สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฎิบัติญาณ1-5 แล้วตรวจสอบด้วยญาณ6-8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฎิบัติญาณ1-5 แล้วตรวจสอบด้วยญาณ6-8 มาเข้าสู่บทเรียน อาตมาอ่านวิชชา ๘ มาได้ ๕ วิชชาแล้ว คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ ทิพพโสตญาณ เจโตปริยญาณ ญาณ ๕ ญาณนั่นแหละที่ใช้ ส่วน ๓ ญาณหลัง คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เป็นเตวิชโชที่ใช้ตรวจสอบและลงบัญชี ๓ ญาณหลังนี่ไม่ยาก เป็นตัวลงบัญชี ไม่ได้เป็นตัวปฏิบัติอะไร ก็ลงบัญชีตรวจสอบว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร คุณเป็นนักค้าขาย ทำญาณ ๕ ญาณนั้นมา ได้เสียขาดทุนกำไรอย่างไร คุณก็มาตรวจสอบว่าได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ เที่ยงแท้แน่นอนหรือไม่ ทำให้กิเลสเกิดดับอย่างไร ไม่ใช่ตรรกะว่าทุกอย่างมีความเกิดความดับ แต่ไม่ได้ทำอะไรก็ไม่เกิดผล สู้คุณเห็นอกุศล กิเลสคุณเกิด แล้วคุณก็ดับกิเลสตัวเดียวนี้ได้ จะดีกว่ารู้ไปหมดว่าเกิดดับ แต่ทำให้ดับไม่ได้สักตัว อกุศลจิตนั้นไม่เกิดในจิตคุณเลยอันนั้นคือนิพพาน นี่คือเห็นจิตเกิดจิตดับ ไม่ใช่แค่คิดนึกตรรกะเอาว่าจิตเกิดจิตดับ เราต้องอ่านอกุศลจิตที่หยั่งลงโอกกันติแล้ว เราก็ต้องทำนิพพัตติ อภินิพพัตติ ให้ได้ นี่คือเข้าเป้า โยนิโสมนสิการลงถึงสัมภวะ จิตมันเกิดเราก็ทำจิตให้ดับได้ อยู่ที่หทยรูป คือแหล่งที่มันมีอาการเกิด จับได้ที่ไหนมันอยู่ตรงนั้น วิปัสสนาญาณคือต้องเห็นอย่างยิ่งอย่างวิเศษเลย ต้องมีสภาวะนั้นจริงๆ ไม่ใช่โมเมผิดเพี้ยน อ่านจิตออกตั้งแต่สักกายะของตน มีเวทนาสุขหรือทุกข์ ชอบหรือชัง โกรธหรือรัก ต้องอ่านอาการนี้ให้ออก คืออ่านรูปนามได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือญาณปัญญาที่ไปอ่านรู้อ่านออกขณะมันเกิดอาการเลย นี่คือสักกายะต้องมีรูปกับนามเสมอ กายมี ๑ ไม่ได้ มีแต่รูปไม่มีนามไม่ใช่กาย มีแต่นามไม่มีรูปก็ไม่ใช่กาย เรามีวิปัสสนาญาณ อ่านจิตเจตสิกรูปนิพพานได้ แยกเจตสิก จิ
อ่านต่อ
ต ออก แล้วมันก็ถูกรู้ได้ คำว่านามรูปคือหมายถึงทั้งวัตถุและนามธรรมได้ นามที่ถูกรู้ก็เป็นรูป เราต้องไม่สับสน อ่านรูปนามออก สุดท้ายถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ รู้สูงสุดถึงขนาดนั้น มโนมยิทธิ คือภาวะจิตที่เก่ง ทำได้สำเร็จในตัวเรา เมื่อเราทำสำเร็จมีฤทธิ์อำนาจสำเร็จ เก่งทำให้กิเลสในจิตเราลดได้ คนจะเก่งมากมายอะไร อาตมาก็ไม่ทึ่งเลย แต่ถ้าทำให้กิเลสลดได้ นี่สิอาตมาว่า ขอยกมือไหว้เลยคนนั้นที่ทำให้กิเลสตนเองลดได้ อย่าทำเก่งทำกิเลสคนอื่นลดได้ จะเก่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าว่าท่านเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น อาตมาไม่ไปแย่งเก่งใคร เราทำความเก่งให้กิเลสเราลดได้ก็ดีที่สุดแล้ว จะเก่งภายนอก ทำสร้างสรรเทคนิคอะไรก็ดี อย่าไปเอาไปทำเบ่งข่มคนอื่นเขา คนเอาความเก่งสร้างอาวุธมาฆ่าคนก็เลวแล้ว แล้วเอาไปเอาเปรียบคนอื่นข่มคนอื่นอีก เลวจริงๆเลยจิตอย่างนี้ ใครหาว่าอาตมาด่าก็ด่าคนเลว หมาบางตัวมันดีกว่าอาตมายังด่าไม่ได้เลย ก็ต้องด่าคนเลวนี่แหละ จะไปด่าหมาทำไม บางทีมันดีกว่าคนอีก ถึงหมาเลวอย่างไรไปด่าหมามันก็ไม่รู้เรื่องหรอก เสียน้ำลายทำไม สรุปเข้าเป้ามีฤทธิ์ทำให้กิเลสตนเองลดคืออิทธิวิธี อิทธิวิธี คือ มากมายหลากหลายเยอะแยะทำได้มากมาย แล้วลึกซึ้งทิพยโสตญาณ ทำได้ยิ่งขึ้นๆ เจโตปริยญาณคือมาตรวัด เริ่มทำได้ยังไม่เก่งเคร่งคุม เหมือนคนหัดจักรยานได้ใหม่ๆ หรือเป็นแบบเกาะตัวแน่นไม่รู้ว่าได้อะไร เป็น Fusion หรือกระจายออกไปหมด วิขิตตังจิตตัง เป็น Fission ใครจะจริตไหนก็ต้องรู้ลักษณะแท้ให้ชัด ดีขึ้นเรื่อยๆ สอุตตรังจิตตัง ก็ดีขึ้นๆ ก็ทำต่อให้จบ ถ้าไม่มีก็เดาไม่ได้หรอก ต้องมีสัจจะ ว่าถึงสมาหิตังอย่างไร วิมุติหลุดพ้นสมบูรณ์หรือไม่ ขาดอย่างกระทบกระเทือนอย่างไรก็ไม่มีกิเลส อย่างไม่มีอะไรหักล้างได้ ไม่กลับกำเริบ โดยญาณปัญญาคุณจะรู้ว่าจบสนิท Ultimate ได้ เลยอนุตตรังจิตตังไม่มีกว่านี้อีกแล้ว ถ้าไม่มีสภาวะจริงคุณอธิบายอย่างอาตมานี้ไม่ได้ ต่อให้คุณมีพยัญชนะฟังอาตมาเข้าใจ แล้วคุณเอาไปอธิบายคนอื่น ถ้าผู้รู้ไปซักคุณเข้าคุณจะจนมุม
590128_พุทธศาสนาตามภูมิ นัยละเอียดของวิชชา ๘