ที่สุดแห่งที่สุดของความเป็นจิตนิยามคืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ที่สุดแห่งที่สุดของความเป็นจิตนิยามคืออะไร _พ่อครูว่า... มาเข้าเนื้อเรื่อง มันมีความจริงอยู่อย่างนี้เปรียบเทียบ ผู้ผิด ผู้ถูกต้อง เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เลย ผู้ที่มีใจเป็นกลางๆดีๆ พิสูจน์ด้วยใจไม่ต้องมีอคติอะไรมากมาย ตรวจสอบตนเองเลย จะเห็นจริงเลยว่าเรานี่ยืนยันพระไตรปิฎกจริง ยืนยันตัวเองว่าปฏิบัติได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปฏิบัติมีศีลได้จริง มีความเป็นศีลจริงๆ ปฏิบัติสมาธิก็ได้จริงๆ เป็นสมาหิโต เป็นสมาธิจริงๆ ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า เจโตปริยญาณ เป็น สมาหิโต ไม่ใช่ทำได้อย่างเจโตสมาธิซึ่งมันต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ปัญญา ยิ่งจริงใหญ่เลย อาตมายังเขียนหนังสือปัญญา 8 ยังไม่จบเลย ซึ่งไม่ใช่ความรู้ความฉลาดแบบ เฉโกเลย มันคนละเรื่องกัน นี่ก็ยาก คนที่จะแยกออกเข้าใจได้ ก็ถูกลวงถูกหลอกปนเปเละเทะ เอาคำว่าปัญญาไปปู้ยี่ปู้ยำจนเละเทะ แล้วก็ทิ้งคำว่า เฉโก ของตนเองไปเฉยเลย ทำหน้าตาเฉย เอาปัญญาไปใช้เท่เลย แต่แท้จริงเฉโกแท้ๆ ยังไม่ออกมาจากเฉโกเลย แค่นี้ความหมายความจริงที่เป็นสัจจะก็ยังเพี้ยนไม่ตรงกับสัจจะกับภาษา ก็ยาก แต่ยากอย่างไรก็ต้องทำ เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ งานยิ่ง งานใหญ่งานยิ่งที่คนที่เป็นที่สุดแห่งที่สุดของคนต้องมาเอาอันนี้จึงจะสมบูรณ์ที่สุดในความเป็นคน ไม่เช่นนั้นไม่สมบูรณ์ที่สุดในความเป็นคนหรอก เพราะที่เรียกว่าที่สุดแห่งที่สุดก็เพราะว่า เกิดมาเป็นจิตนิยาม จนมาเป็นมนุษยชาติผู้มีใจสูง มันจะสูงได้สุดจริงๆ สูงได้สุดแล้วจะเป็นอย่างไร คนที่สูงที่สุดแล้วจะเป็นคนไม่ตกต่ำเลย ไม่ตกต่ำอีกเลยไม่ว่าจะทางด้านโลกหรือทางด้านธรรม มีแต่จะสูงยิ่งไปถึงที่สุดแห่งที่สุด เราก็นับว่าเป็นพระพุทธเจ้า คือมนุษย์ผู้หนึ่ง องค์หนึ่ง เป็นมนุษย์เหมือนเราทุกคน แล้วท่านสร้างคุณธรรม สร
อ่านต่อ
้างคุณสมบัติ สร้างคุณประโยชน์ สร้างทุกคุณ นอกจากกามคุณ สมบูรณ์สุดไม่มีใครเทียบ ถือว่าสูงสุดในความเป็นคนแล้ว ที่นี้สูงสุดแล้วอีกประเด็นหนึ่งคือ คุณสูงสุดแล้วจะไม่อยากตาย จะอยู่นิรันดร เหมือน ชาวเทวนิยมก็เชิญได้อีกนั่นแหละ ส่งไปนิรันดรเลยก็ได้ จะอยู่นิรันดรก็ได้ อย่างเช่นพระอวโลกิเตศวรเป็นต้น หรือเป็นภาคผู้หญิงแบบเจ้าแม่กวนอิม ก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานหรอก ก็เอาเถอะ อนุโมทนาสาธุกับท่าน แต่อาตมารู้ที่จบ ไม่เอา เอาสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียว ไม่เอาสมัย 2 สมัย 3 อาตมาไม่มีสมบัติชนิดแบบทักษิณเลย ที่อยากจะเป็นใหญ่เป็นโตตลอด ไม่รู้กี่ยุค ตนเองเป็นไม่ได้ก็ผลักดันคนอื่นมาเป็น ทั้งตายทั้งติดคุกไปอีกเยอะแยะ แล้วตนเองก็ทำเป็นลอยนวลไว้สร้างวิบากกรรมให้แก่ตนเอง ซึ่งก็น่าสงสาร เขาไม่รู้เขาทำด้วยอวิชชา เขาทำอย่างไม่รู้จริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรมันเป็นธรรมชาติธรรมดา คนมาเกิดเป็นเทวทัตก็ต้องเกิดมาเป็นเทวทัตจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งมันต้องเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา เป็นเรื่อง Born To Be ตถตา ก็ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะคุณสั่งสมวิบากมา มันลงตัวอย่างนั้น ลงตัวอย่างแน่นหนาด้วย อย่างที่พูดผ่านมาแล้ว มันลงตัว มันต้องมี ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ จะให้เป็นยังไงก็เลือกเอาสิ เป็นอย่างพระพุทธเจ้า เป็นอย่างคนที่สูงที่สุดที่เป็นตัวอย่างแล้ว มีตัวมีตน มีของจริงแท้ ไม่ใช่ว่ามีตัวมีตน เป็นพระเจ้า แล้วอยู่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีตัวตน แล้ว แปลภาษาคำว่าไม่มีตัวไม่มีตนไปใช้เป็น เทวะ เป็นคำสองคำเป็นการตลบตะแลงเป็นนักมายากล เพราะฉะนั้นทางเทวนิยมมาศึกษาพยัญชนะของชาวพุทธ ได้พยัญชนะชาวพุทธไปก็เล่นลิ้นว่าเขาไม่มีตัวมีตน เขาคิดว่าสูงสุดแล้วไม่มีตัวมีตนแล้วมีปฏิภาณพอสมควรว่ามันดีนะ ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนจะกลับมาเป็นตัวเป็นตนเองมีตัวมีตนอีกได้ หรือไม่กลับ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หรือปรินิพพานเป็นนิรันดรไปเลยก็ได้ เห็นไหมทำได้ทุกอย่างใน ภาวะ 2 คือเทวะ แต่เทวนิยมไม่รู้จักภาวะ 2 ไม่ใช่สิริมหามายาแต่เป็นมายาแท้ๆ ผู้ที่ยึดถือว่าทุกอย่างที่เป็นมนุษย์โลกมีสภาพ 2 มีรูปมีนามแล้ว ไปหลงเป็นขาเดียว คุณจะไปอธิบายว่าฉันมีแต่นามอย่างเดียว มันมีแต่รูปอย่างเดียว มันขาเดียวเหมือนกับสภาวะของประชาธิปไตยขาเดียว ก็คือ คนไม่รู้จักสัจธรรมว่า ในโลกมันต้องมี 2 เพราะฉะนั้นพวกที่ยังดึงดันที่จะทำ แม้แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็ต้องมี 2 ดึงดัน จะเอาเป็นประชาธิปไตยขาเดียวพวกนี้แหละพวกเทวทัต พวกเทวนิยม เป็นวิบากของเขา น่าสงสาร ซึ่งมันขัดกับสัจธรรม คนต้องมีรูป มีนาม มีธาตุรู้ ต้องมีรูปธรรม มีรูปธรรม เป็นผู้ที่ถูกรู้ ตั้งแต่มันไม่รู้ตัว มันเป็นพลังงานทางฟิสิกส์ ตั้งแต่ทางวัตถุ ความร้อน แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า จนกระทั่งอิฐหินดินปูน เป็นดินน้ำไฟลม มันไม่รู้เรื่องหรอก จนกว่าจะมามีธาตุรู้คุมตัวเอง เรียกว่า พีชะ แต่มันก็ช่วยตัวเองไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่มันก็พัฒนาขึ้นมาได้อีกเป็นจิตนิยาม ได้ชีวะแล้ว ต่อไปจะพัฒนาเป็น กี่กัปกี่กัลป์ก็เป็นของมันได้ ถ้าวันนี้เป็นการเกิด การเกิดของพลังงาน ไปจมอยู่กับพลังงานของพระอาทิตย์ ไปจมอยู่กับพลังงานของจักรวาล เป็นจักรวาลใหญ่จนกระทั่งถึง Bigbang สุด จบก็คือเป็นเอกภพ เป็นหนึ่งเหมือนกัน ใช้ภาษาเรียก แต่ไม่มีใครเห็นหรอกว่าขอบเขตของเอกภพอยู่ที่ไหน ซึ่งเอกภพก็ไม่เที่ยง เล็กลงใหญ่ขึ้น เป็นธรรมชาติที่เกินคิด แต่อาตมาก็พอเข้าใจ เอามาอธิบายให้ฟังเพราะทุกอย่างอยู่ด้วยความไม่เที่ยง สรุปว่า คุณได้เกิดมาเป็นคนแล้ว ต้องมาเอาอันนี้ มาเอาธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมนี้ จึงจะสุดประเสริฐในความเป็นคน แล้วคุณจะอยู่หรือไม่อยู่ คุณเลือกได้เลย จะอยู่นิรันดรหรือจะตายนิรันดร สูญแยกธาตุเลยได้นะ เห็นไหมว่าเป็นความจบ ความจบทุกอย่าง จบจะอยู่ หรือจบจะไม่อยู่ จบจะมีหรือไม่มี จบเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่พิสูจน์ตนเองได้เป็น อนุปคัมมะ มีกับไม่มี หรือ สูญ กับ นิรันดร คุณจะเลือกเอาอันไหน อนุปคัมมะ บอกว่า ไม่เอามันสักอย่าง การไม่เอามันสักอย่างนี้สูงกว่า 2 นะ เพราะฉะนั้นถ้าเอา 1 อย่าง คุณก็ยังมีอยู่ คุณไม่เอาสักอย่างคุณก็สูญเลย นี่พยัญชนะแทน มันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธรู้จักความเป็น 0 ความเป็น 1 ความเป็น 2 หรือ Infinity อาตมาจึงให้ พรรคสัมมาธิปไตย เป็นพรรคของพวกเรา ที่อยากเข้าไปร่วมกับทางการเมืองเขาอาตมาก็ว่าดี อย่างน้อยก็เป็นตัวแซม อยู่ในนั้นแสดงตัว ซึ่งเป็นนักประชาธิปไตยที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ที่จะแสดงบทบาทอยุ่ในสังคมต่อไปซึ่งมันจะมีในอนาคต อาตมาไม่พยากรณ์ว่าเมื่อไหร่มันจะมีขึ้นมามีบทบาทได้ในประเทศไทย อีกนาน ในยุคของอาตมาที่มีชีวิตอยู่ก็ยังคงไม่เห็นรูปร่างเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มจะมีรูปขึ้นบ้างเพราะเขาพยายามทำขึ้นมา อาตมาก็ส่งเสริม เอาเถอะไม่มีปัญหาอะไร แบบของเรา เพราะเมื่อมาเป็นพรรคการเมืองที่ เป็นพรรคการเมืองตัวอย่าง อาตมาอยากให้เกิดจากให้เป็น แม้จะเป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ คนที่มีปัญญามีดวงตามีปฏิภาณเขาก็จะรู้จะเห็น การเมืองไทยนั้นเป็นการเมืองที่มีเชื้อโลกุตระ ขณะนี้เป็นไปได้ดี ดีจะเป็นตัวอย่างของโลกเลยเห็นว่าโลกมันไปใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสอย่างอเมริกา ถือว่าหนักหนาสาหัสแล้ว หรือจะสุดโต่ง นึกว่าตัวเองเที่ยงอย่างเช่น เกาหลีเหนือ หรือจะอย่างอินเดียอย่างจีน ก็ตาม อาตมาขยายความเอารูปธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง มาเป็นตัวอย่าง มาเป็นสิ่งที่จะใช้ขยายอธิบายสัจธรรมต่างๆ มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีอยู่ในโลก แล้วมันก็มีอยู่ มีจีน มีอินเดีย มีเกาหลีเหนือ มีสหรัฐ มีรัสเซีย มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา หยิบเอามาอธิบายได้ เพราะอาตมากำลังมีฐานอภิภู ซึ่งใกล้เข้าไปหา สยัมภู อภิภู คือ ผู้มีภูมิรู้ในความแตกต่างที่ละเอียดเกินกว่าสามัญที่จะแยกความแตกต่างกันได้ง่ายๆ ใน อภิภายตนะ 8 คนก็ยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาก็ไม่ได้เอามาอธิบายบ่อยนักเพราะมันเป็นภาวะจริงของคนที่สูง คนยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ขั้นอาตมา ระดับ 7 อาตมาก็เป็นไก่ตัวพี่แล้วในยุคนี้ปางนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะเอามาพูดเท่าไหร่แต่ก็ต้องเอามาพูดไว้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ก็ต้องพูดถึงไว้บ้าง เพราะมันเป็นฐานที่จะต่อไปๆ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะสั้นจะกุดจะตัด จริงๆมันบาปด้วย ไปตัดมันบาป ไปต่อ ในวันศุกร์ อาตมาจะอธิบายบุคคล 7 ต่ออีก ให้ฟังอย่างดีๆให้ฟังอย่างเข้าใจ ว่า คนสาย ตระกูลศรัทธาก็ตาม สายปัญญาก็ตาม หรือหลงเลอะ เป็น วิตกจริต ก็ตาม ฟังให้ดีๆจะเข้าใจคนตระกูลอย่างนี้มาจริงๆเป็น DNA ของคน จะเพิ่มภูมิได้เปลี่ยนตระกูลได้ แต่ไม่ง่ายหรอกแต่เอาเถอะมันเปลี่ยนได้ วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันเจริญธรรมทุกคน 650713 พ่อครูเทศน์รายการเวียนธรรมอาสาฬหบูชา ต้องมีโลกุตรธรรมจึงเป็นศาสนาพุทธ