สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ศีลกับสัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ศีลกับสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าให้เลิกสิ่งที่เป็นโทษภัยแก่ตัวเองและจิตวิญญาณ ให้ศึกษาและเอาทฤษฎีต่างๆไปทำตามลำดับ แต่ทีนี้ศาสนามันเสื่อม เช่น ในยุคปัจจุบันนี้เสื่อมเกือบหมดแล้ว อาตมาพูดว่าเกือบหมดนี่ จริงๆต้องบอกว่าหมดแล้ว มีแต่อยู่ในตำราแต่ในภูมิรู้ของคนไม่มีแล้วที่เป็นความรู้สัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีตำรา ใครก็ตามออกมาพูด เขาไม่มีทางจะเชื่อไม่มีทางรับได้ อาตมาเปิดเผยอันนี้ นำสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มายืนยันว่าถูกเป็นอย่างนี้ เขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาได้เชื่อความผิดเพี้ยนไปแล้ว ตำรายังมีอยู่ แต่เข้าใจตำราแบบผิดๆ ยกตัวอย่างเรื่องศีล ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีล ทุกวันนี้ถ้าถามว่าภิกษุถือศีลกี่ข้อ เขาก็จะบอกว่า 227 แต่นั้นเป็นวินัยไม่ใช่ศีล ศีลเป็นเรื่องความดีความชั่วที่ระบุไว้ ให้ทำตาม หรือไม่ทำตาม ใครทำได้ก็เป็นประโยชน์ต่อตนและต่อโลก ไม่มีการลงโทษ ส่วนวินัยมีบทลงโทษเหมือนกฎหมาย ส่วนศีลเหมือนธรรมนูญ ศีลคือธรรมนูญของศาสนา แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ยังดีที่มีตำรา อาตมาเอาจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลมาเปิดเผย ข้อห้ามนั้นทำไมมีอยู่ในศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้เต็มไปหมด ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่มีเดรัจฉานวิชา เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านรื้อเลย แต่ศาสนาอื่นมีเดรัจฉานวิชาเต็มไปหมด แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ วัดวาใดไม่มีเดรัจฉานวิชาไม่ใช่ศาสนา เช่น ยกตัวอย่าง อาตมาพูดไปนี่อย่างตื้นๆนะ ถ้าวัดวาใดก็แล้วแต่มีการจุดธูปเทียน จุด ไฟ เรียกว่ามีการบูชาไฟ บูชาด้วยน้ำใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำมนต์ ใช้น้ำใช้ไฟเป็นสื่อ อัคคียันต์ สิญจนยันต์ นั่นไม่ใช่ศาสนา ในเมืองไทยมีวัดไหนไม่จุดธูปจุดเทียนไม่มีรดน้ำมูกน้ำมนต์อยู่ที่ไหน มีแต่วัดอโศกที่ไม่มี นอกนั้นเต็มไปหมดวัดวาต่างๆ นอกนั้นก
อ่านต่อ
็มีการทำนายทายทัก สารพัดสารเพ เอาไปอ่านตรงไหนก็มีเต็มไปหมด วงการศาสนาพุทธในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ อาตมาขอยืนยันว่า มหาศีลเป็นเครื่องตรวจสอบเป็นเครื่องเช็คว่าเป็นศาสนาพุทธหรือไม่ ถ้าไปกระทำเดรัจฉานวิชาไม่ใช่ศาสนาพุทธ เอามหาศีลไปจับ วงการศาสนาพุทธในเมืองไทยจะไม่เหลือวัดที่เป็นศาสนาพุทธเลยนอกจากอโศก แต่ก่อนนี้ท่านพุทธทาสท่านก็ออกมาทำนำหน้าอาตมาไปแล้ว ท่านไม่มีเดรัจฉานวิชชา หมดรุ่นท่านพุทธทาส อาตมาก็มาต่อเสริมอีก ยังไขหูทวนลมเลย ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไข กูจะเป็นของกูอย่างนี้แหละ ทำไมดื้อด้านดึงดันเหลือขนาด ไม่รู้จะทำอย่างไร ในความยึดมั่นถือมั่น ลัทธิที่ตัวเองยึด ยึดมั่นถือมั่นในครูบาอาจารย์ ที่ถ่ายทอดกันมาผิดๆ ยึดมั่นถือมั่น ภูมิปัญญาที่ผิด แล้วจะสืบสานภูมิปัญญาที่ผิดนี้ต่อไป ไม่มีปรโตโฆษะ ในหลักสมาธิที่มีสองหลักคือ 1 ปรโตโฆษะ และ 2 โยนิโสมนสิการ เดี๋ยวนี้ไปแปลโยนิโสมนสิการว่าพิจารณาเท่านั้น ความจริงแล้วหลักการของโยนิโสมนสิการ ไม่สำคัญที่อยู่ที่โยนิโส แต่อยู่ที่มนสิการแต่ต้องมนสิการที่โยนิโสฯ มนสิการที่การทำใจ แต่โยนิโสคือบอกว่า ต้องทำใจในใจให้ถูกต้องถ่องแท้ ให้สัมมาทิฏฐิ ให้ลงไปถึงที่เกิด อะไรคือที่เกิด ที่เกิดคือจิตเจตสิก จิตเจตสิก ภาษาบาลีอีกคำคือ โอปปาติกะ ลงไปถึง โอปปาติกโยนิ ทำให้ถึงตรงนี้ที่โอปปาติกะคือจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรมะ ไม่รู้ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 10 สัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 คือไม่รู้จัก สัตตาโอปปาติกา เขาไม่รู้จริงๆ เขาจับตัวตนของโอปปาติกะไม่ได้ พอจับตัวตนไม่ได้ คือตำรวจจะไปจับโจร แต่จับตัวตนโจรไม่ได้ ดีไม่ดีไม่รู้จักหน้าตาโจรด้วย นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยโต๊ะเดียวกับโจรด้วย ยังคุยสนิทสนมกับโจรด้วย หน้ามืดตาบอด สัตตาโอปปาติกาตัวที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้ ก็ทำใจในใจไม่เป็น สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 คือ อัตถิทินนัง คือการทำทานก็ต้องทำใจให้เป็น ข้อ 2 คือ ยิฏฐัง ก็ทำใจในใจไม่ถูกต้อง เช่น ทำสมาธิ คือต้องทำจิตให้กิเลสลด แล้วตกผลึกตั้งมั่นคือสมาธิ ฌานคือเพ่งรู้เพ่งเผาสลายกิเลสได้ เมื่อกิเลสสลาย ก็เหลือจิตที่ตกผลึกสะอาดเป็นสมาธิ ก็ทำไม่เป็น เขาก็ทำจิตเหมือนกัน มนสิการเหมือนกัน แต่ไปนั่งสะกดจิต คือไม่ให้จิตใจนึกคิดหรือรู้ นิ่งแข็ง ศาสนาพุทธเป็นศาสนามีวิเคราะห์วิจัย มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะ สัมโพชฌงค์ มีนามธรรมแยกแยะ เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ ต้องแยกให้ชัดรูป นาม รูป 28 นาม 5 การจะรู้จักจิตเจตสิกต่างๆ ก็ต้องรู้จาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ถ้าไม่มีใครแสดงอุเทสก็ไม่รู้ได้ อย่างอาตมาแสดงอุเทส พวกเราฟังแล้วเอาไปปฏิบัติอ่านรู้ อาการ อาการสุข ทุกข์ อาการโกรธ อย่างนี้ ที่อาตมาทำมือไม้นี้ จริงๆแล้วมันไม่มีรูปร่างอะไร มันเป็นอาการใจ มโนวิญญัติ คุณต้องจับ สำคัญมั่นหมายเอาเองว่า อาการอย่างนี้คืออาการโกรธ อาการอย่างนี้คืออาการของกิเลสโลภ คุณรู้อาการมันได้ คุณก็ทำให้อาการนี้มันเบาบางจางคลาย ละหน่ายลดดับให้ได้ คุณต้องรู้ด้วยตน ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ พระพุทธเจ้าให้รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานอย่างนี้ จับอาการเจตสิกได้จริงๆ แล้วมีอุบายเครื่องออก เรียกว่าเนกขัมมะ ทำให้ลดลงได้จริง จะรู้จักเนกขัมมะต้องรู้จัก มโนปวิจาร 18 18 ของเนกขัมมะคือโลกุตระ ทำให้อาการกิเลสลดลงได้อย่างรู้ๆเห็นๆ ไม่ใช่ไปดับจิตสะกดจิต 600609_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก #36 อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย