สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [๑๓๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัป (คือวนในกัปที่คุณรู้ดี) เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัป (คือกัปนั้นคุณรู้บ้างไม่รู้บ้างหรืออีกนัยคือรู้ได้ดีที่สุด) เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า (สมมุติว่าเมื่อวานนี้ตากระทบรูปมะม่วงเขาเอามาอวดเรา เราก็เห็นแล้วอยากได้น่ากิน อยากได้ก็ขอเขา เขาไม่ให้เราก็เกิดอาการจิตไม่ชอบใจคนไม่ให้ เราก็ทบทวน เราเป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า? ก็ทบทวนระลึกชาติ หรือเขาไม่ให้เราก็เฉยๆ ไม่มีปัญหา เขาไม่ให้ก็อาจเสียดาย ก็แล้วแต่ก็ทบทวนอ่านจิตเรา เหตุการณ์เกิดยิ่งกว่าละครน้ำเน่า นั่นคือหนัง มี ๓ ลักษณะ หนังรัก หนังบู๊ หนังน้ำเน่า พวกศิลปินจะรู้น้ำเน่า ถ้าสีมาผสมกันเละสีเน่าเลยต้องทิ้งไป ไม่ได้สัดส่วน สิ่งที่เกิดแล้วมันจะดีหรือไม่ดีเราก็รู้ แต่สิ่งที่เป็นอดีตแล้วแก้ไม่ได้ ขี้หลุดออกมาจากร่างกายแล้วอย่าเอามาขยำ บ้าหรือเปล่าไปขยำขี้อยู่นั้นแหละ อาตมาถือว่าคนที่เอาอดีตมาจมงมกับอดีตคืองมขี้ แต่จะเอามาใช้สอยเพิ่มเติมก็ได้คุณมีจริงก็เอามาใช้ ไม่ต้องไปโม้ แต่ถ้าคุณไม่มีจะเอามาใช้ไม่ได้ แล้วโกหกชาวบ้านชาวเมืองเขาอีก ระลึกชาติต้องมีของจริง มีเรื่องราวเหตุปัจจัยอย่างไร เรามีสมุทัยอย่างไร เราได้ดับมันไหม นี่คือปรม
อ่านต่อ
ัตถ์ อย่าไประลึกบ้าบออะไรเลย จะระลึกได้เท่าใดกี่ชาติก็แล้วแต่คุณจะทำได้เท่าไหร่ แล้วท่านก็ต่อว่า)
ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น (ภพนั้นคุณเกิดในยุคนั้นได้ชื่ออย่างนั้น จะเอาเป็นตัวตนบุคคลเราเขาก็ได้ ผิวพรรณหมายถึงชั้นวรรณะความดีงาม คำว่าอาหารคือเครื่องอาศัย เราก็เข้าใจอาหารที่เราอาศัยในชีวิต เสวยสุขทุกข์อย่างไร อาหารกินเข้าร่างกายก็เรียกว่าบริโภค อาหารที่ใช้สอยก็เป็นเครื่องกินใช้ บ้านช่องเรือนชานก็คืออุปโภค หากไปยึดเป็นเราเป็นของเรา หรือเสพรสก็มีโลภะ ราคะ โทสะมูล ถ้าได้ก็เสวยสุข ไม่ได้ก็เสวยทุกข์ ได้นานก็คือกำหนดอายุเท่านั้น อายุของสงครามที่คุณมัวเมาไปแย่งเป็นตัวกูของกู นานเท่าไหร่ก็บ้าเท่านั้น ถ้าหยุดแย่งได้ก็หมดอายุ ยังอยากแย่งอยู่ไหม อายุที่ว่าคืออายุสุขทุกข์ กับการแย่งตัวกูของกู แย่งเสพโลภกับราคะ ถ้าไม่ได้ก็โทสะ ก่อเวรภัยฆ่าแกง พยาบาทอาฆาต กี่ชาติ อย่างที่เขาทำ ขอยกตัวอย่าง อย่างลูกน้องคุณทักษิณทำงานให้ดี เพราะว่าได้ผลประโยชน์จากทักษิณ พอทักษิณไม่ให้ก็โกรธ คุณแน่ใจว่าเลี้ยงเสือตะเข้แน่ใจอย่างไรว่ามันจะไม่พยาบาท ในชีวิตอย่าสร้างสงครามทั้งรักและชัง เป็นเวรทั้งนั้น ไม่ใช่ well นะแต่เป็นเวร เวร มันเวรทั้งนั้นทั้งรักและชัง การยึดมั่นเป็นตัวกูของกูกับการได้มาเสพรสเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่อาตมาย่อให้ฟัง)
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น (เท่านี้แหละวนอยู่เท่านี้แหละในความเป็นมนุษย์)
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (อาการคือสิ่งที่เป็นปฏิกิริยาของรูปธรรมนามธรรม แต่อาการของจิตสิต้องศึกษา อาการ ๓๒ ก็เป็นการเคลื่อนไหวของเหตุปัจจัย ข้างนอกก็มีนัจจะคีตะวาทิตะ อย่างนี้เรียกว่าชก อย่างนี้เรียกว่ารำ อย่างนี้เรียกว่าลูบคลำ มีคีตะสุ้มเสียงสำเนียงภาษาพูด ก็เท่านี้เอง แม้แต่นกก็พูดภาษานก ลิงก็สื่อภาษาลิง อาการต่างๆที่ประกอบด้วยปฏิกิริยาทุกอย่าง ข้างนอกถึงข้างใน ผมขนเล็บฟันหนังมีอาการปรุงแต่งเรียกลักษณะ ๔ ๑. ลักษณะ รูปร่าง ๒. สสัมภาระ คือมีการปรุงแต่งสังขาร ภาษาอีสานมีระดับการสุกว่า สุก เที๊ย สู๋ เน่า เช่น ขี้ลี้ข้อล้อแคแล้โคโล้ จิงปิงโจงโปงแจงแปงจางปาง ๓. อารัมนะ คืออาการของอารมณ์ อาการสิ่งประชุมกันเรียกว่าลักษณะอาการที่ทำการประชุมกันเรียกว่าสสัมภาระ อาการของอารมณ์เรียกว่าอารัมนะ ก็เอามาเรียก ๔. สมมุติ ต้องเข้าใจว่านิยามสมมุติกันอย่างไร อารมณ์หมายความว่าอย่างไร ก็รู้คำจำกัดความว่าหมายถึงอย่างนี้ สมมุติเป็นตัวตนว่าอย่างนี้คือคน ในภาษาไทย ก็เข้าใจกัน ลักษณะอย่างนี้สสัมภาระ อารมณ์อย่างนี้ คนเขาจะรู้ว่าคนนี้อย่าเข้าใกล้ คนนี้ควรเข้าใกล้จะรู้ เรียกสมมุติกันอย่างไรก็มี ๔ ลักษณะ ) พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ (เริ่มต้นสองแล้วจะมีความต่างกัน ไม่มีอะไรเหมือนกัน จะคล้ายกันได้ เอโก แต่จริงๆแล้วส่วนตัว คนอื่นจะคล้ายก็ว่าไป แต่เราจะต้องรู้คล้าย กับอันเดียวกัน กับไม่มี คุณทำของคุณให้ได้ แม้เหมือนกันยิ่งกว่าแฝด แม้พลังทางวัตถุเขาก็แยก fusion กับ fission สรุปรวมลงนิวเคลียสเท่านี้เอง เป็นพลังงานฟิสิกส์ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นพลังงานจิต คุณเข้าใจจิตได้ไม่ง่ายเพราะจิตละเอียดกว่าฟิสิกส์ ในฟิสิกส์ไม่มีอารมณ์ ถ้าไปเรียน psychology ก็อาจมีบ้างแต่ไม่ลึกเท่าของพระพุทธเจ้า อาการตั้งแต่รูปธรรมถึงอาการของนามธรรม ที่เป็นจิตเจตสิกรูปนิพพานแล้วเอามาเป็นอุเทสสื่อให้ฟัง เราจะขยายความให้คนรู้จากที่เราอุเทส ต้องรู้อาการจริงเสียก่อนแล้วจะเอาอาการไปอุเทสได้ แล้วคุณรู้แต่บัญญัติก็ไม่ได้รู้อาการจริง คำว่านิเทส คือมันเทศน์โดยไม่มีเนื้อแท้ มีแต่บัญญัติ สื่อสารนี้มีแต่บัญญัติไม่ใช่เนื้อแท้เป็นนิเทศน์ไม่ใช่อุเทศ)
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม (วนอยู่อย่างนี้นานนับกัปกาล อาจมีมากอย่างแล้วก็วนตลอดกาลนาน) เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ (คือความวน ความไม่จบนี้คือความวน ความจบคือไม่ไปบ้านไหนแล้ว ถึงไปก็ไม่แปลก ไปอย่างรู้ อย่างเป็นประโยชน์ หากไม่ไปอย่างเป็นประโยชน์อย่าไป) ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นแม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น (ผิวพรรณคือชั้นสูงชั้นต่ำ) มีอาหารอย่างนั้น (อาหารคือเครื่องอาศัยที่ไปสมมุติว่าชั้นสูงชั้นต่ำ) เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ คนคิดว่าจะต้องเป็นใหญ่ของโลก เขาก็เคยมี บ้าๆบอๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี เราเห็นว่ามันบ้า ถ้าคิดในวงแคบ ก็วุ่นวายในวงแคบ นี่ดันมาคิดในวงกว้าง แล้วมีฤทธิ์แรงในวงกว้างด้วย บรรลัยจักรเลย อย่าง นายคิม เกาหลีเหนือคิดอยากใหญ่ สร้างระเบิดไฮโดรเจนได้แล้ว เอาไว้ขู่ประเทศต่างๆในโลก ประเทศไหนยอมก็ชื่นใจ เราเห็นความงมงายของคน งมงายไปทำไมขนาดนั้น แทนที่จะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน มาปลูกผักแจกกันนี่ดีกว่านายคิม อรหันต์ไม่มีตัวตนแล้วจะรักหน้าทำไม จะไปทำเพื่อหน้าทำไม ประมาททำไม แต่อรหันต์นี้รักหน้ายิ่งกว่าใครนะ เพราะหน้าแตกแล้วหมอที่ไหนจะรับเย็บ
590128_พุทธศาสนาตามภูมิ นัยละเอียดของวิชชา ๘