สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ประเด็นนิสสัคคียปาจิตตีย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ประเด็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ วันนี้รายการสปริงนิวส์มาสัมภาษณ์อาตมา จะออกไปในประเด็นเรื่องธรรมะพระพุทธศาสนาที่เกิดกรณีขึ้นนี้ ก็ขอสรุปสู่จุดสำคัญที่เป็นประเด็นที่ยังไม่ตอบโจทย์ไม่ตอบคำถามนี้คือ ประเด็นของนิสสัคคียปาจิตตีย์
นิสสัคคียปาจิตตีย์ = อาบัติปาจิตตีย์อันทำให้ต้องสละของนั้นเสีย นิสสัคคียปาจิตตีย์ = อาบัติปาจิตตีย์อันทำให้ต้องสละของนั้นเสีย นิสสัคคียปาจิตตีย์ หมายความว่า จิตที่ยังยินดีในสิ่งที่มี, จิตที่ยังมีอารมณ์กับสิ่งที่มี นิสสัคคียวัตถุ แปลว่า ของที่เป็นนิสสัคคีย์, ของที่ต้องสละ นิสสัคคะ แปลว่า สละแล้ว นิสสัคคีย แปลว่า ควรสละหรือเลิก, สิ่งที่ไม่ควรรับเอาหรือละทิ้งเสีย, อันต้องให้สละสิ่งของ ปาจิตตีย์ แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก, ซึ่งเมื่อต้องแล้วย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง, ชดเชยความผิดที่แล้วมา ดังนั้น ผู้ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ จึงได้แก่ ภิกษุของพุทธศาสนาที่ยังมีจิตยินดีในของที่ไม่ใช่บริขาร อันต้องสละของนั้นออกไปเสีย หากยังไม่สละก็ยังคงเป็นภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ตราบที่ยังชื่อว่ามีของที่ตนยินดีนั้นอยู่ ไม่เว้นไม่ว่าจะเป็นภิกษุบวชใหม่หรือสังฆราชนะ แม้แต่รถเบนซ์ที่มีชื่อของตนไม่สละออกนี่คือ นิสสัคคียปาจิตตีย์ตลอด ภิกษุสะสมของที่ไม่ควรก็ผิดพระธรรมวินัย ไม่ได้สละออกตราบใดก็ต้องอาบัติข้อนี้ไปตลอด ภิกษุของพุทธเมื่อเข้ามาบวชนั้น ชื่อว่า ผู้ต้องสละทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชานทรัพย์สินเงินทองออกไป คือ โภคคัคขันธาปหายะ จะมีก็แต่ของที่อุปัชฌาย์จะมอบแค่บริขารเท่านั้นให้ไว้สำหรับตน ภิกษุที่สะสมข้าวของที่นอกจากบริขาร หรือทรัพย์สินที่เป็นของมีค่า ของใหญ่ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมยานพาหนะ ฯลฯ สะสมของอันไม่ควรนั้นผิดธรรมวินัยข้อนี้เป็นนิส
อ่านต่อ
สัคคียปาจิตตีย์อยู่ตลอดที่ครอบครองอยู่ ผู้ที่ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์นั้น คือ ผู้ที่ยังมีจิตยินดีในสิ่งที่ตนมีในครอบครองนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ใช่บริขาร สิ่งที่เป็นวัตถุที่ไม่ควรครอบครอง เมื่ออยู่ในครอบครองก็ต้องสละออกเสีย ส่วนผู้ที่มีของนั้นในครอบครอง แต่จิตก็ไม่ได้มีอาการชอบหรืออาการชังของนั้น จิตมีอาการเฉยๆ อาการกลางๆ หรือมีอาการแค่รู้สิ่งนั้นคืออะไร ก็รู้สิ่งนั้นว่า สิ่งนั้น เป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น ไม่มีอารมณ์ไม่มีเวทนาที่เกินไปกว่าอาการรู้ความจริงตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น แม้ของนั้นเราจะครอบครองอยู่ก็ไม่อาบัติ แต่ของนั้นก็ควรเอาออก แต่ถ้ายังไม่เอาออกคือผู้มีอาบัติติดตัวตลอดกาลนาน แล้วผู้มีอาบัติติดตัวนี้จะถูกเสนอเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการพิจารณาความทำสังฆกรรม เป็นอุปัชฌาย์ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น ไม่บริสุทธิ์ อปกตัตตะ สมมุติว่า คนที่ถือเงิน ห้าร้อยบาทก็เกินห้ามาสกแล้ว กับคนที่ถือเงินสิบล้านก็เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์เท่ากันนะ เงินที่เขาบริจาคเงินผ่านมานะ คำว่าเงิน ชาตรูปรชตะ เงินภิกษุมีไม่ได้ มีแล้วนิสสัคคียปาจิตตีย์ทุกบาททุกสตางค์ ในสาราณียธรรม 6 มีข้อที่ว่า ลาภธัมมิกา คือที่ได้ลาภมาต้องเอาเข้ากองกลาง สาธารณโภคี ในพระไตรปิฎก ล.22 ข.282 สาราณิยสูตร ถ้าผู้มีของนั้นในครอบครอง จิตยังมีอาการชอบหรืออาการชังของนั้น จิตมีอาการไม่เฉย มีอาการไม่กลาง หรือมีอาการไม่แค่รู้สิ่งนั้นคืออะไร ก็รู้สิ่งนั้นว่าสิ่งนั้น เป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น แต่ไม่มีอารมณ์มีเวทนาที่เกินไปกว่าอาการรู้ความจริงตามความมีจริงเป็นจริงของมันเท่านั้น ผู้นี้ก็ไม่นิสสัคคียปาจิตตีย์ ผู้ยังมีอารมณ์ไม่เฉยๆ ไม่กลางๆ หรืออุเบกขา หรือยังมีสุขมีทุกข์ หรือยังมีดูดมีผลักจริง เพราะยังมีอาการของความสุขความทุกข์ หรือความดูดความผลัก หรือไม่เป็นอทุกขมสุข (อุเบกขา) ผู้นี้ก็เป็นผู้นิสสัคคียปาจิตตีย์ และผู้ไม่มีอารมณ์ มีแต่ความรู้สึกเฉยๆ กลางๆ หรืออุเบกขา หรือไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือไม่มีดูดไม่มีผลักจริง เพราะไม่มีอาการของความสุขความทุกข์ หรือไม่มีความดูดความผลัก หรือเป็นอทุกขมสุข(อุเบกขา) ผู้นั้นก็ไม่มีอาบัติ ไม่เป็นผู้ นิสสัคคียปาจิตตีย์ ผู้ที่ได้เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิจึงจะสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงเวทนาทั้งหลายจากผัสสะเป็นปัจจัย และสามารถปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิ โดยมีอายตนะ 6 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ผู้มีผัสสะหรือการสัมผัส จึงเกิดเวทนา แล้วเรียนรู้จากเวทนาในเวทนา 108 จึงสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เวทนาทั้งหลายประดามี หรืออารมณ์ทั้งหลายที่มีทุกข์มีสุข และสามารถทำให้ดับทุกข์ดับสุข - ดับโทมนัสดับโสมนัสเสียได้ จนกระทั่งสามารถทำจิตให้เป็นอุเบกขา หรือไม่ทุกข์ไม่สุขได้อย่างรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในธรรมอันเป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว ซึ่งสามารถรู้ได้ทั้งลักษณะของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีลักษณะเข้าข่ายธาตุดินหรือธาตุน้ำหรือธาตุลมหรือธาตุไฟหรือธาตุอากาศหรือธาตุวิญญาณ รู้ทั้งสสัมภาระของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีสสัมภาระ คือ มีอาการทำการปรุงแต่งสะสมความเป็นอย่างนั้นมาเป็นตัวเอง เป็นของตัวเอง อยู่อย่างไร? หรือไม่? แค่ไหน? หรือรู้ว่าไม่มีอาการทำการปรุงแต่ง สะสมความเป็นอย่างนั้นมาเป็นตัวเอง เป็นของตัวเองเลย รู้ทั้งอารัมมนะของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีอารมณ์ หรือมีแค่อาการ มีอารมณ์คือ รู้ว่าในความรู้สึกของเรา มีอาการสุขหรืออาการทุกข์-มีอาการชอบหรือชัง ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เป็นกลาง ไม่เฉยๆ หรือไม่สักแต่ว่ารู้สิ่งนั้นภาวะนั้นอยู่ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นภาวะนั้นเท่านั้น รู้ทั้งสมมติของสิ่งนั้นภาวะนั้นว่า มีการกำหนดสมมติกันในสังคมหรือในภาษาเรียกว่าอย่างไร? หรือไม่? แต่นี่เป็นที่รู้กันว่ายังเป็นของท่านอยู่นะ ไม่ได้สละออก แม้แต่สิ่งที่ได้มานี้ไม่บริสุทธิ์ ผิดกฏหมายด้วยนะ ในพระวินัยว่าไปเดินร่วมกับผู้โกงภาษีในระยะชั่วบ้านหนึ่งเป็นการโกงภาษีด้วยก็ปาราชิก (ท่านสมณะเดินดินแก้ข้อมูลภายหลังว่าแค่ ปาจิตตีย์ ไม่ถึงปาราชิก) นี่ก็ดูกันว่าจะตัดสินอย่างไร หรือจะรักษาหน้ากัน ไม่ได้ไปหาเรื่องใส่ความนะ แต่พูดถึงข้อควรระวัง ขนาดผู้เป็นภิกษุมาถึงสมเด็จทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ อย่าปล่อยให้คนผิดขึ้นไปมีอำนาจ เป็นการป้องกันความเสียหาย ส่วนผู้ที่ไม่มีผัสสะเรียนรู้ ก็จะไม่มีทั้งลักษณะ-สสัมภาระ-อารัมมนะ-สมมติ ให้ศึกษา การจะรู้ได้ดังที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ก็ต้องมีการสัมผัสสิ่งนั้นภาวะนั้นด้วยอายตนะ 6 โดยเฉพาะไม่มีอารัมมนะ ซึ่งเป็นอาการที่มีอารมณ์หรือเวทนา เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติให้หมดสิ้นอกุศลเวทนาไปจากจิต จึงจะเป็นฐาน หรือเป็นที่ตั้งแห่งความเป็น-ความมีในโลก หรือความเป็นอัตตาที่ได้ขจัดโลกขจัดอัตตาไปจากจิตใจได้ครบบริบูรณ์ภาวะในความมีของสิ่งทั้งหลายภาวะทั้งหลายที่เป็นสมบัติโลก พระพุทธเจ้าว่า ธรรมะของท่าน มีศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก มีปัญญาเป็นกระพี้ มีวิมุติคือแก่น มีลาภสักการะ สรรเสริญเป็นกิ่งก้านใบดอกผล ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่ ลาภสักการะสรรเสริญเป็นกิ่งก้านใบดอกผล ศีลก็ไม่มี พร่องแล้ว สมาธิก็ไม่สัมมาทิฏฐิ 10 ไม่รู้ตั้งแต่ทินนัง ยิตถัง หุตัง สรุปว่าเหมือนในเรื่องพระมหาชนก ที่ประชาชนโค่นต้นมะม่วงเพราะหลงแต่ผลมะม่วง ตอนนี้มีการแสดงมวลพระออกมา ว่าใหญ่ว่ามาก อย่าไปหลงเช่นนี้เลย การแสดงออกไม่เป็นสมณะเลย สลดกับศาสนาพุทธ 590218_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ นิสสัคคียปาจิตตีย์