สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตว์ที่หมดความเป็นสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตว์ที่หมดความเป็นสัตว์ ขอพูดถึงสัตว์ที่หมดความเป็นสัตว์แล้ว ความเป็นสัตว์พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอาไว้มี 9 อย่าง สัตตาวาส 9 คือความเป็นสัตว์ทั้ง 9 ลักษณะซึ่งเป็นสัตว์จริงๆ เป็นสัตว์ที่มีเวทนามีวิญญาณมีความพยาบาทมีความโกรธแค้น มีความรักอันดูดดื่ม รักกันจนตาบอดก็ได้ งมงายก็ได้ รักที่เลยเถิด เป็นพิษเป็นภัย หรือโกรธอย่างเลยเถิดเป็นพิษเป็นภัย ดูดเอาไว้คือรัก จะต้องรู้ความเป็นสัตว์ด้วยกายและสัญญา ชาวพุทธที่จะไปนิพพานหากไม่รู้จักกายด้วยสัมมาทิฏฐิก็เลิกเลย แม้แต่สัญญาก็ไม่รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ สัญญาคือเจตสิกมีหน้าที่จำกับกำหนดรู้ มีสองหน้าที่ หากไม่รู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิจะไม่รู้จักสัตว์ ที่ต้องมีธรรมะสอง ต้องมีรูปกับนามมีกายกับจิต กายนี้ เน้นข้างนอกแต่ขาดจิตไม่ได้ ในความเป็นสัตว์แล้ว กาย ขาดจิตไม่ได้ ไม่ใช่พีชนิยามนะ ถ้าขาดจิต คุณเหลือชีวะอยู่เป็นแค่พีชะ ก็ทำงานไม่เหมือนจิต จิตขาดกายไม่ได้ พีชะไม่เรียกกาย ข้างนอกดินน้ำไฟลมไม่ใช่กาย เช่นลูกฟักนี้ไม่ใช่กายของฟัก การเข้าใจกาย จะเข้าใจไม่ง่ายหรอก กายเรียกกับสัตว์ขึ้นไปเท่านั้น พระอาริยะจะพ้นความเป็นสัตว์ไปตามลำดับ แต่พระอรหันต์ไม่มีความเป็นสัตว์แล้ว กาย คือองค์ประกอบข้างนอกกับจิตนิยาม ขาดกันไม่ได้ ขาดกันไม่ครบถ้วน หากใครขาดกาย ไม่รู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางตรัสรู้ กายข้างนอกแสดงออกอย่างมีรูปธรรมคุณก็ไม่รู้ แต่คนไม่รู้จักกายเอาแต่จิต ไม่เอาข้างนอกก็เลยไม่รู้จักกาย คนที่สอนสุดโต่งเอาแต่จิตไม่เอากายก็คือไม่รู้ว่าตนเองแสดงสัตว์นรกเท่าไหร่ ข้างนอกจะแสดงตนเป็นลิง กระทิง สิงสาราสัตว์ เป็นเหี้ย อย่างที่เขาเขียนรูปเป็นศิลปะ สารพัดสัตว์ เขาบอกว่าคนเหล่านี้ อยู่กันเต็มสภาเลย สำเนียงการพูดที่เขาเจตนาพูด
อ่านต่อ
ที่เพื่อหลอกล้วงตับกินไส้เขา หรือคำพูดคิดเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ก็เป็นคำที่เลือกเฟ้น ยิ่งเลือกมาแต่งกวีคือวาทิตะโดยตรง เป็นร้อยกรองไม่ใช่ร้อยแก้ว เพื่อเลือกใช้มาให้เหมาะสมกับหน้าที่องค์ประกอบ ผู้ใดไม่รู้จักข้างนอก วาจาและกายเป็นข้างนอก กายวิญญัติวจีวิญญัติ เกิดมาจากภายใน แต่ถ้าวจีสังขารยังไม่ใช่ข้างนอก วจีสังขารคือข้างในเป็นนาม หากเป็นนามธรรมพูดออกมาเป็นคำพูดแล้วจึงจะเป็นภายนอก เป็นวจีวิญญัติ วจีสังขารยังไม่เป็นวจีวิญญัติ วจีสังขารเป็นมโนวิญญัติ
สัตตาวาส 9 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า ผู้ไม่รู้จักกายจะไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ เรียกว่ามนุษย์ อันนี้เรียกว่าเทวดาอันนี้เรียกว่าสัตว์นรก กาย องค์รวมแสดงออกถึงรูปนาม ประกอบกันแล้วเป็นเทวดาเป็นมนุษย์เป็นสัตว์นรก ถ้าเป็นสัตว์นรกก็ชั่ว เป็นเทวดาก็ดี ถ้าประกอบกันเป็นเทวดาก็ดี ถ้าอยู่ในระหว่างกลางค่อนไปทางดี ก็เรียกว่ามนุสโส แต่ถ้าค่อนไปทางไม่ดีคืออมนุษย์ เริ่มอมนุษย์ หนึ่งหน่วย สองหน่วย สามหน่วย มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นมนุษย์คือกลางๆ และโน้มมาหาความสูงส่ง เป็นมนุสโส แต่ถ้าไปหาความต่างไปหาสัตว์นรกไม่ใช่มนุษย์แล้ว รูปนามจะเสื่อมไปหาสัตว์นรก เราจะรู้กายของมนุษย์ ก็คือ กายกลางๆ กายองค์ประกอบ ของรูปนามกลางๆของมนุษย์ คนเป็นมนุษย์คือคนกลางๆ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว แม้จะรู้ดีชั่ว แต่มีมิจฉาทิฐิว่า การไม่เข้าข้างใครคืออยู่เฉยๆ ดีเขาก็ทำไป ชั่วคราวก็ทำไป เราก็อยู่เฉยๆ นี่คือมิจฉาทิฏฐิความเป็นกลางไม่เข้าข้างคนดีไม่เข้าข้างใครเป็นมิจฉาทิฐิ ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดีต้องช่วยคนดี อย่าไปเข้าข้างคนชั่ว เราเป็นคนแล้วเป็นมนุษย์แล้วต้องไปรวมกับมนุษย์ หรือร่วมกับคนดี อย่าไปรวมกับคนพาล มีคนบอกว่าอยู่เฉยๆคือเข้าข้างคนชั่ว ให้คนชั่วทำหน้าที่เต็มที่ คนชั่วคือพวกที่แรงเกินความเป็นกลาง โดยไม่รู้ว่าแรงคืออะไร แต่ถ้าคนดีแล้วจะรู้ว่าแรงคืออะไร แล้วจะเป็นกลาง ถ้าเป็นความแรงที่ไปทางไม่ดีไม่เอา นี่คือคนที่มีปัญญารู้แนวโน้ม เรียกว่า อธิโมกข์ อธิมุตโต จะรู้จักพลังงานที่โน้มไปทางไหน สรุปแล้ว คนที่จะรู้จักห้องประกอบรูปนาม ว่าอย่างนี้คือมนุษย์ อย่างนี้คือเอียงไปข้างต่ำแล้วเป็นสัตว์นรก อย่างนี้เอียงไปทางสูง สูงต้องอธิบาย สูงอย่างโลกีย์เรียกว่าเทวดาโลกีย์ เทวดาก็ยังแยกไปอีกสามเทวดา 1สมมติเทพ 2อุบัติเทพ 3วิสุทธิเทพ คืออรหันต์ยกไว้ สมมุติเทพ อุปัติเทพคือคนดีทั้งคู่ แต่สมมุตินั้นอยู่ในโลกที่มีความไม่เที่ยงไม่แน่นอน สูงขึ้นแล้วต่ำลง เพราะไม่ออกนอกไปจากกรอบของความสูงต่ำ อยู่ในวงวัฏฏะ จะสูงสุดเท่าไหร่ก็ต้องลงต่ำ คุณจะต้องพัฒนาเป็นพลังงานที่ไม่ติดยึดในความดีงามความสูงต่ำ ไม่ติดยึดในความดีความชั่วแต่รู้จักความชั่วความดี ช่วยคนดีให้ดียิ่งขี้น แล้วช่วยคนชั่วให้ดีได้ แต่ไม่ได้ช่วยคนชั่วให้ชั่วขึ้น แม้แต่อุตุก็มีพลังงานบวกและลบและมีประธาน แต่ไม่มีอุปาทาน แต่มันจะมีพลังงานรู้ความควรและไม่ควรเพื่อตัวเองอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยวก็เอาออก เอาแต่ตัวตนของข้า ส่วนจิตนี้มีพลังงานรู้อย่างอื่น หรือช่วยกำจัดอย่างอื่น ดูวิธีการไม่ไปทำร้ายเขา นี่คือผู้รู้ดีแล้ว แต่ผู้ที่ไม่รู้ดีก็จะไปทำลายอย่างอื่นจนเป็นวิบาก สรุปว่า จะแยกเทวดาโลกีย์ เทวดาโลกุตระ แต่สัตว์นรกนั้นไม่เอาเลย เทวดาโลกีย์คือเทวดาที่เอาแต่โลกีย์ไม่ลดกิเลส ได้ดีสูงสุดแล้วก็ตกต่ำมีดีมีชั่วปนกันไปไม่ออกนอกกรอบโลก เมื่อเริ่มรู้ว่ายึดดีชั่วก็เป็นอัตตา ไม่ออกจากพลังงานเดิมก็ต้องรู้ว่าไม่ทำชั่วแล้วช่วยแต่ดีส่งเสริมแต่ดี แต่ไม่ฆ่าแกงชั่วกำจัดอย่างไม่สร้างวิบาก ไม่ไปสร้างพยาบาทหรือกาม ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็มี พยาบาทแล้ว หลายเซลล์ก็ยิ่งมีพยาบาทหนักกว่าจะมาเป็นอาริยะก็นานมาก อย่าไปทำให้จิตนิยามนี้ มีวิบาก ให้มันถือพยาบาท เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว ตอนนี้เข้ามาหามังสวิรัติ เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียวจึงต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เมื่อเริ่มรู้ว่ามีความเป็นสัตว์แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวก็อย่าไปก่อพยาบาท ไม่ฆ่าแกงเขาเลยปล่อยเขาไปตามวิบาก สัตว์เซลล์เดียวนี้อาจจะไปเจริญเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว คุณจะรู้ได้หรือ คุณพยากรณ์ได้หรือ พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถพยากรณ์สัตว์เซลล์เดียวนี้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปได้หรือไม่ จะเอาอะไรมาพยากรณ์ มันยังไม่มีวิบากให้พยากรณ์ กว่าจะพยากรณ์ได้ พระพุทธเจ้าพยากรณ์ได้ว่าคนนี้จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ คนนี้จะเป็นพระอริยะระดับไหน ก็ต้องมีน้ำหนักเนื้อหาของพลังงาน ธาตุอาริยะของผู้นี้เพียงพอมีวิญญัติเคลื่อนไหวให้รู้ได้พอเพียงจึงจะสามารถพยากรณ์ได้ ไม่ใช่ว่าพยากรณ์ได้ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้าหลายชาติ แต่ไม่มีหรอกเพราะว่าพระพุทธเจ้าเป็นได้สมัยเดียวชาติเดียว ต้องมีพลังงานที่ถึงก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้จริงๆ และต้องมีพลังงานที่จะมาเป็นปฏิปักษ์เบาบางลงปลอดโปร่ง อย่างนั้นแหละรอดตัวไป แต่ถ้าท่านจะรีไทร์ก่อนก็อย่าไปอวดรู้แทนท่าน มันเป็นพุทธวิสัย สมณะเดินดินว่า...โพธิสัตว์ที่ต่ำกว่าระดับ 7 ยังมีคนทำได้หรือ พ่อครูว่า...ไม่มีใครทำลายได้หรอกเป็นระยะที่ห่างเหมือนกับเด็กที่แขนสั้นแล้วผู้ใหญ่กดหัวไว้ซึ่งเด็กก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครทำร้ายได้ อสังหิรัง นอกจากตัวเองจะตัดสินใจออกไปเอง จนกว่าจะเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ มีความตรัสรู้ได้เหมือนพระพุทธเจ้าแต่ไม่ประกาศศาสนา สมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดมแม้จะมีสาวกน้อยกว่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น และคนมีอายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้าบางองค์ที่คนมีอายุเป็นล้านปี แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของพระพุทธเจ้าและพระสาวกมีน้อยกว่านะ ก็มีเท่ากัน
เทวดาโลกีย์ เป็นเทวดาที่มีแต่ดีแต่ชั่วมีแต่สุขแต่ทุกข์ไม่ออกไปนอกกรอบของความดีความชั่วความสุขความทุกข์ เทวดาโลกุตระ ออกไปจากวงของความดีชั่วความสุขความทุกข์ เทวดาโลกุตระสูงสุดแล้วชั่วได้แต่ใจท่านไม่ชั่ว ท่านมีพฤติกรรมที่ชั่วอนุโลมให้กับคนอื่นเท่านั้น อันนี้คนเจ้าเล่ห์เอาไปโกหกบอกว่าใจตัวเองสะอาดพฤติกรรมอาจจะสกปรก แต่ถ้าจริงใจตัวเองสกปรกแล้วหลอกคนอื่นต่อ บาปซ้ำซ้อน โกหกอาริยธรรม โลกุตรธรรมบาปไม่รู้เท่าไหร่ โกหกว่าตนเป็นพระอาริยะทั้งที่ตนเองไม่ใช่ บาปไม่รู้กี่ชั้น
เทวดาโลกีย์เสพต่ำสูงดีชั่วอร่อยไม่อร่อย แต่ต้องมีความสุจริตนะ ถ้าไม่สุจริตเป็นเทวดาไม่ได้แต่ยังมีความสุขมีความจำมีความดีความชั่วมีความอร่อยไม่อร่อย มีความงามความสวยความดีมีความไม่งามไม่สวยไม่ดี แต่จะต้องมาหมุนเวียนอร่อยไม่อร่อย ตกต่ำได้ความสูงอยู่อย่างนั้น ผู้ที่เหนือกว่านี้แล้วด้วยตัวเองมีอัตโนมัติเป็นพลังงานรู้ดีรู้ชั่วชัดเจน รู้ความต่ำความสูงชัดเจน จะมีพฤติกรรมที่เขาบอกว่าต่ำเขาบอกว่าชั่ว แต่ใจของท่านไม่ได้ชั่ว ท่านอนุโลมมาช่วยเขาด้วยจิตเมตตา เป็นจิตใจที่ทำเพื่อผู้อื่นไม่ใช่การบำเรอกิเลสสมใจตัวเองเลย ไม่ใช่เลย โดยเฉพาะจะไม่หลอก เป็นของจริงที่บริสุทธิ์สะอาดแล้วไม่ได้ทำเพื่อตัวตนทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ คนจะบอกว่าโกหกแต่จิตใจท่านไม่ได้โกหกมีความบริสุทธิ์สะอาดจริงๆ เป็นสิ่งซับซ้อนที่คุณรู้ไม่ได้ เช่นเราจะไปช่วยเสือ เสือมันจะรู้หรือ เสือมันก็ไม่รู้ตัวว่านี่เขามาช่วย หรือคนที่เขาไม่เชื่อเขาระแวง เขาไม่รู้ว่าคนนี้ปรารถนาดี เขาก็ตอบโต้ให้ เขาไม่ไว้ใจ สรุปแล้ว จิตผู้ที่จะอนุโลมผู้อื่นได้ต้องเป็นโลกุตระ รู้ไม่เพื่อตัว บริสุทธิ์สะอาดจริงใจไม่ทำเพื่อตัวเองจริงๆ ต้องอ่านอย่างซื่อสัตย์ ถ้าเผื่อรู้ว่า ตัวเองยังโกหกคนอื่นอยู่แล้วโกหก ก็บาปซ้ำซ้อน เป็นสัจจะอย่างนั้น เทวดาสมมุติกับเทวดาอุบัติ มีสามเทวดา เทวดาสมมุติคือโลกียะถ้าลดลงก็อุบัติ ลดความเป็นเทวดา โลกีย์ตั้งแต่อบาย ทำให้จิตสะอาดจากกิเลสได้ก็อุบัติ เกิดเป็นเทวดาแท้ที่ไม่ใช่เทวดาสมมติที่วนเวียนกลับสมบัติผลัดกันชม สุขทุกข์วนเวียน มากน้อยน้อยมาก แต่เมื่อไม่เอาแล้วเวียนหัว เลิกวนเวียนออกมาได้ ออกมาได้ อร่อยก็อุบัติ ชัดเจนเราล้างกิลสไม่ให้มีได้ ตั้งแต่อบาย ต่ำสุดของเราเรียกว่าอบาย พ้นอบายแล้วจึงเรียกว่า กาม กามก็คืออบายของผู้ที่รู้ว่าต่ำสุดของเขา เหลือรูป อรูป กามที่เหลือเศษของเขาก็คืออบาย หมดกามก็คือรูป อรูป รูปคืออบายของผู้นั้นอีก หมดรูป อรูปก็คืออบายของผู้นั้นอีก ผู้ที่บริสุทธิ์ที่สุดเรียกว่าวิสุทธิเทพ ไม่กลับกำเริบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีความซับซ้อนตกผลึก เมื่อเป็นวิสุทธิเทพแล้ว ก็จะสั่งสมความสะอาดบริสุทธิ์ให้ตกผลึกให้ควบแน่น อเนญชาๆ แข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นคนที่มีธาตุ อาริยะ อรหันต์ที่ตกผลึกแข็งแรงได้มากก็จะมาอนุโลมช่วยคนอื่น เรามีสมบัติมีทุน 100 ก็ช่วยคนอื่น 10 20 ก่อน สูงขึ้นมาก็ช่วย 40-50 ได้ ก็เป็นพระโพธิสัตว์ที่พัฒนาขึ้น แต่ถ้าทำเกินไม่ไหว ถลำไป 70 ก็มากไป หากเกิน 75 ไปนี่จะไม่ได้จะไม่อนุโลม ผู้สยัมภูแล้วจะทิ้งห่างจากคนอื่น ท่านมีร้อยนี้เหนือชั้นกว่าคนอื่น กว่าคนที่จะอนุโลมให้เขา ท่านก็ช่วยคนที่หนัก แล้วท่านมีเหลือเฟือมากท่านช่วยไม่เกิน 50 ของท่านหรอก ท่านช่วยแค่นิดหน่อยก็ช่วยเขาได้แล้ว อย่าเป็นห่วงท่านเลยท่านประมาณของท่าน ท่านไม่มีทางตกต่ำ เป็นธรรมดา อวินิปาตธรรม ผู้นี้จะมี นิยตะ เที่ยง นิยตะนี้ต่ำกว่า นิตยะ แต่ นิยมก็เที่ยงแต่ต่ำว่า นิยตะ แต่นิยตะก็ต่ำกว่า นิตยะ
ก็มาสรุป เทวดาโลกียะไม่จบ เทวดาสมมุติสัจจะไม่จบ เมื่อมีพลังงานออกมาได้ก็จะจบไปแต่ละรอบเป็นโลกุตระเรื่อยๆ ก็กลายเป็นอุบัติ เกิดเป็นโลกุตระสัตว์ ที่จริงเป็นโลกุตรเทพ ขึ้นไปได้เรื่อยๆ วิสุทธิแต่ละรอบ โสดาบันรอบ 1 สกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ ๕.อนุโพธิสัตว์ ๖.อนิยตโพธิสัตว์ ๗.นิยตโพธิสัตว์ ๘.มหาโพธิสัตว์ ๙.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) เป็นเทวดาโลกุตระที่ไม่มีเสื่อมลง แต่ถ้าเป็นเทวดาโลกียจะมีเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป นี่คือพลังงานจริงที่ศาสนาพุทธค้นพบ ทั้งใน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม จนเลย เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ นี่คือศาสนาพุทธที่รู้จักพลังงาน อ่านพลังงาน รู้จักพลังงานสสารก็ไม่น้อย เป็นโลกจินตา เป็นการใช้พลังงานโลก เช่นพลังงานเทคโนโลยี อาตมาไม่มีพลังงานจะไปศึกษามาก ก็ต้องรับอันใดอันหนึ่ง ยังรับไม่ไหว เหมือนกันกับขณะนี้ ถ้าให้อาตมาไปทำอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาทำไม่ไหว 601020_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศาสตร์พระราชาเพื่อพ้นความเป็นสัตว์