คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 ในแดนศิวิไล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 ในแดนศิวิไล _พ่อครูว่า... แดนศิวิไลซ์ คือ แดนที่มีคนชัดเจนใน สาราณียธรรม 6 คนอยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อยู่อย่างเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งแจกช่วยเหลือกันไปจริงๆ ไม่วิวาท สามัคคี เป็นเอกีภาวะ เป็นเอกภาพกันอย่างงดงาม ชุมชนชาวอโศกเป็นแดนศิวิไลซ์ ซึ่งไม่ได้พูดเล่นหรอกแต่เป็นจริงๆของโลก เป็นจริงยิ่งกว่า สังคม ยูโทเปีย ที่ โทมัส มอร์ จินตนาการไว้ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าคนจนเป็นจริงได้ ต้องมีคนที่มีจิตที่จริง แล้วเป็นคนมีวรรณะ 9 เรามาเป็นคนจนที่เจริญ แต่เขาไม่รู้ เขาไม่รู้ว่ามาเป็นคนจนแบบนี้ สุดประเสริฐเพราะว่าจิตวิญญาณมาเป็นคนจน ถ้าไม่เหลือน้อยแล้วมาอยู่กับคนพวกนี้ไม่ได้หรอก คนที่มีมากจะมาอยู่ยาง โด่เด่ เป็นแกะดำในฝูงแกะขาวหรือสีเทา เห็นอยู่ใน กลุ่มแกะขาว เป็น high key ไม่ใช่ low key เป็นพื้นใสขาวสะอาดหมดเลย ซึ่งชาวอโศกอยู่อย่างรู้จักและเป็นได้ตามขั้นตอนมีสัดส่วนมี Adaptation มีการเป็นอยู่อย่างมีความแตกต่างผสมส่วนกันอยู่ไม่ใช่ราบเป็นหน้ากลองทีเดียวหรอก ท่านจึงเรียกว่า สามัญตา (มันเสมอสมานกัน) โสดาเสมอโสดา สกิทาเสมอสกิทา อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ หรือผู้ที่สูงกว่านั้นก็จะยิ่งเข้าใจกัน อยู่ร่วมอย่างปรองดองสามัคคีพร้อมเพรียงกัน สรุปคือ เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ประเสริฐสุด เป็นกลุ่มคนที่สำเร็จ ในการเป็นอยู่ในการบริหาร แม้แต่ที่สุด มีอิสรเสรีภาพเต็มที่ มันไม่มีคนที่จะเรียนรู้แล้วก็ปฏิบัติ ประพฤติ จนบรรลุสูงสุดได้อย่างชาวอโศกนี้อีกแล้วในโลก อาตมา พูดอย่างนี้คนฟังแล้วอาจจะหมั่นไส้ เขาก็ไม่ได้มาสัมผัส เพราะสัมผัสแล้วเขาก็ยังเข้าไม่ถึง ภูมิปัญญา เขายังไม่พอที่

อ่านต่อ

จะรู้ได้ว่าสิ่งนี้สูงสุด เพราะฉะนั้นมีคนบอกว่าอโศกนี้มันว่าได้รับรางวัล nobel prize หรอก ก็จะไปได้อย่างไรเพราะกรรมการ nobel prize จะมารู้โลกุตรธรรมนี้ได้อย่างไร มันเป็นสัจจะอาตมาก็เข้าใจ ต่อให้กรรมการ nobel prize รู้ความเป็นคนสูงสุดเก่งยอดเลย ดีสุดไม่ดีสุดแล้วนะ ก็ไม่สามารถมารู้โลกุตระบุคคล อาริยะบุคคล แบบพระพุทธเจ้านี้ได้ เขาไม่รู้หรอก เขาก็เอาความสงบเป็นที่ตั้ง แต่ความสงบของเขาไม่ได้ละเอียด ยังมีมิติต่างๆที่เขายังเข้าไม่ถึงอีกหลายมิติ หลายนัยยะมาก ที่เขายังเข้าไม่ถึง คนที่ปฏิบัติได้อย่างที่อาตมาพาให้พวกเราปฏิบัติได้ยุคนี้ เป็นยุคมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดแล้ว แล้วมันก็โง่ที่สุดในฉลาดนั้น ความฉลาดกับความโง่นี้คู่กัน พวกเรานี้ เป็นความฉลาดที่สูงกว่าฉลาด แล้วก็รู้โง่ หมดโง่ยิ่งกว่าความโง่อีก จนบางทีคนอื่นบอกว่า พวกนี้ทำไมถูกโพธิรักษ์หลอก รู้ตัวหรือเปล่า หลอกก็เต็มใจให้หลอก สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยเขียนในหนังสือเราคิดอะไร อาตมาหลอกได้คนที่มีความฉลาด เป็นคำที่ย้อนแย้งกันครับ พ่อครูว่า... ใช่ คำสอนของอาตมาหรือคำบรรยายของอาตมา พวกเราเข้าใจได้แล้วพวกคุณยินดีมานับถือ มันต้องยินดีเป็นตัวตั้งเป็นฉันทะเป็นมูลกา เป็นข้อต้นของมูลสูตร 10 จึงปฏิบัติให้เป็นมนสิการ มนสิการของคุณจะเป็นโยนิโสมนสิการเพราะสัมมาทิฏฐิ คุณจะมีจิตอย่างโยนิโส เทียบรายละเอียดละออถ่องแท้ได้เพราะคุณมี สัมมาทิฏฐิจริงจึงจะมนสิการ พวกที่ไม่สัมมาทิฏฐิจริง จะไปมนสิการทำใจในใจของเขาเหมือนกัน อย่างพวกหลับตาหรือพวกไปทางสังคมเรียนรู้ฉลาดเฉลียวไปทาง วิชาความรู้ทางโลก เขาก็เรียนทางศาสนาเหมือนกันแต่ศาสนามันเป็นโลกีย์ไป บานทะโร่ มันไม่เข้าโลกุตระ เขาจึงปฏิบัติไม่ได้ไม่เข้าใจไม่ต่อเลย แค่มนสิการ เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว มิจฉาทิฏฐิ เขาไมรู้ว่าต้องมีผัสสะเป็นเหตุสมทัย ในกาารปฏิบัติ เขาก็ให้มาลืมตาปฏิบัติเขาก็ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดเวทนา 108 แยกแยะ เนกขัมสิตะ และเคหสิตเวทนาไม่ได้ ถ้าแยกได้ก็จะลดเคหสิตะเวทนาจนกิเลสหมดเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา จนทำให้ครบเป็นอดีต อนาคตมาอีกเท่าไหร่ ได้แข็งแรงหมด เป็น ปัจจุบันที่จบกิจเลยเต็มเวทนาร้อยแปดเลย ผู้ที่เขาปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจอย่างอาตมาพูดเลย เพราะเขาไม่มีสภาวจริงแล้วไม่รู้ลำดับต้นกลางปลาย เป็น อิทัปจยตา เป็นเหตุปัจจัยแก่กันเขาไม่รู้พูดไม่ได้ สภาวธรรม เวทนา สัญญาเป็นอย่างไรแท้ๆ จริงๆ สังขารเป็นอย่างไรแท้ๆ จริงๆ เขาก็ยังไม่ชัด สับสนอยู่ เจตสิก 3 รวมเป็นวิญญาณจริง เจตสิก 3 เขาก็ไม่ชัดเจนเขาแยกรูปนามไม่ได้ ไม่รู้สภาพ 2 ต้องศึกษาสภาพ 2 กันเท่าไหร่ๆ จนกว่าจะยาวไปถึงอายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นตัวปฏิบัติแท้ ตามมูลสูตร 10 มีผัสสะเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วก็ปฏิบัติที่เวทนา จนเกิดเป็นสัมมาสมาธิ เข้าใจเจโตปริยญาณ 16 สมาธิตัวนี้คือ สมาหิโต ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เจโตสมาธิ ที่เป็นของเดียรถีย์ นี่เป็นของพระพุทธเจ้า เพราะมีจิตได้รู้จริงๆในเจโตปริยญาณ 16 รู้ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นสภาวะจริง แล้วทำให้มันออกเป็น วีตะราคะ วีตะโทสะ วีตะโมหะ มันเริ่มทำได้เป็น สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ ก็รู้จริงๆว่าสภาวะของเราได้แล้วแต่มันยังยากอยู่ ยังเป็นก้อนแข็งเป็นแท่ง ยังกระจัดกระจายฟุ้งอยู่ วิกขิตฺตํจิตตํ หรือ สังขิตฺตํจิตตํ เป็นก้อน ยังไม่ละเอียด ขยายกระจายอย่างไร ก็ต้องทำให้มันสูงขึ้นเป็น มหัคตะ เป็นมหัคนะ มันไม่เจริญขึ้น มันไม่ยิ่งขึ้น ประเสริฐขึ้นไม่ได้มากขึ้นเป็น อัคคะ คุณก็รู้ว่าจิตของคุณไม่เป็นมัน อมหัคตะ ถ้าทำได้แล้วเจริญขึ้นกว่าเก่า อัคคะ ยิ่งใหญ่กว่าเกา ก็จะเห็นว่าจิตคุณเจริญ หรือดีไม่ดีมันเสื่อมก็รู้ เป็น สอุตรังจิตตัง แต่เจริญกว่านี้ยังมีอีก รู้ว่ามันยังไม่จบยังไม่ถึง อนุตตรังจิตตัง อย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียรทำที่เหลือที่มันยังไม่สมบูรณ์แบบ จนมันครบเป็น สมาหิตังหรือวิมุติ ตรวจสอบ อสมาหิตังหรืออวิมุติ จบ เจโตปริยญาณ 16 อาตมาพูดอย่างสภาวะไม่ได้พูดแต่พยัญชนะ เขาแปลมาบางทีฟังแล้วไม่รู้เรื่อง อย่างสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ยัญพีธิที่บูชาแล้วเป็นอย่างไร เลยไปเข้าใจเลอะเทอะ เป็นพิธีกรรม เทวนิยม บวงสรวงอะไรไปกันใหญ่ สู่แดนธรรม... พ่อท่านอธิบายแจกแจง เจโตปริยญาณ ทั้งหมดนี้ คือ หลักวิชาเป็นคนจนมหัศจรรย์ คนจนอย่างเรานี้เป็นกันได้ไม่ง่ายใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... คนในโลกเป็นไม่ง่าย แต่เราเป็นได้ง่ายกว่าคนในโลกมาเป็นอย่างนี้ได้ยาก จนกว่าพวกเหล่านี้ไม่มีหรอก พวกเหล่านี้แม้จะลำบากจะเจ็บจะป่วยจะตายอย่างไรก็สบายไว้ใจหมู่กลุ่ม พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย ก็ได้จริงๆเรามีชีวิตอันประเสริฐ ขยันหมั่นเพียร ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ไปนั่งเอาเปรียบเรารัดคนอื่น กินเลี่ยงๆหลบๆไม่เอา เราก็ฝึกฝนเราก็ขยัน วิริยารัมภะ ซึ่งมันไม่ได้เสียหายอะไรเลย คุณจะเป็นอรหันต์คุณก็ไม่เสียหาย คุณจะเป็นพระโพธิสัตว์คุณคุณก็ไม่เสียหาย คุณยิ่งจะมีความเชี่ยวชาญชำนาญใน วิริยารัมภะ มันเสียหายตกต่ำตรงไหน ซึ่งไม่มีใครขี้เกียจหรอกคนที่เข้าถึงขั้น แม้โสดาบันความขี้เกียจมันก็เป็นอบายมุขแล้ว ยิ่งสกิทาคามี อนาคามี มันหายไปเลยความขี้เกียจ ไม่ต้องพูดถึงอรหันต์เลย ขออภัยอย่างอาตมานี่ จนกระทั่งผู้ดูแลบอกว่านอนเสียบ้าง พักเสียบ้าง อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาก็ว่าทำไม ยังไปได้อยู่นะ แต่เขาก็ว่ามันมากมายเกินกว่าที่จะพักแล้ว อาตมาก็ไม่ดื้อดึง 650718 คนจนมหัศจรรย์ตามหลักจรณะ 15 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 46

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน