สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มนุษย์ไม่มีศีลคือโมฆะบุรุษ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.13 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มนุษย์ไม่มีศีลคือโมฆะบุรุษ เราได้เอาพระไตรปิฏก ล.๑ สุตันตปิฎก ที่พูดเช่นนี้เพราะว่าเล่ม ๑-๘ เป็นพระวินัยเป็นกฎหมายของภิกษุ ส่วนเล่ม ๑ ที่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ โบราณาจารย์สังคายนาไว้เล่ม ๑ อาตมาหยิบพรหมชาลสูตรมาอธิบาย ก็ได้เห็นว่าได้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น อันไหนยังไม่เข้าใจก็ค่อยไปค้นคว้าต่อ ก็บรรยายทวนไปมาหลายรอบ แต่เพราะมันเป็นหลักเบื้องต้นคือศีล กับความรู้ความเห็นทิฏฐิ เป็นพื้นฐานชีวิต มนุษย์เกิดมาแล้วไม่มีศีลเป็นหลักของชีวิตนั้นโมฆะและซวย ได้อกุศลวิบาก ได้วิบากบาปตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้แช่งแต่น่าสงสาร ใครก็ตามเกิดมา ศาสนาแต่ละศาสนา ถ้าไม่สนใจธรรมะของศาสดา สักแต่ว่าเป็นศาสนิกไป แต่เราพูดของศาสนาพุทธหากไม่สังวร ตนเองเกิดมาเก่งอย่างไร ไม่มีหลักเกณฑ์ชีวิต อย่างน้อยตรวจสอบตนว่ามีศีล ๕ จิตมีเมตตาไหม จะรุนแรงกับสัตว์ใด ถ้าจิตไม่มีเมตตา หวังร้ายต่อสัตว์อื่น อ่านอาการจิตให้ดี แม้แต่ศัตรูเราก็ไม่ควรหวังร้ายต่อเขา เราต้องพยายามหวังให้เขาได้ประโยชน์แม้ศัตรูกับเรา อย่างน้อยที่สุดให้เขาเลิกคิดชั่วร้ายเลว จะทำอย่างไร พูดติเตียนทักท้วงให้เขาสำนึกหรือใช้จิตวิทยาอย่างไรก็แล้วแต่ ข้อสำคัญการพูดติเตียนด้วยจิตเลว เอาความชั่วเขามาประจานมีเจตนาอกุศล อย่างนั้นเป็นคนเลว แต่คนไม่มีเจตนาอย่างที่ว่านี้มีหวังประโยชน์ต่อเขาไหม ให้เขาดีขึ้นให้เขาเจริญขึ้น นี่เป็นจิตดีที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นความหมายดีงาม ผู้ใดมีจิตหวังประโยชน์ต่อผู้อื่นแม้เป็นศัตรูก็ตาม ถ้าเขามีจิตหวังร้ายแล้วเราก็แรงไปเลย ก็เป็นกันในสังคมเป็นธรรมชาติ ศีลที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นสุดยอดแล้วในศาสนาพุทธ จิตใจสัตว์หรือโดยเฉพาะมนุษย์เกิดมาร่วมโลกเราก็ปรารถนาดีต่อกัน สัตว์ทุกตัวเกิดมารับวิบาก เขาก็รับ

อ่านต่อ

วิบากของเขา พัฒนาตน อย่าให้วิบากเลวเพิ่ม เขาจะปล่อยตัวให้วิบากมากขึ้นก็แล้วแต่เขา แต่เราไม่ควรไปซ้ำเติมไม่ว่าสัตว์เล็กน้อยใหญ่ มนุษย์ด้วยกันก็ไม่น่าซ้ำเติม เช่น เขาเป็นศัตรูเรา เราก็ไม่ควรซ้ำเติมทำชั่วไปกับเขาเพิ่มขึ้น ถ้าเขาไม่ทำชั่วกับเรา ใครเขาก็ไม่อยากอยู่แล้ว แม้เขาไปทำชั่วกับคนอื่นเราก็ไม่ควรให้เขาทำชั่วกับใคร น่าจะทำดีไปทุกอย่าง นี่แค่ศีลข้อ ๑ คนเราหากศึกษาจะเกิดจิตอย่างที่อาตมาสาธยาย ฟังแล้วดีไหม ไปทำให้ใจเราเป็นอย่างนี้จริงๆสิ อาตมาได้ทำเช่นนั้น อาตมาได้ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้าแม้เรื่องศีลข้อนี้ ศีลข้อ ๒ อย่าไปยึดเอาของเขา ถ้าเขาทำก็อย่าให้เขาทำต่อ ให้เขาคืนเสีย แต่ถ้าเขามีสิทธิ์ของเขาถูกต้องแต่เราสิไปแย่งของเขา พระพุทธเจ้าว่าเราต้องการแต่ของที่เขาให้ รับแต่ของที่เขาให้ มันฟังง่ายแต่ลึกซึ้ง หรือบางขณะจิตเราต้องการมันจำเป็น เช่น เราป่วยเราต้องการยา เราก็ต้องการของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่ให้ก็อย่าไปมีจิตต้องการสิ่งที่เขาให้แม้เราเจ็บป่วย หรือเราหิว อดอาหารหลายวัน ก็ต้องการ เราก็ต้องพึงต้องการของที่เขาให้ จิตอย่าไปต้องการของที่เขาไม่ให้ ผู้ใดมีจิตที่ขนาดอาตมาว่า พระพุทธเจ้าบัญญัติภาษานี้มาสูงส่งไหม แทนที่จะบอกว่าอย่าไปขโมย อย่าทุจริตเอาของคนอื่น ทำได้อย่างนั้นก็ดีแต่ถ้าทำจิตได้อย่างที่อาตมาว่าจะไม่ทะเลาะวิวาทแย่งชิงวุ่นวายเดือดร้อนอะไร สังคมเราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ศึกษาให้ดี ทำจิตในจิตให้เข้าใจว่าเป็นได้ถึงอย่างนี้หรือ เราก็ค่อยทำโน้มจิตไป เกิดผัสสะเกี่ยวข้องเหตุการณ์ทำจิตเราให้เป็นเช่นนี้ได้ แม้แต่ในราคะมูล ก็ลดมัน การอยากเอามาเป็นของตนคือโลภะ ส่วนราคะเอามาเสพรส ในเรื่องราคะอยากได้เสพรสใดๆ ได้สัมผัสเสียดสีในชีวิตเรา เสียดสีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้เสพรส เราก็ไปอยากได้เสพรสนั้น ต้องอ่านใจเลิกเสพรสเหล่านี้ ทางภายนอกทวาร ๕ มีชอบใจไม่ชอบใจ ก็เป็นกิเลส ถ้าฝึกฝนลดแล้วสัมผัสก็ไม่มีราคะมูล รู้ความจริงตามความเป็นจริง รูปเสียงกลิ่นรสตามจริงของมันจะเย็นจะร้อนอ่อนแข็งก็เป็นไปตามจริงของมัน อะไรยากหรือไม่ยากก็รู้ น้ำมันร้อนจัดไปซดเข้าไปปากไม่ได้ ก็รู้ว่ายาก อาหารมันเผ็ดไปไม่ไหวมันเค็มมากไป แต่ว่าไม่ต้องชอบ ไม่ต้องไม่ชอบ ไม่ต้องมีอาการเหล่านี้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าควรตอบรับอย่างไร ตามควรของโลกเขาก็ไม่เกิดการวุ่นวาย ไม่ดูดมาเป็นของตน ไม่ผลักออกไป ควรรับมาอย่างพอเหมาะพอดีก็ทำ เมื่อกิเลสลดก็จะเป็นอย่างนี้ มีแต่เสียสละสร้างสรร ส่วนทิฐิ ก็ละเอียดลงไปอีกถึงทิฏฐิ 62 เป็นความยึดผิด และที่สุดก็คือยึดถูก ถูกที่ยังติดอยู่ไปหลงติดก็เป็นทุกข์ แม้ถูกจริงๆคนยึดอยู่ก็เป็นตัวกูของกู เกิดความหวงแหน เกิดการป้องกัน ถ้าเราไม่ยึดติดก็ให้คนอื่นได้

590128_พุทธศาสนาตามภูมิ นัยละเอียดของวิชชา ๘

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน