้อาการฟูฟองที่เป็นอาการซ้อนอาการ อาการรู้ความจริงตามความเป็นจริงก็เป็นอย่างหนึ่ง เรียกว่าธรรมะ 1 เอกัคคตาจิต ถ้าเรามีเอกัคคตาจิตแข็งแรงไม่ฟูไม่ฟองกับอะไร พระอรหันต์มีจิตเอกัคคตาตลอดถาวร รู้ตามโลกตามสมมุติว่า เขาว่าดีว่างามว่าสวยหรือไม่สวยตามเขา บางอย่างอาจจะไม่รู้สมมุติตามเขาก็ได้ พระอรหันต์ท่านไม่รู้ตามเขาทัน แต่ท่านก็ไม่ทุกข์ แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าอยากจะรู้ตามเขาก็ต้องเข้าไปเป็นเหมือนเขาคลุกคลีไปตามเขาให้รู้รสชาติมีอารมณ์เหมือนเขา พระโพธิสัตว์บางทีต้องไปเกิดมีจิตมีชีวิตมีวิญญาณร่วมกับเขา ดีไม่ดีก็เกิดเป็นชาติเลย อยากจะรู้ว่าสัตว์ชนิดนี้มีอารมณ์อย่างนี้ พระโพธิสัตว์แต่ละองค์ที่ท่านอยากจะรู้ก็เกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้นเป็นเดรัจฉานตัวนั้น เพื่อจะรู้ความจริงว่ามันเป็นอย่างไร อาการที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง กับอาการของกิเลสมันต่างกัน การศึกษาต้องศึกษาจิตที่มีอารมณ์อาการมีรสชาติต่างกันอย่างนี้แหละ เวทนาจึงเป็นแหล่งกลางของการศึกษาที่จะบรรลุถึงอรหันต์ได้ ถ้ารู้เวทนาในเวทนา 108 รู้จักอารมณ์ที่จริงมันมีเป็นล้านล้านอารมณ์ แต่ในหลักวิชาของพระพุทธเจ้าเรียบเรียงไว้ 108 แยกเป็น 108 ลักษณะ กายนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่า จิต เรียกว่ามโน เรียกว่าวิญญาณ เป็นหลัก แต่ก็รวมถึงดินน้ำไฟลมภายนอกด้วย มีสองอย่างแล้วก็ไปศึกษาที่จิต ไม่ใช่ไปศึกษาที่ร่าง ไม่ใช่ศึกษาเอาภายนอกเป็นหลัก ต้องศึกษาเข้าไปถึงภายใน หรือเข้าไปถึงอนุสัย แล้วล้างอนุสัยก็จบ

590126_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน