สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พื้นฐานของคนคือศีล 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พื้นฐานของคนคือศีล 5 เกณฑ์พื้นฐานที่สุดคือศีล 5 ขอเจาะรายละเอียด ศีล5 นี้ ศีลข้อ1. เกี่ยวกับชีวะ 2. เกี่ยวกับสมบัติวัตถุข้าวของ 3. เกี่ยวกับสัมผัสแล้วมีจิตติดในกาม สามเส้านี้ ชีวะมาอันแรก ของมาอันที่สอง กามมาอันที่สาม ในศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับอย่าฆ่าสัตว์ ข้อ 2 อย่าไปเอาของใคร ข้อที่ 3 เกี่ยวกับกามคุณ ลึกเริ่มต้นคือ ชีวะ สัตว์ทั้งหลายที่ศีลข้อ 1 ลงท้ายเลยว่า ต้องหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ คำว่าสัตว์ ตั้งแต่เซลล์เดียว 2 เซลล์ขึ้นมา เริ่มต้น แหวกพีชนิยามออกมาเป็นสัตว์ เริ่มต้นเป็นเวทนามีวิญญาณ พีชะยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ ไม่มีความสุขทุกข์ ไม่มีผูกพยาบาทได้ ไม่มีพลังงานจองเวรจองกรรมกับใคร เริ่มต้นเป็นชีวะ สัตว์เซลล์เดียวก็แหวกวงพลังงานนั้นออกมาได้ ก็ให้หวังประโยชน์ต่อเขาเถอะ ผู้จะหวังประโยชน์ได้ก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่นี้มีพลังงานซ้อนในตัวเองแล้ว แข็งแรงกว่า สามารถต่อไปได้อีก แต่ผู้น้อยนี้ไม่ต่อนะ มีพลังงานจะต่อไปน้อยกว่าผู้ใหญ่ ต้องให้โอกาสผู้น้อยมีพลังงานเสริมไปต่อ มีพลังงานที่จะข้ามกรอบ อุตุ พีชะ มาถึงจิต ใช้เวลาเป็นล้านๆ ให้เห็นแก่ชีวะให้ได้ แล้วถ้าไปถึงชีวะจิตนิยามแล้ว จะไปตามวิบากกรรมของเขา วิบากของสัตว์เซลล์เดียวยังมีไม่มาก มันเพิ่งเกิดมา จะรักหรือพยาบาทก็เพิ่งเริ่มต้น ยังใสสะอาดมาก แล้วไปทำลายเขาทำไม ส่วนเขาจะเจริญหรือเสื่อมก็อยู่ที่เขาเอง แต่อย่าไปทำลายจุดเริ่มต้น หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นคุณสมบัติของเมตตาที่หาประมาณไม่ได้ จิตนิยามใหม่ๆนี้เขาสะอาดที่สุดเลย ให้เขาดำเนินต่อไปอย่าไปทำร้ายเขา กว่าเขาจะแหวกจากพีชะมาเป็นจิตนี้ไม่ใช่ธรรมดา ต้องใช้ความอุตสาหะวิริยะอย่างสูง ไม่มีภาษาจะพูดแล้ว จิตนิยามนี
อ่านต่อ
้พูดได้กระดุกกระดิกได้แต่ละเอียดยิ่งกว่าอากาศ เป็นนามธรรมที่เร็วยิ่งกว่าแสง ความเร็วของจิตนี้ ถ้าให้ นีล อาร์มสตรอง ที่เคยไปเหยียบโลกพระจันทร์แล้ว นึกถึงโลกพระจันทร์ก็ไปถึงทันทีเลย ความเร็วของจิตวิญญาณเร็วยิ่งกว่าแสง ไม่มีใครสามารถสร้างหลักเกณฑ์วัดความเร็วนี้ได้ แต่เราใช้ปฏิภาณก็รู้ว่ามันเร็วกว่าจริง ที่ผู้รู้พูดว่าจิตมันเร็วกว่าแสง คนที่ยังไม่ค่อยชัดเจน ก็ศึกษาไป เพราะผู้ที่ศึกษาอยู่คือผู้ไม่รู้ ผู้รู้พยายามบอก ก็เทียบเคียงไปก็ค่อยเข้าใจเพิ่มขึ้นได้ สรุปแล้ว ความเร็วของจิต เพิ่มคุณภาพและปริมาณได้ กลับมาหาหลักเดิม คือพลังงานบวกกับพลังงานลบ ก็ซ้อนๆๆ ไปตลอดเป็นธรรมะ 2 ที่ทำงานร่วมกัน ถ้า 1 มันหยุด ยิ่ง 0 แล้วก็หายไปเลย ต้องมีภาวะสอง อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าเป็นปุงลิงค์นี้นิ่งไปเลย ถ้ามีปุงลิงค์กับอิตถีลิงค์ก็จะมีพลังงานเพิ่มได้ แต่ถ้าหนึ่งแล้วไม่ไปหาสองก็ไปหา 0 เลยไม่เหลืออะไร ไม่มีอะไรเหลืออีก เอาภาษาคำว่าไม่มีไปแทรกก็หมดจบ ไม่มีอะไรจะพูดต่ออีกเลยก็เท่านั้นเอง อะไรที่มันยังพูดได้อยู่ อันนั้นสื่อให้รู้กันได้ เมื่อไปถึงอันที่พูดต่อไปกันไม่ได้แล้ว มันจบ ใครไม่จบก็ดิ้นไป ถ้าดิ้นมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหยุดจริงๆมันก็จะหยุด ก็เท่านั้นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา มาขยายให้ละเอียดลึกซึ้ง ชีวะ คือสิ่งที่ มีบทบาทที่จะไปทำร้าย ทำลายอะไรได้ก็คือจิตนิยาม ชีวะ ที่ไม่ไปทำร้ายทำลายอะไรเลย ให้แต่ประโยชน์คือพืช ส่วนอุตุนั้น มันไม่รู้ว่ามันทำร้ายหรือทำประโยชน์ เพราะมันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมที่จะจัดการให้มันเป็น มันไม่มีตัวมัน ไม่มีประธานของมันเอง มันไม่เริ่มต้นเป็น เป็นสามเส้า ISH S คือลบ H คือบวก มันไม่มีสามเส้า แต่ถ้ามีสองเส้า กระแทกกันแล้วก็ 0 ในแนวระนาบ ไม่ก่อเกิดการผสมส่วนให้เป็นสามเส้าขึ้นได้ ไม่มีองศา กระแทกกันแล้วก็สลาย จะขยายก็ขยายระนาบ หากมีตัวอีกหนึ่งเกิดองศาใหม่ เกิดจุดใหม่เป็นจุดที่สาม ถ้าจุดที่ 3 มีพลังงานเพิ่มขึ้นก็จะเกิดฤทธิ์แรงเป็นวัฏฏะ ที่แรงที่สุดเร็วที่สุดก็คือกลมที่สุด มีจุดกลาง 90 มีวงวนอีก 180 แรงที่สุดเร็วที่สุด สรุปตรงเป้าอีก ว่าเมื่อเขาเกิดมาเป็นชีวเป็นจิตนิยาม จงหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง อย่าไปทำลายเขา เขาจะมีวิบากบาปหรือกุศลก็เรื่องของเขา แต่เขาต้องพากเพียร ถึงอย่างไรก็ต้องต่อ เพราะว่าคนไม่รู้จะมีมากกว่าคนที่รู้ ความไม่รู้พาเกิด ผู้ที่รู้จบและจบเอง คือคนรู้ ผู้รู้จบเด็ดขาดแล้วตนก็จบ ไม่มีอื่นอีก ก็จะจบหรือไม่จบเท่านั้นเอง ผู็ไม่รู้อยากจบแล้วหลงว่าตนเองจบ อย่างพวกมิจฉาทิฏฐิบอกว่าชาตินี้ชาติสุดท้ายจะไม่เกิด แต่เขาไม่ได้รู้จริง เขาไม่รู้ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ผู้ที่มาพูดยืนยันว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ในยุคนี้ อาตมาก็ว่าอาตมารู้ชัดเจนยิ่ง คนอื่นว่าเขารู้ก็เอามายืนยันชัดเจน มีอะไรเป็นสิ่งปรากฏให้เราเห็น เอาภูมิปัญญาของเราตัดสินพิจารณาเอง สิ่งใดไม่มีไม่เป็นไม่เกิด จะเอามาพูดได้อย่างไร แม้จะมีจริงๆ พูดอะไรใครไม่ได้เลย ทำให้ใครคนใดรับรู้ต่อจากเราคนที่สองไม่ได้เลย พูดอย่างไรก็ทำให้คนอื่นรู้เป็นคนที่สองไม่ได้ แล้วมันจะเกิดต่อไหม มันก็ไม่เกิดต่อหรอก การเกิดต่อ ก็ต้องอาศัยการพูด คำว่าพูดนี้ เป็นคำลึก อยู่ในพยัญชนะอีก 2 ตัว คือ อธิวจนสัมผัสโสกับ ปฏิฆสัมผัสโส ถ้าอยู่คนเดียว ก็รู้อยู่คนเดียว สูญไปคนเดียว หนึ่งนั้น มันจะมีต่อก็ต้องมีสองและกระทบสัมผัส เมื่อเริ่มกระทบก็เกิดพลังงาน คนที่มีธาตุหยั่งรู้ก็รู้พลังงานนั้น แต่ไม่ได้ตั้งชื่อ ไม่ได้สมมุติบัญญัติเรียกอธิวจนะ ก็ไม่มีใครมาต่อจากคนนี้ได้เพราะเขารู้อยู่คนเดียว สมมุติว่าไอน์สไตน์รู้ E=mc 2 แต่ไม่มีบัญญัติไว้เลย ไม่สื่อได้ สื่อไม่เป็น ก็จมหายไปกับแก ไม่มีใครรู้กับแกด้วย ก็ต้องหาบัญญัติมาสื่อ ฉันเดียวกันกับอาตมาสื่อทางนามธรรม ก็หาพยัญชนะมาสื่อเท่าที่มี ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาอื่นอาตมาก็ไม่ไหว ภาษาคณิตศาสตร์ ภาษาบาลีบ้างนอกนั้นไม่เข้าท่าเลย แม้จะมีเชื้อจีนแต่ใช้ภาษาจีนไม่ได้เลย ตกลงคนเราต้องอาศัยอธิวจนภาษาสื่อกับปฏิฆสัมผัสโส ปฏิคือต้องมี Action reaction ถ้าไม่มี Action เลย ไม่มีกระดุกกระดิกคนอื่นไม่รู้กับคุณ ก็มีแต่จมกับสูญหาย เพราะฉะนั้นจึงต้องเกิดการเคลื่อนไหว แล้วต้องมีสิ่งที่รับการเคลื่อนไหวเป็นการกระทบ ทุกอย่างจึงจะเกิดต่อต่อต่อ ไม่อย่างนั้นก็จะหายก็จะสูญ ผู้ที่เข้าใจว่าถ้ากระทบแล้วจะต่อไปอีกจะไปกระทบทำไม คนที่พูดอย่างนี้พูดถูก แต่ว่ายังพูดไม่ครบ เพราะคุณยังไม่สูญ เพราะคุณยังมีเหลือสิ่งที่คุณมีอยู่ คุณก็ต้องตายอีก แต่ต้องเกิดมาแล้วก็ตายอีก เพราะคุณยังไม่ถึงสูญจริงๆ ยกตัวอย่างอาจารย์บูรพา หรืออาจารย์อื่นๆ ก็จะฟังอาตมาอยู่แล้ว ก็แย้งมาทางเจโต ไม่มีทางวิจัย ยกแต่ว่าหยุดจบ ๆๆ แต่ของพระพุทธเจ้านี้วิจัยจนไม่มีอะไรค้างเลยหมดความมืด หมดความสลัวพรางหม่นหมอง หมดจดสะอาดเลย รู้ตายอย่างลืมตา จักขุมาปรินิพพุโพติ ดับอย่างสว่างๆ สมบูรณ์แบบเลย ไม่ใช่ดับอย่างไม่รู้ แต่ดับอย่างรู้รอบ ไม่ใช่กดข่มให้ดับ แต่สว่างให้สลายไปเลย แยกไปอย่างรู้ๆ ไม่กลับมาอีกเลย เห็นสิ่งที่แยกไปอย่างดี บวกก็ไปบวก ลบก็ไปลบ จบอย่างที่ไม่มีอะไรโค้งมาเพื่อกระทบกันอีกเลย บวกก็ไปบวก ลบก็ไปลบเลย
600611_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง เจาะลึกรากฐาน ศีลสมาธิปัญญา