สื่อธรรมะพ่อครู(พรหม 20 ชั้น) ตอน พระพรหมที่แท้จริงไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พรหม 20 ชั้น) ตอน พระพรหมที่แท้จริงไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ _Anuwat Rodsumroeng • 1 วันที่ผ่านมา .เรื่องแบบนี้มันยากที่จะเข้าถึง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่ใช่ได้สำเร็จมรรคผลอะไรสักอย่างเลย ทุกคำที่พ่อท่านพูดออกมาเราเองเข้าใจมั่ง งง มั่ง แต่ก็พอจะเข้าใจเนื้อรวมของเรื่องต่างๆได้ในบทท้ายของเรื่องที่คุย แล้วดันจะไปมีคำถามมากมายที่จะถามทำไมก็ไม่รู้! จะเกิดประโยชน์ตรงไหนก็ยังมองไม่เห็น... ถ้าผมจะคอยแต่จะมาหาเรื่องตั้งคำถามแบบนี้ต่อไป เกรงว่ามันเสียเวลาเปล่า.. พ่อครูว่า..เอาน่า ถ้าคิดว่าควรถามก็ถาม อาตมาที่พูดแล้วยินดีในคนที่ถาม หากพูดไปแล้วไม่มีใครถามเลย มี 2 คือเป็นอรหันต์หมด หมดคำถามแล้ว หรือว่าโง่หมดเลยไม่รู้เรื่องเลย คนโง่ทั้งหมดไม่ต้องฟังหรือฟังก็ไม่รู้เรื่องอาตมาก็พูดเสียกำลัง เสียเวลา เสียแรงงานทุนรอนเปล่าแต่อาตมาพูดแล้วมีคนฟังมีคนรับรู้ แม้มานั่งฟังที่นี่อาตมาก็ว่าไม่โหรงเหรงนะ ตอนแรกอาจจะน้อย ทยอยมากัน อาตมาเทศน์นี้มีเรื่องแปลก ตอนเริ่มต้นการเทศน์คนมีน้อย แต่เมื่อเทศน์ต่อไปมีคนมาเรื่อยๆ เทศน์ต่อไปมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างกับที่เขาเทศน์กัน ตอนแรกจะได้มีคนมากสุดท้ายมีคนน้อยไม่เหลือใครเลย มันเป็นอย่างนั้น ที่ทำงานทุกวันนี้ เป็นการทำงานที่คนเข้าใจจะเห็นใจกันมากเลย เพราะศาสนามันได้ผิดเพี้ยนไปหมด มันไม่เป็นศาสนาพุทธเป็นศาสนาทั่วไปเป็นศาสนาเดียรถีย์ เป็นศาสนานอกรีตพระพุทธเจ้า พูดย้ำซ้ำ ที่ว่านั่งหลับตานั้น ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปอ่านจากพระไตรปิฎก ในวินัยก็ได้แต่มันจะยาก เริ่มต้นตั้งแต่เล่มที่ 9 พระสูตรเล่มแรก ตั้งแต่พระสูตรแรกคือ พรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร อัมพัฏฐสูตร เนื้อหาก็จะชัดเจนไปนั่งหลับตานั้นไม่มีทางไปนิพพาน สัจธรรมนั้นอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต อ
อ่านต่อ
ดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปตามกาลแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง แต่ปัจจุบันนี้คือสัจจะ มีจริงๆอยู่ที่ปัจจุบัน นี่คือในพรหมชาลสูตร สรุปได้อย่างนี้ สูตรที่ 2 สามัญผลสูตรคือสูตรที่อธิบายว่าให้ปฏิบัติอย่างนี้ คือต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็มีศีลเป็นอาริยะ มีสำรวมอินทรีย์เป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะเป็นอาริยะ จึงจะเป็นสันโดษที่เป็นอาริยะ ก็จะเกิดสมาธิ เกิด ฌาน 1 2 3 4 ตามสามัญผล หลับตาปฏิบัติไม่มีฌาน มีแต่สมาธิแบบเดียรถีย์ จิตตั้งมั่นตกผลึกแข็ง มืดๆ อยู่ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เหมือนกับอาฬารดาบส อุทกดาบส ซึ่งเขาก็เป็นเจ้าหมู่คณะด้วยนะ แต่ไปปรากฏว่าตายแล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็บอกว่าฉิบหายแล้ว เพราะเป็นความฉิบหายที่ได้ภูมิอย่างนั้น มีแต่สมาธิหลับตา กดข่ม ฌาน แปลว่า พลังงานไฟ แล้วไปเผากิเลสในปัจจุบัน เผาได้ก็เกิดบุญ เพราะฉะนั้น สูตรที่ 3 ในพระไตรฯล.9 พระพุทธเจ้าถึงบอกได้ชัดเจนเลย ท่านเพิ่งสอนศาสนา ท่านก็พยากรณ์ไว้ก่อนเลย ตอนนั้นศาสนาเพิ่งจะเริ่มต้น ท่านจึงบอกว่าในอนาคตจะมีความเสื่อมคือมีพระป่า ไปหาอาจารย์ในป่า เป็นผู้ที่มีวิชชาและจรณะอยู่ในป่า อันนั้นคือความเสื่อม คือ ความผิด 4 ประการ ไปอยู่ในป่าแล้วกลุ่มแรกก็ยังมีวินัย ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)
อันแรกก็ยังมีวินัยติดตัวไปไม่เด็ดพืชผัก ไปเข้าใจพรหมที่ปฏิบัติแบบผิดๆ
ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ปริสัชชา แปลว่า หมู่กลุ่ม บริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็เป็น พรหมแท้จริงคือผู้ไม่มีตัวตนหมดกิเลสแล้ว ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ เกิดมีครู มีผู้เป็นบริวาร ในพุทธศาสนิกชนก็มีพวกนี้ ยกตัวอย่างเช่น ครูเทวนิยม สำนักนั่งหลับตาต่างๆ เป็นครูเป็นอาจารย์ใหญ่ ก็มีคนที่เหนือชั้นกว่านี้อีก ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ เป็นผู้ใหญ่ว่าครูใหญ่อีก คือมหาพรหม คือความอยากใหญ่แล้วทำตนใหญ่ จนได้จนเป็น ก็เกิดภพชาติเกิดสิ่งเหล่านี้ในโลก
ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ คือเป็นกลุ่มๆ ปริตตะ กลุ่มเล็กๆที่หลงแสงสว่าง หลงอาภา เป็นความรู้ภพชาติ นี่คือพรหมที่มีภพชาติมีตัวตนมีสถานที่ พวกนี้เป็นสายแสงสว่าง อาภา ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ใหญ่กว้างจนไม่มีที่สิ้นสุดเลย จนนับไม่ได้เลย Infinity ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ พวกสว่างจ้า สายลืมตานั่นเอง แต่สร้างภพสร้างชาติ เอามารวมไว้ที่พวกธรรมกายได้ทั้งหมดเป็นพวกลืมตาตาบอดตาใส เพ่งด่วงแก้วหรือจะหลับตาก็เห็นดวงแก้วภายในสว่างๆ ส่วนสายอาจารย์มั่นนั้น ดำดับ กิณหะ หรือแม้แต่สายลืมตา อย่างสายท่านพุทธทาส ก็สว่างลืมตา แต่เป็นพรหม มีภพมีชาติ ไม่สิ้นภพจบชาติ ธรรมะของท่านคือธรรมชาติ ท่านไม่มีสิ่งทรงไว้ซึ่งความเหนือธรรมชาติ ท่านอธิบายวนไปวนมาไม่ตัดเด็ดขาด ธรรมะคือธรรมชาติ ชาติ คือชาติ ต้องแยก ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ธรรมชาติ คือธรรมที่รู้จักชาติ แต่ท่านพุทธทาสไม่เคยอธิบาย ชาติ 5 นี้ อาตมาไม่เคยเห็นนะ ถ้ามีอาตมาขออธิบาย เสริมหรือแย้งได้ ชาติอย่างโลกียะ คืออย่างไร ชาติที่โอกกันติ หยั่งลง หากไม่มีภูมิเป็นโลกุตระก็จะหยั่งลงเป็น โลกียะ นิรันดรเป็นเทวนิยม จนกว่าจะเป็นโลกุตระ จึงจะออกจากชาติมาเป็นนิพพัตติ การเกิดที่มีนิพพาน นิพพัตติ คือคำที่ concern กับคำว่านิพพาน เกี่ยวข้องกับนิพพาน จึงจะถึงอภินิพพัตติ เจริญงอกงามถึงที่สุดจบแห่งความปรินิพพาน ที่อาตมาอธิบายพยัญชนะและอธิบายสภาวะให้ฟังเล็กน้อย ถ้าเข้าใจแล้วก็ชัดเจน ต่อจากนั้นมาไม่หยุด อาภา ไปหลงแสงสว่างเป็นพวกอาภัสราไม่พอก็เสริมแสงสว่างอีก
หมวด 1 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา คือหลงแสงสว่างนี้แหละดี ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ กิณหะ แปลว่ามืดดำ สุภะ แปลว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ไปหลงอาภัสราว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นแต่คุณไปมืดกับอาภัสรา กลายเป็นความโง่หลงมืดดำเลอะเทอะซับซ้อนเป็นโลกที่มืด ยิ่งกว่าเข้าไปหาสามเหลี่ยมเมอร์บิวด้า หนักขึ้นไปอีก
ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ แปลว่าความเจริญงอกงามไพบูลย์ลอยฟ่อง กับอสัญญีสัตว์ พวกนี้มีตัวตน ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ คือพวกที่มืดยิ่งกว่ามืด ไม่มีการกำหนดรู้อะไรได้เลยเป็นพวกที่ไม่มีสัญญา จิตวิญญาณมันดับมืดบอด จนกำหนดอะไรไม่เป็น ส่วนเวหัปผลาคือมากมายสับสนกับใจแล้วไปหลงแสงสว่างอาภัสราซ้ำซ้อนไปอีก มีแต่แสงสว่างซับซ้อนไปใหญ่ ท่านจึงแปล เวหัปผลา ว่าพวกไพบูลย์ ทั้งสุภกิณหา คือพวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า ไพบูลย์ทั้งพวกมีรัศมีงามมาก ทั้งพวกมีรัศมีงามน้อย คือหลงโลกียะ โดยไม่รู้จักเนื้อแท้ของพยัญชนะกับสภาวะที่แท้
เหลือ 5 แดนของสุทธาวาส พุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่าไม่ไปเสียเวลาอยู่ในแดนสุทธาวาส สุทธะ คือแดนสะอาด แต่คนไม่รู้ก็กลายเป็นความสกปรก เป็นความทับถมซ้ำเติมเข้าไปอีก ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ คือ เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตนหรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นานกับชั้นนี้ว่าคือความบริสุทธิ์ จริงๆแล้ว พวกโลกียะที่จมอยู่ในความบริสุทธิ์ที่ตนเองหลงว่าเป็นความบริสุทธิ์ แต่ถ้าเป็นโลกุตระก็ต้องเป็นอนาคามี ก็ไปจมอยู่ที่ความสะอาด เป็นความสะอาดที่คุณพึ่งพาได้ แล้วก็จมอยู่ในนี้นานจนเป็นนิรันดร มันไม่มีการขยาย ไม่มีความหลุดพ้นเลยสุดท้ายคนก็ยังมีภพชาติ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ คือ เหล่าท่านที่ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร หรือผู้ที่ไม่เดือดร้อนกับใคร นี่เป็นอนาคามี อนาคามี คือ ผู้ที่ไม่มีโทษมีภัยกับใครในโลกแล้ว ถ้าเป็นแค่อวิหา คือมีรัศมีกระเทือนแก่ผู้อื่นอยู่ แต่อตัปปาคือไม่มีกระเซ็นกระสายกระทบกระเทือนผู้อื่นอีก
ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา นี่คือแปลตามพยัญชนะเลย ถ้าเป็นอนาคามีก็สูงขึ้นไปอีก เป็นคนที่บริสุทธิ์หน้าเป็นตาม ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ก็ขยายเพิ่มว่า เหล่าท่านที่เป็นผู้มองเห็นชัดเจนดี ผู้มีทัศนะแจ่มแจ้ง รู้ชัดเจนจริงใกล้สมบูรณ์แล้วจนเหลือปลายที่สุดก็คือ อกนิฏฐา ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือความเล็กน้อยกว่าใคร ไม่เป็นผู้ที่เป็นน้องใคร ใหญ่ตามสัจจะด้วย นี่คืออนาคามีภูมิ ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิไปจมอยู่กับกิเลส วิปัสสนูปกิเลส จมใน 5 ภูมินี้ หนักหนาสาหัสมากเลย อนาคามีคือผู้ไม่กลับมา คือคุณจมในอเวจีนี้ไม่มีทางออกจากนรกอเวจีนี้เลยนั่นเอง ถ้าหากสัมมาทิฏฐิเป็นอนาคามีภูมิก็จะไม่จมอยู่ในนี้ออกมา ในชาวอโศกมีอนาคามีเยอะ ศึกษาให้ดีแล้วจะเป็นอรหันต์กันได้ พวกเราเป็นอะไรจบอรหันต์กันได้ยังเหลืออีกนิดหน่อยในอนาคามีภูมิ อยู่ในขั้น สุทธาวาส 5 พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านไม่ไปเสียเวลาไปติด อาตมาก็เป็นสายปัญญาที่ไม่ไปเสียเวลาติดไม่จมอยู่ในภูมินี้ สมมุติว่าเราไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจเราก็จะไม่อยู่ในนี้เราจะต้องเกิดมามีตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสความจริง ไม่ไปรอช้าอยู่ในภพของสุทธาวาส ความหมายเป็นเช่นนั้น สายสมณโคดมเป็นอย่างนั้น ไม่ไปจมอยู่ในสุทธาวาส 5 รู้ว่าสุทธาวาสที่สัมมาทิฏฐิต้องเป็นอนาคามี ไม่เสียเวลาอยู่ในนั้นเลย แต่ถ้าไม่ใช่สัมมาทิฏฐิก็จะจมอยู่ในพวกนี้ซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น นึกว่าตัวเองคืออนาคามี แต่ไม่ใช่ ตัวเองเป็นผู้ที่เป็นอนาคามีเหมือนกันแต่เป็นอนาคามีแบบ ผู้ที่ไม่กลับมาเลยเหมือนกัน แต่จมอยู่ในหลุมดำเบอร์มิวด้า ไม่มีทางกลับมาได้ เป็นคำที่เป็นสิริมหามายา อธิบายว่าไม่มาเลยอีกแล้ว ผู้ที่เป็นอนาคามีสัมมาทิฎฐิว่าจะไม่จมอยู่ในนั้น จะกลับมา ส่วนผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิแท้ๆนั้น ไม่กลับมาเลยเหมือนกัน จมอยู่ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ผู้ที่รู้แล้วก็จะรู้ไม่ไปจมอยู่ในนั้น สมมุติว่ารู้แล้วจะสมมติว่าไม่รู้ได้อย่างไร ผู้รู้แล้วก็บอกว่าไม่รู้อีกก็คือไม่รู้สิ พวกที่จมคือพวกไม่รู้ พวกที่รู้แล้วก็จะไม่จบ สมณะฟ้าไทว่า...ผู้ที่รู้แล้วที่เรียนจากพ่อครูจะจมอีกไหม พวกเราที่พูดบางทีเหมือนสัมมาทิฎฐิแต่เวลาปฏิบัติก็ ไปนั่งหลับตา พ่อครูว่า...ผู้ที่รู้แล้วจะไปนั่งหลับตาก็ได้ คุณจะนั่งหลับตาทำเตวิชโชหรือหลับตาเพื่อพักผ่อนก็ได้ นั่งหลับตามีประโยชน์อยู่ 3 อย่าง ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) เตวิชโชคือการตรวจสอบการปฏิบัติ เป็นการลงบัญชี ถ้าใครปฏิบัติลืมตาแล้วบัญชีก็ลงไปพร้อมในปัจจุบันเลย ก็เสร็จไปในตัวไม่ต้องไปทำการลงบัญชีอีกเลยภายหลัง
พวกเราชัดเจน แต่คนที่ไม่ชัดเจนก็น่าสงสาร สงสารที่เขาจะต้องไปเป็นเหยื่อเต่าปลา
สู่แดนธรรมว่า... เพื่อนสู่แดนธรรมตอบมา
ในโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก ขอตอบว่าคนโง่มากกว่า สรุปว่าถ้างั้นขอให้ท่านที่ฉลาดฉลาดไปหาสมณะโพธิรักษ์เถิด ส่วนพวกโง่ๆจงมาหาเราและอยู่ในสำนักของเรา นี่คือสญชัยปริพาชก มานั่งหลับตาสมาธิกันเถอะ พ่อครูว่า...มันก็จบตรงที่ว่าความเห็นของเธอก็อย่างหนึ่งความเห็นของเราก็อย่างหนึ่งก็จบ ใครจะเต็มใจไปนั่งหลับตาก็ไป แต่อาตมาตีหลบตาทิ้ง มาที่นี่ถูกตีหลับตาแน่ แต่ไปที่นั่นคุณจะไปหลับตาก็ไปไปห้ามกันไม่ได้หรอกไม่ได้โกรธกัน แต่เป็นการบอกกันด้วยเมตตา บอกกันด้วยความปรารถนาดี บอกกันด้วยความหวังดีแก่กันและกัน ที่พูดอยู่นี้ ที่ตีแรงๆจะเรียกว่าด่าหนักๆ เพื่อให้คุณสะดุ้งสะเทือนบ้างถ้าไม่หนามาก แต่ไม่สะกิดผิวเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรความหนานี้ เป็นความยึดมั่นถือมั่น มันของที่ด้านหนาแข็ง จนกระทั่งทุบตีแรงขนาดไหนก็ไม่ค่อยสะเทือนถึงความรู้สึก ถึงความเป็นสติปัญญาอะไรขึ้นมาเลย ใครสงสารโพธิรักษ์ เหนื่อยๆออกแรงมากๆ ตีเท่าไหร่ก็ไม่ถึง ถึงความดักดานที่อยู่ลึกหนา ตีเท่าไหร่ก็ไม่กระเทือน เอ้าสู้ๆ โพธิรักษ์สู้ อธิบายความได้ว่าทุกวันนี้เป็นความงมงายหลงผิด จมอยู่ในมหาสมุทร 500 โยชน์อาตมาต้องดำดิ่งลงไปจะขาดใจร้อนๆอยู่แล้ว แต่อาตมาเก่งนะ ไม่ยอมขาดใจไปด้วยกันทั้งคู่หรอก อาตมาจะดึงขึ้นมาให้ได้ ได้กี่คนก็แล้วแต่ มันจะติดแรงที่อาตมาดึงขึ้นมาได้กี่คนก็เอาแค่นี้ มันหนักหนาดึงตนเองลง ว่ากูไม่ขึ้นๆ ก็เรื่องของเขา มันต้องใช้เทศน์แบบนี้ถึงจะชัดเจน ขอยืมศัพท์เหล่านี้ มันยุค พ่อขุนรามฯกลับมาแล้ว ต้องใช้อย่างนี้ถึงจะถูก ถึงจะถึงกึ๋น ชัดเจน พรหม พยัญชนะแปลว่าความบริสุทธิ์ แต่ถ้าพรหม 16 ชั้น หรือ อรูปพรหม 4 ชั้นมารวม ก็เป็น 20 ชั้น พวกนี้เป็นภพชาติ เข้าใจความเป็นสภาวะแท้ของความสะอาดไม่ได้
ความสะอาดของพรหม 16 ชั้น ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ คือมาสมัครใจอยู่ในบริษัทโลกุตระนี้ คือ บริษัทอโศกจำกัด ก็จำกัดพวกไม่ได้เรื่องไม่ให้มา อย่างกินเนื้อสัตว์นี้ก็ไปก่อน ไม่รับเป็นสมาชิก ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ มีครูบาอาจารย์ในบริษัทนี้ เป็นครูบาอาจารย์ปุโรหิต ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ อาตมาเป็นมหาพรหมในแดนชาวอโศกนี้ อยู่ที่นี่เป็นผู้ใหญ่ ไม่มีผู้ใดใหญ่กว่า ในแดนนี้ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวแรกที่เจาะกระเปาะออกมาได้ ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ ปริตตะแปลว่าน้อย ก็ค่อยเพิ่มปัญญาไปทีละน้อย จนมีปัญญา หาที่สุดมิได้ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ แม้ตอนนี้อาตมาก็ยังส่องแสงสว่างเป็นปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ ก็จะเกิดความประภัสสร เป็นความสะอาดสว่างสงบ ที่รุ่งเรืองโชติช่วงชัชวาลไปเรื่อยๆ นี่คือสภาวะธรรมทั้งหลายของความเป็นพรหม สายเจโต หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา ซับซ้อนเข้าไปอีก ไปหลงความทุกข์เป็นความสุข ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ก็ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นแสงสว่างที่ทับซ้อน แต่คนหลงว่าเป็นแสงสว่าง ก็เป็นความมืดซ้อน ก็พยายามแก้ไขช่วยเหลือให้ออกมา ให้เป็นแสงสว่างจริงๆ ก็ล้างออก ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ มีอีกเท่าไหร่ก็ล้างออกไปอีกจนกว่าจะเป็น ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นผลที่งอกงามไพบูลย์เจริญสูงสุด ไม่เป็นอสัญญีสัตว์ ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ อสัญญีสัตว์ไม่เรียกพหรม เรียกเป็น สัตว์ แต่ไม่คิดไม่นึกอะไรไม่มีสัญญาดับสัญญาอยู่ในภพ ไม่เอาแบบนี้
สุทธาวาส 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ เราท่านที่ไม่เสื่อมจากผลของตนก็ไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ตรงนั้น ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ผู้บริหารประเทศที่มีภูมิของอนาคามีขึ้นไปจะแจ๋วเลย แต่เขาเข้าใจไม่ได้หรอก เป็นพระอรหันต์หรือนักธรรมะจะไปยุ่งกับการเมืองได้อย่างไร ให้คนศึกษา ธรรมะแล้วเอาของไปทิ้งเปล่าได้อย่างไรทำไม ก็ธรรมะพระพุทธเจ้าให้คนได้และคนได้ต้องเอาไปช่วยบ้านเมืองช่วยพลเมือง อาตมาไม่เอากับพวกคุณหรอก พวกโง่อยู่อย่างนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่ว่าธรรมะไม่เกี่ยวกับคนไม่เกี่ยวกับคนไม่เกี่ยวกับสังคมไม่เกี่ยวกับการเมืองไม่เกี่ยวกับพลเมือง ทำไปหาสัตว์เดรัจฉานหรือว่าดินน้ำไฟลมที่ไหนธรรมะของคุณ แต่ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเพื่อมนุษยชาติ การเข้าใจแบบพิกลพิการอย่างนั้นตัวเองก็เสียหาย ต้องทำความรู้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ยิ่งเจริญงอกงามในภูมิปัญญายิ่งขึ้น เป็นผู้ที่มองเห็นงดงามน่าทัศนา ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ยิ่งเจริญสูงขึ้นกว่าอีก เป็นผู้ที่มองเห็นชัดเจน ทัสสี ยิ่งชัดเจนแจ่มชัดดีขึ้นอีก จนสุดท้าย ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ยังถือว่าอกนิกฐา คือยังเรียกว่าน้องยังไม่เป็นตัวพี่เพราะว่ายังไม่เจาะกระเปาะไข่ออกมาเป็นตัวแรกจึงเรียกว่าน้อง ถ้าเจาะกระเปาะไข่ออกมาก็เป็นตัวพี่เลยไม่ใช่ตัวน้อง
ถ้าเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิก็ไปจมเป็นภพชาติเลย ส่วนพวกสัมมาทิฏฐิก็เป็นอนาคามี 5 ภูมิ อธิบายไปเพื่อให้รู้ว่าตัวเราเองอยู่ในภพภูมิไหน พยัญชนะก็ใช้สื่อสภาวธรรม รู้เสร็จแล้วก็ทำให้จบ จบแล้วก็รู้พยัญชนะต่างๆ ผู้ที่บรรลุแล้วก็จะรู้จักพยัญชนะไปด้วยแล้วรู้จักสภาวะทั้งหลาย เราก็ผ่านสภาวะนั้นหลุดพ้นมาครบทุกสภาวะ พ้นจากสุทธาวาสก็เป็นอรหันต์ อาตมาอธิบายอรหันต์มาตลอด แล้วตีผู้ที่หลงผิด ว่าอย่าไปหลงจมอยู่กับความผิด ตีตัวนี้ ตีพวกที่นั่งหลับตา ในยุคของพระพุทธเจ้า ท่านก็ตีได้จนกระทั่งสร้างศาสนาพุทธเสร็จ อาตมามาถึงยุคนี้ ศาสนาพุทธมีอยู่แล้วแต่ได้หลงผิดเพี้ยนจนกระทั่งจมอยู่ในหลุมเบอร์มิวด้าดึงไม่ขึ้นอยู่นี่ อาตมาก็ดึงอยู่ จะมีอยู่ที่บ้านราชฯ 777 คนหรือไม่ นับไปนับมาเวียนไปเวียนมาเดือนหนึ่ง อยู่กับที่ประมาณ 3-4 ร้อย คนที่เวียนไปเวียนมาอีกเอาสมาชิกชาวอโศกจริงๆจะได้สัก 777 คน แต่ผู้ที่ไม่มาเลยก็มีมากกว่า 777 อยู่ ไม่เคยมาหรือไม่ค่อยมาฟังแต่ดูโทรทัศน์ มามั่งสิ มาสัมผัสของจริง ที่นี่มีทั้งเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะที่เป็นมิตรสหายดีสิ่งแวดล้อมดี มีทั้งอาหารที่เป็นเครื่องอาศัย ที่เป็นเหตุปัจจัย ของกินของอยู่ ยารักษาโรค มีทั้งจิตวิญญาณของผู้ที่ มีแต่มิตรไม่มีศัตรูเลย ทะเลาะกันบ้างนิดหน่อย แต่เป็นศัตรูที่หนักใหญ่หยาบเข้ามาอยู่ในนี้ไม่ได้ มีศัตรูที่เล็กๆน้อยๆ ง็องๆแง๊งๆ ทะเลาะกันบ้างยังไม่รุนแรง เสนาสนะนี้มีทั้งบุคคลและเครื่องอาศัย มีธรรมะอันสัปปายะ มีคุณธรรมมีสัจธรรมมีอุตตริมนุสสธรรมอยู่ในนี้มีโลกุตรธรรม มาสิมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมา ก็เลือกแต่คนที่จะมาถือจอบเสียม คนที่จะถือแฟชั่นถือเพชรพลอยก็ไม่มา ถือแฟชั่นราคาแพงถือแบรนด์เนม ไม่เอา เอาจอบเอาเสียมมาเพื่อจะลงติดดิน เราจะพาเป็นเช่นนี้ อาตมาทำงานมา 30 40 ปีจะ 50 ปีแล้ว อาตมาเคยสรุปแล้ว ว่าอาตมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว แม้จะตายลงในวินาทีนี้ อาตมาก็คิดว่าได้ผลสำเร็จพอสมควร เพราะได้ปลูกฝังเอาถึงขั้นมหาชมพูทวีป มาหยั่งลงในประเทศไทยแล้ว ย้ายจากอินเดียมาเสร็จ ที่อื่นในโลกไม่มี ไม่มีประเทศไหนเป็นชมพูทวีป มีประเทศไทยที่เป็นชมพูทวีป อินเดียที่เป็นแหล่งเกิดเนปาลที่เป็นแหล่งเกิดไม่เหลือแล้ว มีแต่ผู้ที่หลงตนเองว่าเป็นพุทธ ศาสนา หอบเอากรงขี้ไก่ เอาไปสร้างให้แก่อินเดียว่าเป็นวัดพุทธ ชาวอินเดียเขาไม่รับนะ วัดพุทธในอินเดีย อย่างน้อยไปกินเนื้อสัตว์มูมมามชาวอินเดียเขาก็ไม่เข้าแล้ว ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ชาวอินเดียก็รู้ ทั้งที่พุทธศาสนาชมพูทวีปย้ายมาอยู่เมืองไทยเขาก็ยังรู้เลยว่าชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ แค่นี้ก็ยังไม่รู้ นอกนั้นก็อยากไปสร้างวิมานหาทางเรียบร้อยเงินทองอะไรอยู่อีก สรุปแล้วมันก็ไปถล่มทลายเถรสมาคม ยุคนี้จริงๆแล้วจะไม่มีใครที่มา อาสโภ องอาจแก้วกล้าที่จะพูดอย่างสมณะโพธิรักษ์ที่จะตีเถรสมาคม แล้วกว่าอาตมาจะพูดได้อย่างแข็งแรงแกล้วกล้าอาจหาญก็ต้องรอไปถึงตอนนี้ 50 ปีแล้ว หากตอนนั้นอาตมาพูดอย่างนี้ก็ตายแล้ว แต่ตอนนี้อาตมามีภูมิคุ้มกันสูงแล้ว พูดได้แล้ว เดี๋ยวนี้จะไปฟ้องศาลโลกนี่ อาตมาก็ขอไขความ ศาลยุติธรรมในเมืองไทยถึงจะเป็นศาลโลกที่แท้ศาลโลกภายนอกนั้นมีแต่เทวนิยม มีเจตนารมณ์เป็นที่ตั้งไม่ถึงหรอก เพราะของพวกนั้นจะไม่รู้จักเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เขาจะไม่มีความรู้เหล่านี้เลย ทั้งเจตนาที่จะเป็นเจตนา 3 ที่เป็น กาม ภว วิภวะ เขาแยกไม่ออกหรอก เขาไม่รู้จักเวทนา 3 นี้ ไม่รู้จักเจตนาบริสุทธิ์ที่วิภวตัณหาเป็นตัณหาที่ไม่มีภพชาติ เขาทำไม่ได้เขาไม่รู้เรื่อง ถ้าจะตั้งศาลจริงๆ ก็ต้องศาลชาวอโศก แม้ศาลในเมืองไทยก็ยังเป็นเทวนิยมไม่น้อย แต่ผู้พิพากษาจะฟังอาตมาได้ดี ถ้าไม่อคติว่า อาตมาถูกเถรสมาคมปกาสนียกรรม หากตัดอันนี้ออก ก็จะฟังอาตมาด้วยดี เทน้ำชาออกจากถ้วยให้หมดแล้วมาฟังอาตมา ผู้พิพากษาจะได้ฟังสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดี 620707_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติสายนั่งหลับตาไม่ใช่วิชชาของศาสนาพุทธ