เทวะคู่สำคัญคือ เฉโก กับ ปัญญา ในศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เทวะคู่สำคัญคือ เฉโก กับ ปัญญา ในศาสนาพุทธ _พ่อครูว่า... ก็ขอแยกความรู้อีกคู่หนึ่งก็คือคำว่า เฉโก กับ ปัญญา มันหมายถึงความรู้ความฉลาดเฉลียวทั้งคู่ เฉโก เอาเป็นความฉลาดเฉลียว ปัญญา ก็เป็นความฉลาดเฉลียว แต่ทางโลกียะ เขายังไม่มีปัญญา แต่มันมีพยัญชนะคำว่าปัญญา ขึ้นมาในโลกเด่นชัด เพราะปัญญามาเหนือกว่า เฉโก คนก็เลยชอบ เอาคำว่าปัญญาไปใช้ ใช้จนฟั่นเฝือ จนกระทั่งยึดเอาคำว่าปัญญาเป็นของตน เฉโกทั้งหลายก็ยึดเอาคำว่าปัญญาไปเป็นของตน โกง แม้กระทั่งคำว่าปัญญา ทั้งที่ตนเองยังมีความรู้แค่โลกียะ ออกจากโลกีย์ไม่ได้ด้วยซ้ำไปก็เรียกความรู้ความฉลาดว่าปัญญา จนลืมชาติตนเอง ลืมไปว่าตัวเองมีความรู้ความฉลาดอยู่ในกรอบความเป็น เฉโกเท่านั้น ก็ไม่รู้ตนเอง เพราะฉะนั้นเฉโก แม้แต่ในพจนานุกรมแปลว่า อวดฉลาดหรือฉลาดแกมโกง เขาก็แปลกัน อยู่ทั้งนั้น
(๓๔๑) “เฉโก”ยังเป็น“โลกียธรรม”ที่หลง“โลกธรรม ๘” ผู้จะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”ได้ต้องมี “อัญญธาตุ”แล้วจึงจะเจริญเป็น “อัญญา(พหูพจน์ของอัญญะ)” และ“สัญญา”ก็เป็น“โลกุตระ”ตามภูมิที่เป็น“ปัญญา”
“สัญญา”นี้ ชาว“โลกียะ”เขาก็มีอยู่แล้วเป็นธรรมดาของ“จิตนิยาม”แต่เป็น“สัญญาโลกียะ”เท่านั้น ต้องคนผู้เข้ากระแส“โลกุตระ”ได้ “สัญญา”จึงจะก้าวหน้าสู่“ปัญญา”
“สัญญา”มี“อัญญธาตุ” จึงเป็น“สัญญาโลกุตระ” ผู้มี“ปัญญา”จึงเป็นผู้สามารถใช้ “สัญญา”ทำงาน“กำหนดหมาย”อะไรต่างกันอีกทีได้อย่างดียิ่ง(กัมมัญญา)
“ปัญญา”คือ “ความรู้-ความฉลาด”ที่ออกจาก“วงวน”ของ“โลกียะ”ได้แล้ว และ“ปัญญา”นี้เป็นภาษาเรียกความรู้-ความฉลาดเฉพาะของศาสนาพุทธเท่านั้น อันเป็นความรู้ชนิด “อื่น (อัญญะ)” ซึ่งแยกแตกต่างออกไปจากความเจริญหรือเสื่อม ที่วนแล้ววนเล่า อยู่แต่ในวงวนของ“กรอบโลกียะ”ไปได้
“
อ่านต่อ
ปัญญา”กับ“เฉโก”จึง“รู้-ฉลาด”ที่เป็นจริง”คนละโลก “ความรู้-ความฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า“ปัญญา”นี้ ไม่ใช่“ความรู้-ความฉลาด”ที่“เฉโก”เลย ทวนกระแสกันด้วย
อาตมาสาธยาย“ปัญญา”กับ“เฉโก”นี้ว่า มันแตกต่างกันเป็น“คนละโลก”มาก็นักหนาแล้ว ถึงวันนี้ก็ ๕๒ ปีแล้ว ก็ยังมีผู้รู้ได้ เข้าใจได้ กระทั่งปฏิบัติสำเร็จออกจาก “โลกียะ“ หลุดพ้นมาเป็นชาว“โลกุตระ”ได้กันมาถึงวันนี้ ก็ยังมีจำนวนไม่มากเลย
อาตมาได้ความรู้โลกุตระมาแต่ชาติปางก่อน มาชาตินี้อาตมาก็นำมาสาธยาย เพราะโลกมันเสื่อมยุค 2500 นี้มันเสื่อม อาตมาเกิดตอน 2477 โตมารู้ความอายุ 36 ได้สะสมและฟื้นความรู้ของตนขึ้นมา จึงมารู้ตัวเองว่า เรามารับหน้าที่จาก พระพุทธเจ้า จะต้องมากอบกู้ศาสนาพุทธในยุคที่เสื่อมนี้ อาตมาเป็นผู้รับผิดชอบรับหน้าที่มาจาก พระพุทธเจ้าโดยตรง โดยยุคนี้ต้องมีคู่ ต้องมีเทวะ คือ ในหลวง ร. 9 ตามสัจจะ ในหลวงท่านก็อุบัติขึ้นมาทำหน้าที่ตามฐานะของท่าน อาตมาก็ทำหน้าที่ตามฐานะของอาตมา ในชาตินี้ไม่ได้มาพูดกันเลย จนกระทั่งท่านสวรรคตไป ท่านก็เป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมาก็ทำหน้าที่ทำตามหน้าที่อาตมา อธิบายไปว่าอาตมาเป็นใครมายังไงไม่ได้ปิดบังไม่ได้ มังกุ ไม่ได้เหนียม ทำอย่างสะอาดบริสุทธิ์ใจเฉยๆ ไม่ได้มีอาการอะไรผิดปกติไปจากจิตใจที่มีความจริงใจเต็มๆไม่หวั่นไหว เต็มที่ จนค่อนข้างจะแข็ง จนกระทั่งผู้ที่ไม่มี อาสโภ ไม่อาจหาญก็จะรู้สึกว่าแข็งไป ในโลกต้องมีอิตถีภาวะผสมบ้าง หรือไหวกลิ้งไปหน่อย แต่อาตมา มีลักษณะตรง เปรี้ยงๆ จนได้รับฉายาว่า ขวานจักตอก เพราะฉะนั้นทำมาก็มีผู้รู้ได้เข้าใจได้ จนกระทั่งปฏิบัติสำเร็จออกมาจากโลกียะหลุดพ้นออกมาจากโลกียะ คนมาเป็นชาวโลกุตระได้ จนกระทั่งบัดนี้ก็มีจำนวนไม่มากนักหรอก ปางนี้ อาตมาต้องพยายามทำให้มากที่สุด (ต่อ) _พ่อครูว่า... กำลังพูดถึงเฉโกกับปัญญา ปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่มีธาตุรู้หรือความรู้ความฉลาดที่รู้จักภาวะ หรือตัวตน หรือความเป็นกิเลส ต้องรู้โดย ธาตุรู้คือสัญญากำหนดรู้ เมื่อความรู้ถึงขั้นปัญญากำหนดรู้สภาวะนี้ กำหนดรู้สภาวะกิเลสนี่แหละคือ ผู้ที่เริ่มนับได้ว่าเป็นโลกุตระ เช่น โสดาบัน โสดาปัติมรรค ฟังธรรมะไปแล้วฝึกหัดขึ้นมาอ่านจิตใจตัวเอง อ่าน จิตเจตสิก รูป นิพพาน พยายามกำหนดรู้ สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป แล้วค่อยๆละเอียดขึ้น แยกอาการที่แยกจากจิต ก็คือเจตสิก ก็มีเจตสิกต่างๆ ตั้งแต่ เจตสิก 3 เช่น เวทนา สัญญา สังขาร ใช้นามรูปตามปฏิจจสมุปบาท ใช้ภาวะแทรกซ้อน อ่านรูป คือติดตั้งแต่หยาบ เกี่ยวกับกาม คือภายนอก ความรู้ที่ศึกษาสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คนในโลกที่เป็นอเวไนยสัตว์ มันสอนไม่ได้ จะพูดให้ตายเขาก็ไม่รู้เรื่อง คุณจะรู้ได้ มันคือยอดของพีระมิดซึ่งมันมีน้อย เมื่อใดก็มีน้อยเพราะมันเป็นสัจจะ ความจริง มันคือยอดพีระมิดความจริง มันคือยอดพีระมิด เมื่อใดมันก็เป็นยอด มันไม่ได้เป็นฐานพีระมิดได้หรอกเพราะเป็นโลกุตรธรรม อย่างไรก็ต้องเป็นยอดพีระมิด มันจะเริ่มจากยอดลงมาหาฐาน จะมากขึ้น มีพระพุทธเจ้าที่มีบารมีเยอะก็ได้พลเมืองมากที่สุด แต่มากที่สุดก็ไม่เกินครึ่งหนึ่งของมนุษย์โลก ไม่เคยเกิน ศาสนาพุทธไม่ได้ใหญ่กว่าศาสนาไหน รู้ตัวดีไม่อวดดีว่าจะต้องใหญ่ แต่เป็นยอดอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องใหญ่ นี่ก็ลึกซึ้ง ยอดอย่างเดียวไม่ต้องใหญ่ สู่แดนธรรม... ยอดยิ่งครับ พ่อครูว่า... ยอด ความหมายของ ยอด กับใหญ่ ต่างกัน ยอดคือ จุดสุดท้ายสุดของอะไรก็แล้วแต่ ไกลสุดคือยอด ยอดยิ่ง คือ สุดๆๆๆ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธจึงเรียนรู้กิเลส เริ่มต้นโสดาบัน พอเริ่ม โสดาปัตติมรรคเข้าใจพยัญชนะภาษาก็รู้โลกุตระจิตตัวแรก รู้ของตนเองเรียกว่า สักกะ แล้ว เรียนรู้ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าคือรูปนาม กาย คือ ภาวะสอง ก็ต้องใช้ภาวะสองเป็น เรียนรู้กายให้ถูกว่า ต้องเอามาจากภายนอกก่อน เริ่มจากภายนอกก่อน ภายในมันละเอียดมันเล็กมันผิดพลาดได้ง่าย ไอ้หยาบใหญ่โตๆภายนอกรู้ง่าย เริ่มตั้งแต่อบายมุขคือทั้งใหญ่ทั้งเป็นหัวหน้า มุขคือหัวหน้า สัมผัสได้ง่ายๆเป็นลำดับต้น ก็คือ กามภพ ภพข้างนอกนี่แหละ ที่เป็นกามคุณ 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวารห้าภายนอก เกิดสภาวะนี้ ผู้ที่ไปหลับตาปฏิบัติจึงโมฆะหมด ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เพราะมันผิดลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แล้วหลงผิดจนไม่มาหาระดับต้น ระดับกามหยาบด้วย แต่บอกว่า ตรัสรู้ภายในเลย ก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านนั่งหลับตาก็บรรลุ พระพุทธเจ้าท่านมีของเก่ามีมาแล้วก็บรรลุได้ อาตมาก็มีของเก่ามา ก็บรรลุได้ แต่คุณยังไม่เคยมีมา จะเห็นได้จะระลึกได้อย่างไร จะหลับตาให้ตาอย่างไรมันก็ไม่มีเพราะมันไม่เคยมี ไม่มีในสิ่งที่คุณเคยผ่านมาทั้งหลายเป็นอดีต อดีตคุณไม่เคยมีมาเลยจะระลึกถึงในปัจจุบันอย่างไรไม่ต้องกล่าวถึงอนาคตมันก็ไม่มี ที่ไปมีคือเป็นเรื่องเลอะเทอะ เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ไปอีก เมื่อเริ่มรู้โสดาแล้ว จะต้องปฏิบัติต่อไปให้หมดสิ้นอาสวะให้ได้ มาเรียนรู้ จับตัวกิเลสให้จริงขึ้นๆชัดขึ้น ซึ่ง จะต้องเป็นกิเลสเบื้องต้น ภายนอก กิเลสหยาบ ตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วค่อยไล่ไป 650711 บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 45