สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พลังพีชะคือจิตที่ล้างความเห็นแก่ตัวช่วยเหลือผู้อื่น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พลังพีชะคือจิตที่ล้างความเห็นแก่ตัวช่วยเหลือผู้อื่น ที่ได้บรรยายธรรมะมามีคำอยู่ 3-4 คำโดยละเอียด ขยายความถึงคำว่าเซลล์ ที่เป็นเรื่องของชีวะ พีชะเริ่มเกิดชีวะ เซลล์อันแรกเลยที่เกิดเป็นชีวะ niche คือห้องว่าง ในมหาจักรวาลเรียกว่าโพรงอากาศ หรือ space กำหนดแคบหรือกว้างแล้วแต่ ในพลังงานจิตช่องว่างเล็กมาก ในมหาจักรวาลกว้างมาก ในโพรงไม่มีอะไรในนั้น แต่ในนั้นมีอะไรอยู่ตามสภาพ มีอะไรไปอยู่เป็นเทหวัตถุขึ้นมาก็เป็นหนึ่ง เข้ามาหาจิต จิตมีช่องว่าง ทำให้ดูนี่เป็นการขยายล้านๆๆๆเท่า ของความจริงของช่องว่างของจิตเล็กกว่าที่ทำให้ดูนี้ไม่รู้กี่ล้านเท่า ความจริงมันนิดน้อยมาก niche แล้วเริ่มเกิดเซลล์ พีชะก็เกิดช่องว่าง แต่โตกว่าจิต แล้วเริ่มเกิดเซลล์ เซลล์ก็คุณสมบัติไม่เหมือนเซลล์ของจิต เซลล์ของพืชเกิดมาเป็นตัวเอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า I(ไอ) ถ้าไม่ต่อก็เกิดชีวะไม่ได้ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าถามภิกษุว่า ถ้ามีอันหนึ่งเกิด แล้วไม่มีการต่อเป็นอีกหนึ่งสิ่งนี้ก็ต้องเสื่อมลงไป ชรตา มีช่องว่างหรือ space เรียกว่ารูป มีหนึ่งขึ้นมา ก็รวมเป็น 2 ถ้าไม่มี 3 ก็ไม่ต่อ แต่ถ้ามี 3 หน่อยครบก็เป็นวงจรขึ้นมาได้ก็จะเกิดมี 3 จุดนี้ก็ยังไม่เคลื่อน ต้องมีอะไรอีกอันหนึ่งเป็นอันที่ 4 จึงจะเคลื่อน ถ้าไม่เคลื่อนที่มันก็จะเสื่อมลงเหมือนกันของชีวะ แต่ถ้าเคลื่อนที่และหมุนในตัวมันเอง มันก็จะไม่ออกนอกวง หมุนในวัฏฏะนี้ ออกไปไม่ได้ นี่เป็นชีวะของพืช ชีวะของจิตนี้นัยยะคล้ายกัน แต่สภาพการรับรู้ต่างกัน มีเวทนามีสัญญามีสังขาร แต่พืชนี้มีแต่สัญญากับสังขาร ถ้ามีสังขารปรุงแต่งเป็นตัวตน จึงเกิด 3 อย่าง จะเรียกว่า ish คือ i และshe และ he เครื่องเป็นวงวนสามอย่างนี้ ish แต่ถ้า ish นี้ ออกมาเป็น 4 ตัวนี้เชื้

อ่านต่อ

อดีเอ็นเอ ish ออกมาเป็น 4 จะเกิดการเคลื่อนที่ แต่ถ้าไม่มีออกมาเป็น 4 จะไม่เคลื่อนที่แม้มันมีตัวเอง แต่ไม่เคลื่อนออกจากตัวเองไม่ได้หมายความว่าตัวมันไม่เคลื่อนไปไหน แม้พืชมันเป็นตัวเองของมันก็เพียงแต่รวบรวมอันอื่นมาเป็นตัวของมันเอง อะไรไม่ใช่ส่วนที่มันต้องเอาตามที่มันมีสัญญากำหนดรู้มันก็ไม่เอา เช่น มะม่วงก็ต้องอาศัยธาตุที่มามีสีมีกลิ่นมีรสเป็นมะม่วงอย่างนี้ มันไม่เอาที่ไม่เกี่ยวกับมัน พระพุทธเจ้าสอนให้จิตวิญญาณลดความเห็นแก่ตัว ish คือให้กลับมามีสภาพจิตวิญญาณคล้ายพีชะ มี ish แต่ไม่ออกไปทำร้ายใคร วนของตนเท่านั้น ท่านให้ล้างตัวพิษภัยตัวที่สี่นี้ ให้ทำเป็นลำดับ ตั้งแต่ลดตัวที่ล้านๆลดมาเป็นปริตตัง จนเป็นอนาคามีจะเหลือในวงวน 9 แล้วลดลงมาอีก จนเป็นสาม เป็นสองหนึ่ง ถ้าหนึ่งก็ปลอดภัยแล้ว จนลดเหลือ นปุงสกลิงค์ เป็นพลังงานที่สะอาดไม่มีพิษภัย มีพลังงานในลักษณะพีชะ สมมุติว่าผู้ที่มีพลังงานร้อยมีพลังงานพันมีพลังงานหมื่น จิตลดมาเป็นพีชะ แต่ว่ามีคุณภาพมีปริมาณพีชะที่มาก เป็นพลังงานสะอาดสร้างแต่ประโยชน์ ตัวมันเองสะสมตัวมันเองเท่านั้น พระพุทธเจ้าทำพลังงานจิตให้มามีลักษณะของพีชะ ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำประโยชน์ได้มากเหมือนพืชตามฐานะบารมี วิธีการพระพุทธเจ้าทำสิ่งเสียให้เป็นดี กุสลัสสูปสัมปทาได้มาก เพราะสัพพปาปัสสะอกรณังแล้ว มีสจิตตปริโยทปนัง เป็นผู้ที่ช่วยโลกได้มากจริงๆ เมื่อเป็นเซลล์หนึ่ง เกิดสามเซลล์ก็เป็น self แต่ไม่เป็นพิษภัย เป็นพีชนิยามทำแต่ประโยชน์ เมื่อ ish ออกไปอาละวาด เป็น selfish ในตัว self มันมี ish ของมันแล้ว สามเส้านี้มี ish แล้วมันรวม ish มาเป็นอันที่สี่ เป็น selfish เอาไปอาละวาดมาให้ตัว คืออวิชชาตัวแรกคือไม่รู้ ต้องเริ่มจากอวิชชาทั้งนั้น แล้วก็เพิ่มเป็นสี่เป็นห้าเป็นหกจนเป็นสิบ แล้วเพิ่มอีกจนมีหลายสิบมากมาย โลกนี้จึงซับซ้อนมากคนไหนหลอกมาให้ได้มากคนก็ตกเป็นเหยื่อได้มาก โลกนี้ศึกษาความซับซ้อนแล้วเอาความซับซ้อนที่รู้มากกว่าคนอื่น เอาไปอาละวาดต่อ ด้วยอำนาจ selfish มันมี ish สองลักษณะ คือแบบที่ไม่ระรานใครเป็นพีชะ กับ ish ตัวเลว ตัวนี่ต้องล้างออกให้ลดลง จนเป็นอรหันต์จะเหลือ ish คือ self ไม่เป็น selfish มีแต่ self ที่เสียสละ จะมีไหมภาษาอังกฤษที่เป็น self ที่เสียสละ นี่อาศัยภาษาไม่ใช่เดานะ ภาษาสื่อสภาวะ ต่อให้ใครหาว่าอาตมาเดา แต่มันเป็นโครงสร้างสัจธรรมแสดงว่าอาตมาใช้สิ่งที่มีมาให้คุณเข้าใจเอาไปล้างกิเลสได้ก็ทำได้ตามสมมุติ ถ้าคุณทำได้ก็เป็นปรมัตถสัจจะของคุณแล้ว คนทำได้จะมีสมมุติและปรมัตถ์ จะรู้สมมุติได้ดีด้วย คนที่ถึงที่สุดปรมัตถ์ก็อยู่กับสมมุติ อนุโลมช่วยเขาไป เป็นอรหันต์ก็เกิดมาเป็นโพธิสัตว์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าจนกว่าปรินิพพาน อาตมาใช้ภาษาบัญญัติมาสื่อสภาวะ แม้ชาตินี้ไม่เก่งแต่ก็ขออาศัย เพราะมันกว้างขึ้นทำให้คนอื่นเข้าใจเพิ่มได้ คำว่า i คำว่า she คำว่า he ใครเข้าใจภาษาก็เอาไปปฏิบัติ มันคือพลังงาน ish ระดับพีชะ หรือ ish ระดับเลวร้ายอาละวาดก็มี ต้องเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ให้คนเข้าใจภาษานี้ปฏิบัติได้ด้วย ยกตัวอย่าง นิวเคลียสเป็นองค์รวมพลังงานเล็กสุด พอแตกระเบิดจะเป็นสอง เป็น Isotope เป็น Chain reaction ต่อไปเรื่อยๆรวมตัวไม่ติดเป็นวิกขิตตังจิตตัง ไปไกล Infinity เลย เลยตัดแต่ Half life จะรู้ระยะสลายได้ ครึ่งเวลา มีขุฑกะกับขณิกกะ อีกอันมีลักษณะรวมตัวกัน ถ้าแตกจะมีสองแบบ คือแบบรวม สังขิตตังจิตตังกับวิกขิตตังจิตตัง ทางฟิสิกส์ก็มีสองแบบ Fusion กับ Fission คนสามารถรู้ได้ นิวเคลียร์ Fusion กับ Fission เป็น he กับ she แล้วก็มีเราคือนามไปรู้รูปคือ she กับ he ได้ ก็เป็นสภาพสองเล็กสุดก็เป็น Fusion กับ Fission รวมในนิวเคลียสเท่านั้นเอง นั่นคือทางวัตถุก็จบ นามธรรมแบ่งเป็น i เป็น she เป็น he ภาวะสองคือ เป็น she เป็น he แล้วแยกให้ออกว่าอันไหนเป็นอิตถีภาวะที่ดิ้นไม่หยุด Fission ส่วนปุริสภาวะรู้จักหยุดรู้จักพอ Fusion มีเศรษฐกิจพอเพียงหยุดได้ ส่วนพวกไม่พอก็หยุดไม่ได้เป็น Chain reaction ไปไม่รู้จบหมด ดิ้นไม่หยุด เพศหญิงเป็นเช่นนั้น ผู้หญิงจะมีอิตถีภาวะมากพอจะมีตัวตนเป็นเพศหญิง ในสัจธรรมจะมีอิตถีภาวะมากกว่าปุริสภาวะ แต่ผู้หญิงที่อยากเป็นชายก็เลยเป็นกระเทย มันอยากเป็นแต่ความสมบูรณ์คุณยังไม่ได้ก็ยอมรับดีกว่า แล้วทำสัจจะให้ครบอย่าไปนั่งตะแบงก็เสียเวลา ลักษณะกระเทยนี่ดิ้นยิ่งกว่าเพศหญิงเสียเวลา ดัดจริตมากกว่าหญิงแท้อีก นี่เป็นสัจธรรมลักษณะเพศหญิงคือดิ้น ลักษณะเพศชายคือหยุดจบ พระเจ้าอยู่หัวท่านบำเพ็ญปางเตมีย์ใบ้ ท่านตรัสน้อยบอกแต่สัจธรรม ว่าให้พอเพียงเสียที แล้วก็รวมเศรษฐกิจพอเพียงแต่คนไม่พอก็ไม่รู้จักพอ บอกว่า ความรวยนี้จะพอไหม แล้วบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็รวยได้ ต้องไปถามธัมมชโย ว่าจะพอไหม ตายแล้วก็ไม่จบยังพยาบาทต่อ เกิดมาก็ยังทำแบบนี้ต่อ พวกนี้โง่ไม่เสร็จตายแล้วก็เกิดมาโง่ใหม่ น่าสงสาร ในหลวงตรัสเศรษฐกิจพอเพียง ต่อมาก็มาตรัสเรื่องแบบคนจน คนก็ไม่เข้าใจว่าจนคืออะไร ความจนก็คือการขาดทุน แล้วขาดทุนคือตนเองจะต้องเสียออกไป แล้วขาดทุนนั่นแหละคือกำไร คุณอยากได้กำไรคุณก็ต้องขาดทุนสิ ถ้าเข้าใจได้ก็มาเป็นคนขาดทุนก็จบเลยชีวิตนี้มีแต่ขาดทุน ยกตัวอย่าง เราสร้างอันนี้ได้ลงทุนไป 100 เอาไปแลกเป็นสินค้าราคา 100 คืนมาก็เจ๊า ไม่มีใครได้ใครเสียค่าของนี้คุณลงทุนไป 100 คิดค่าโสหุ้ยให้หมดแล้ว คุณจะไปแลกที่ราคาแล้วมันได้น้อยกว่า 100 ได้แค่ 80 คุณก็ได้ 80 มานั่นแหละคือคุณได้กำไร 20 ถ้าคุณเต็มใจบอกว่าได้กำไร 20 ก็สบายใจ ได้ขาดทุนไป 20 นี้คือกำไร 20 คุณจะขาดทุนอย่างนี้ต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ขาดทุนต่อไปเลยคุณก็กลายเป็นคนเสียสละ เสียสละทีละ 20 ก็เอาละเสียสละให้ได้ตลอดกาลก็แล้วกัน อย่าไปแอบเอาเปรียบเขามาแล้วมาบอกว่าเสียสละออกไป เพราะแสดงออกขาดทุนทีละ 20 แต่ไปแอบหามาเยอะกว่านั้น แบบนี้นั้นหลอกกัน ถ้าคุณถูกหลอกให้เห็นว่าอะไรก็ดีไปหมดสวยไปหมดเงินไปหมดก็ไปโดนหลอกไปเอาขี้หมาที่มาทาสี ก็ไปซื้อหามา เช่น ชามแตกชามบกพร่อง ชามไม่สมบูรณ์ที่เรียกว่าเครื่องสังคโลก เขาก็ทิ้งไป เขาโยนทิ้งแล้วคนก็ไปเก็บมาได้ของเก่าแบบนี้คนไม่ทำอีกแล้ว เขาก็มาตีราคาสำหรับนักโบราณคดีเอาไว้ศึกษาเรื่องโบราณคดีเท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่นักโบราณคดีคนเอาไปหาหอกทำไม คนก็ไปตั้งโชว์ในตู้ ซื้อมาแพงมากเอามาโชว์ทำไม เอาไปให้นักโบราณคดีศึกษาได้ความรู้จะดีกว่า ตนเองก็หวงแหนไว้ มีเงินซื้อมาแต่ไม่มีความรู้จะศึกษาเลย คนแบบนี้ทำลายโลก เอาเงินเป็นที่ตั้งแล้วเบ่งอำนาจ พวกนักโบราณคดีอยากได้ไปศึกษาก็เอาไปไม่ได้ คุณก็หวงเอาไว้เท่านี้ก็ไม่จบหรอก โง่ดักดานโง่ไม่จบ ชาติหน้าก็โง่หนักกว่านี้ แล้วไม่เจริญเท่าเก่าด้วย ชามแตกชามพิการเอาไปใส่อะไรกินก็ไม่ได้ มันรั่วออกตั้งไว้เป็นของโชว์ซื้อมาราคาแพงมีสิ่งเดียวในโลก นี่คือคนบ้าชนิดนี้ทุกวันนี้เขาก็นิยมกัน เอาไปประมูลมามีชิ้นเดียวในโลก กูก็ชนะประมูลมาเท่ชิบหายเลย ก็ชิบหายสิเงินซื้อไปมันแพงเท่าไหร่ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้าเป็นหนึ่งที่ไม่มีความรู้ เห็นแก่ตัวจัดจ้าน เอาแต่กูจะมี he มี she เท่าไหร่กูไม่สน เอาแต่กูอย่างเดียวอันนี้เห็นแก่ตัวเลวร้ายสุด แต่ถ้าทำให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างมีความรู้ ถ้าเข้าใจลักษณะสองลักษณะสาม แล้วขยายเป็นสี่เป็นห้าต่อไปอีก ถ้าเข้าใจแก่นแกนแล้วก็สรุปรวมลงได้ ถ้าเข้าใจก็จบ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ไม่ติดไม่ยึดแล้ว อาจพูดว่าติดที่ต้องศึกษาต่อ ไม่เพื่อตนแต่เพื่อช่วยผู้อื่นได้กว้างขวางต่อไป ถ้าจะหยุดวันนี้พรุ่งนี้ก็หยุดจบได้ แต่เราจะศึกษาต่อก็ช่วยคนอื่นต่อ แต่อย่างพระสมณโคดมท่านจบแล้ว ท่านจะจบชาตินี้ ได้เป็นพระพุทธเจ้าก็พอแล้ว ไม่เป็นพระพุทธเจ้าสองสมัย ท่านไม่ใช่บารัค ไม่ใช่ทักษิณ เปรียบเทียบคุณจำลองกับคุณทักษิณ ทักษิณนี่ไม่จบ ไม่ยอมจบ ถ้าเขาจบก็สบายสงบ แต่คุณจำลองนี้จบไม่ต่อ แต่จบอย่างไม่เข้าใจ จบอะไร อาตมาพูดถึงความเก่า คุณจำลองได้เป็นผู้ว่ากทม. อาตมาบอกว่า Thailand is Bankok และ Bankok is Thailand. คุณจำลองไม่ทำอย่างอาตมาพูด พอสมัยสองก็ไปสมัครสส.ไม่ทำปริตตัง เป็นสมัยสองก็ไปตั้งพรรคพลังธรรม มาพบอาตมาแล้วบอกว่าตั้งแล้ว มีโลโก้มาเลย อาตมาก็ลงเรือลำเดียวกัน ก็ไปดันพลังธรรมก็เลยเข้าถ้ำเลย ไม่สมบูรณ์ คุณจำลองก็มารู้ทีหลังว่าเราไม่พอ ถ้าสะสมคนดี ทำกทม.นี่แหละ ประเทศไทยจะไปได้ดีกว่านี้อีก แต่ก็ไม่เสียท่าทีเดียว เมืองไทยยังรักษาทางธรรมได้

590126_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน