บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข13 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ

_พ่อครูว่า... เมื่อกี้นี้พูดพาดพิงอาสวะ โสดาบันไม่ต้องไปพูดถึงอาสวะก่อนเลยจึงยังเป็นคนผู้“ไม่หมดสิ้นอาสวะแล้ว” เริ่มนับได้ว่า ผู้“อรหันต์” ถึงขั้นเป็นคน“ผู้สิ้นอาสวะ“ ซึ่งเป็น“บุคคลระดับที่ ๔” ผู้สนใจตรวจสอบได้จาก พระไตรปิฎก เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๕๑ “นวกนิทเทส“คือ “บุคคล ๙ จำพวก”

1. บุคคลผู้เป็น“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”คือ บุคคลที่ ๑ ผู้เลิศประเสริฐแล้วสูงสุดแล้วในความเป็นมนุษย์ พระพุทธ มี เจ้ามาแทรกกลาง เป็นพระเจ้าแบบพุทธก็เรียกได้ แต่เป็นพระเจ้าแบบเทวนิยมก็รู้จิตวิญญาณลึกลับได้แต่ไม่กระจ่าง เขาพูดแต่คำสอนของพระเจ้า โดยผู้ที่เอาคำสอนของพระเจ้ามาประกาศ ก็พูดว่าเป็นลูกพระเจ้าเป็นพระบุตรของพระเจ้า คำสอนทั้งหลายเป็นของพระเจ้าไม่ใช่ของตนเอง อันนี้ก็ผิดตั้งแต่ตัวแรก คำสอนท่านใดในของพระศาสดาเทวนิยมทุกองค์ เป็นของตนเองทั้งนั้น แต่ไม่ได้เรียนรู้ตนเอง ไม่ได้เรียนรู้กรรมวิบาก ไม่ได้เรียนรู้ว่าตนเองพัฒนาความรู้ตัวเองมาเป็นสัมภาระวิบาก จนกระทั่งได้มาก และแข่งขันกับคนอื่น ประกาศตัวเองก็เป็นศาสดา อยากตั้งศาสนาให้แก่ตัวเอง ก็เลยมีศาสดาของเทวดานิยมเยอะแข่งกันใหญ่ จนกระทั่งมีศาสนาและศาสนาน้อย ซึ่งก็สู้ศาสนาใหญ่ที่มีไม่กี่ศาสนาไม่ได้ ที่มีเยอะแยะเลยศาสนาเทวนิยม ส่วนศาสนาพุทธนั้นมีหนึ่งเดียวเป็นยอดไม่ได้ไปแก่งแย่งแข่งขัน เป็นเอกภาพ พระพุทธเจ้าที่มีองค์เดียวไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์เกิดในยุคเดียวกัน ที่จริงศาสดาของศาสนาพุทธมีหลายองค์ นับไม่ถ้วนหรอก เกิดมาจนกระทั่ง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เกิดมาในโลกไม่รู้กี่ล้านองค์แล้วนับไม่ถ้วน ที่มีเราก็ทำอยู่ในรอบแต่ก็เป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่มีอยู่ยืนยันอยู่ในโลกตลอดกาลเหมือนโลกียะ ศาสนาโลกมีตลอดกาลคู่โลกไม่มีพุทธันดรเลย เทวะนิยมครองโ

อ่านต่อ

ลกตลอดกาลแต่ศาสนาพุทธนั้นมีขาดหายไปในช่วงพุทธันดร สภาพสภาพที่ศาสนาพุทธจะหายไปก็คือ 1. คนดี คนมีน้อยวัตถุดิบอะไรก็ยังมีมากไม่มีการกระเหี้ยนกระหือรือแก่งแย่งกัน โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ยังไม่เป็นผีสิงในใจมากพอ อยู่กันอย่างสงบสบาย ศาสนาพุทธก็ไม่ต้องเกิดมาช่วยเพราะมันไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร 2. คือยุคพุทธันดร คือ เกิดมาก็สอนคนไม่ได้ ไม่ได้เรื่อง สูญเปล่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้เกิดมาในยุคที่มันสอนใครก็ไม่ได้ ก็อาจจะมีผู้รับได้เหมือนกันแต่มันไม่คุ้ม ก็ให้พระโพธิสัตว์มาฝึกฝนมาทำบารมีต่อไปเท่านั้น จะเกิดในยุคที่ คนยากที่จะบรรลุแล้ว มนุษย์ที่สอนได้มีน้อยไปไม่เหมาะควรต่อพระพุทธเจ้าเพราะได้ผลน้อย ถึงแม้จะน้อยมันก็คงจะมากพอสมควร แต่มันไม่ได้มากเท่ากับศาสนาเทวนิยมหรอก ศาสนาเทวนิยมศาสนาใหญ่ๆ จะมีจำนวนมากกว่าศาสนาพุทธทั้งนั้น แม้แต่ในยุคทุกวันนี้ก็ยืนยันได้ คริสต์อิสลาม ฮินดู หรือแม้แต่ขงจื๊ออาจจะมากกว่า พลเมืองมีเป็นพันล้าน โลกุตระจริงๆสู้ไม่ได้ เป็นพุทธที่ไม่ใช่โลกุตระก็มีเยอะ

2. บุคคลผู้เป็น“พระปัจเจกพุทธเจ้า”คือ บุคคลที่ ๒ ผู้รองลงมาจาก“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ปัจเจกแปลว่าเฉพาะตน 1.ไม่สามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เพราะมีอนันตริยกรรม 2.เป็นผู้หญิง เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีภูมิธรรมสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเท่ากันกับพระพุทธเจ้า แต่พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังไม่ถึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มี แต่มีที่ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุปัจจัยคือท่านไม่ได้ประกาศศาสนาพุทธ ในโลกมนุษย์ ให้เป็นศาสนาของพระองค์แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบในมนุษยชาติ แต่ท่านมีภูมิธรรมปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากับพระพุทธเจ้า ท่านไม่ประกาศแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเฉพาะตนไปเลย นี่คือปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เท่ากันกับพระพุทธเจ้า ความรู้ต่างๆเหล่านี้เป็น อจินไตย ที่เดาไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีภูมิสูงพออย่าบังอาจเลยเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาอยู่ในฐานะที่กำลังเรียนรู้อยู่ที่เป็นไปได้ เพราะสร้างตนเองไปตามแผนที่ที่ตนเองต้องเดินทางไป อาตมาก็ต้องผ่านไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาสามารถ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้แล้วแต่ยังไม่ทำ เพราะตั้งใจตั้งปณิธานจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง 3. บุคคลผู้เป็น“อุภโตภาควิมุติ” คือ บุคคลที่ ๓ รองลงมาจาก“พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือพระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า ที่สมบูรณ์แบบ อุภโตภาควิมุติ มีการรู้วิมุติทั้งสองส่วน อุภโตคือสอง ภาคคือส่วน แล้วมีวิมุติทั้งสองส่วน คือทั้ง เจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ ซึ่ง อุภโตภาควิมุติ คือ บุคคลที่ 3 รองลงมาจาก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า

4. บุคคลผู้เป็น“ปัญญาวิมุติ” คือ บุคคลที่ ๔ รองจากผู้มี“อุภโตภาควิมุติ”

5. บุคคลผู้เป็น“กายสักขี”คือ บุคคลที่ ๕ ซึ่งเป็นคนผู้มี“ปัญญา” ผู้รู้ชัดในความเป็นจริงใน“อาริยสัจ ๔” สามารถปฏิบัติให้“อาสวะบางส่วน” หมดสิ้นไปได้แล้ว “กายสักขี”คือ ผู้มีความหลุดพ้นสิ้นอาสวะบางส่วนได้แล้ว แต่ยัง“ไม่หมดอาสวะ”สิ้นเกลี้ยงนั่นเอง

6. และบุคคลผู้เป็น“ทิฏฐิปัตตะ”คือ บุคคลที่ ๖ ก็คือ ผู้เริ่มมี“สัมมาทิฏฐิ”ได้แล้ว ใน“อาริยสัจ ๔”เพราะ“เห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นี้ ก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา”

(๓๔๒) ยากที่“ศรัทธาวิมุติ”จะมี“ปัญญา”เป็น“ทิฏฐิปัตตะ” บุคคลผู้เป็น“ศรัทธาวิมุติ” คือ บุคคลที่ ๗”ผู้ติดยึดความสงบแบบ“สมถะ”มากยิ่ง เพราะไปหลง “เจโตสมาธิ” ที่เป็นเดียรถีย์ มี“ฌาน”แบบ“โลกียวิสัย” ยังเป็นคน“จมชีวิตอยู่กับมิจฉาทิฏฐิซ้ำซ้อนนับชาติไม่ถ้วน” ติดยึด“การหลับตาปฏิบัติ” คนผู้นี้ไม่มี“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”เป็น “ข้อปฏิบัติ” ก็ไม่มีทางให้เดินไปสู่“นิพพาน”เด็ดขาด จึง“ต้องวนเวียนอยู่กับการปฏิบัติแบบ“หลับตา” ก็ได้“มิจฉาสมาธิ”ให้ตนเสพติด อยู่ในกรอบของ“สมาธิเดียรถีย์โลกียวิสัย”นั่นเอง จึงต้อง“เวียนเกิด-เวียนตาย” ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านชาติ จึงยากมากและนานมากกว่าผู้นี้จะพ้นจาก“เฉโก” มามี“สัมมาทิฏฐิ” แล้วจึงจะพอได้ “ปัญญา” และกว่าจะปฏิบัติเป็น“สัมมาปฏิบัติ” กระทั่งบรรลุ“สัมมาปฏิเวธ”บริบูรณ์เป็น“อรหันต์”สำเร็จ นั้นไม่ใช่ง่ายจริงๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม.. พ่อครูว่า... คนแค่จะเจริญจาก“ศรัทธาวิมุติ” เป็นคนผู้มี“ปัญญา” บรรลุสู่“ทิฏฐิปัตตะ” ก็สุดแสนยาก และนานมากยิ่งอยู่ โดยธรรมชาติสามัญนั้นธรรมดาโลก คนในโลกมีอยู่ ๒ สาย หรือ ๒ ตระกูลใหญ่ ซึ่งได้แก่ สาย“ศรัทธา(ศรัทธานุสารี)”กับสาย“ปัญญา(ธัมมานุสารี)” เป็น“เทฺว”คู่ใหญ่ แต่ก็ยังมีคนผู้มากไปด้วย“ความช่างสงสัย” จึงทำตนเองนั่นเองเป็นผู้สะสม“วิจิกิจฉา“ใส่จิตตนเอง ด้วยการทำตนเป็นคน“ขี้สงสัย” ตาม“อวิชชา”ของตน อย่างคุณเดชา อัมพร เป็นต้น จะเข้าข่ายนี้ ใน“อนุสัย”คนผู้นี้จึงมีแต่“ความไม่รู้แจ้งรู้จริงอะไรได้สักที”นั่นเองหนาแน่นมากหลาย กลายเป็นคน“วิตักกจริต” ผู้หนักไปทางนึกคิดจับจดฟุ้งซ่านหนักหนาสาหัส ก็กลายเป็นคนผู้มากไปด้วย“ความช่างสงสัย” คนผู้“วิตักกจริต”นี้ กว่าจะบรรลุธรรมได้ ก็ต้องใช้เวลาปฏิบัติมากถึง ๔ เท่า ทีเดียว เช่น “พุทธิจริต(ตระกูลพุทธที่มีจริตปัญญาโดยตรง)” กว่าจะบรรลุธรรม“จบกิจ”แต่ละขั้นๆ ใช้เวลาเพียง ๑ รอบ(กัปป์) “ศรัทธาจริต”จะ“จบกิจ”ต้องใช้เวลาถึง ๒ รอบ(กัปป์) ส่วน“วิตักกจริต” จะต้องพากเพียรมากอย่างเยิ่นเย้อยาวนาน เป็นผู้“วิริยาธิกะ”ใช้เวลาถึง ๔ รอบ(กัปป์) ดังนั้น ผู้“ศรัทธาจริต” นั่นคือ “ศรัทธานุสารี”หรือ คนสาย“ศรัทธา”นั่นเอง กว่าจะได้“สัมมาทิฏฐิ” แล้วปฏิบัติให้มี“ปัญญา” เป็น“ทิฏฐิปัตตะ”ได้นั้น ก็นานแสนนาน สุดแสนมากกว่ามาก เพราะเหตุใหญ่ ก็คือ มี“อัตตา-มานะ”มาก ไปหลงมัวเมาติดอยู่ใน“อุปกิเลส”ที่เป็น“วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ได้แก่ ๑.โอภาส(แสงสว่าง) ๒.ญาณ(ความรู้แจ้ง) ๓.ปีติ(ความอิ่มใจ) ๔.ปัสสัทธิ(ความสงบจากกิเล) ๕.สุข(ความสบาย) ๖.อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) ๗.ปัคคหะ (ความเพียร) ๘.อุปัฏฐานะ(ความตั้งมั่น) ๙.อุเบกขา(ความวางเฉยที่ยังเป็นที่มิจฉาทิฏฐิ) ๑๐.นิกันติ(ความดิ้นรนปรารถนา) ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ “ยุคนัทธกถา” ข้อ ๕๔๒ จึงยากมากอย่างใหญ่ยิ่งยวด ที่“ศรัทธาวิมุติ”จะมี“ปัญญา”เจริญขึ้นสู่ความเป็น“ทิฏฐิปัตตะ”ได้

“เทฺว”คู่สำคัญในคนสาย“ศรัทธา”กับ“ปัญญา” นั่นก็คือ คู่ที่ ๑ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“โอภาส” ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ญาณ” หรือ คู่ที่ ๒ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“ปัสสัทธิ” ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ปีติ” หรือคู่ที่ ๓ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“สุข” ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“อธิโมกข์” หรือคู่ที่ ๔ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“อุปัฏฐาน” ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ปัคคหะ” หรือคู่ที่ ๕ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“อุเบกขา” ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“นิกันติ”

อุปัฏฐานกับปัคคหะ ปัคคหะนี้เป็นความเพียรขึ้นมาหาปัญญา ส่วนอุปัฏฐานลงไปหาศรัทธา

เหตุที่ทำให้เกิด“วิปัสสนูปกิเลส”ก็คือ คนผู้ขี้สงสัย หรือไม่ก็คนผู้หลงใหลในการศึกษาเกินไป จึงเป็นผู้ตะกละความรู้ ไม่อิ่มในความรู้ จึงไม่รู้จักจุด“จบ”ของ“ความรู้”กันง่ายๆ จึง “สรุปสภาวธรรม”ให้แก่ตน“ไม่ได้สักที” ซึ่ง“เหตุใหญ่”ก็เพราะไม่มี“ข้อปฏิบัติ”ที่“สัมมาทิฏฐิ” ก็ยัง“หลงใหลเสพสุข-ได้รับทุกข์”หมุนวนอยู่ในโลกแห่งความเป็น“เทฺวนิยม”อยู่ นั่นคือ ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“เทฺว ธัมมา” ไม่สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกขอาริยสัจ ๔”ได้ถูกตรงถ่องแท้แยบคาย(โยนิโส) แค่“ศีล”ก็ยังไม่มี แม้มีก็ปฏิบัติไม่พ้น“สีลัพพตุปาทาน” หรือไม่พ้น“สีลัพพตปรามาส” ก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลอยู่นั่นเอง สีลพตุปาทาน คือยึดในข้อปฏิบัติที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส คือ ผู้สัมมาทิฏฐิรู้สักกายทิฏฐิของตนแต่ไม่เอาจริง ทำอย่างลูบคลำกิเลส เหมือนรู้จักโจร จะไปจับโจร แต่กลับไปกินข้าวต้มกับโจรไปเสียอีก แทนที่จะไปจับโจรไปลงโทษ ดังนั้น คนผู้นี้จึงไม่มีการปฏิบัติ“อปัณณกปฏิปทา ๓” ที่เป็น“ข้อปฏิบัติไม่ผิดของศาสนาพุทธ”แท้ๆ ซึ่งเป็น“หลักสำคัญยิ่งของ“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”แน่ๆ ผู้มี“ปัญญา”ที่“พ้นอวิชชา”เท่านั้น จึงจะปฏิบัติ “อปัณณกปฏิปทา ๓”อย่างเป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็เกิด“สัทธรรม ๗” จึงจะได้“ฌาน ๔”ที่“สัมมาทิฏฐิของพุทธ” และรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกขอาริยสัจ ๔”จริง แล้วปฏิบัติ“สิ้นสุขทุกข์เป็นอรหันต์”สำเร็จ ซึ่งคนผู้ยังเป็น“เดียรถีย์”หรือเป็น“เทฺวนิยม”เต็มตัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ หรือยังไม่เคยพบศาสนาพุทธเลย แค่ชื่อ“พุทธ”ก็ยังไม่เคยได้ยินนั้น ผู้เป็น“เทฺวนิยม”หรือผู้เป็น“เดียรถีย์”แท้ทั้งหลายนี้ และแม้จะเป็นชาวพุทธที่เคร่ง“หลับตา”ปฏิบัติเอาเป็นเอาตายกันทีเดียว ก็จะไม่มี “ปัญญา”ได้เลย ยังมีแค่“เฉโก”เท่านั้นตามเดิม จะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“เทฺว”ที่ตนหลงว่า “เป็นใหญ่ยิ่งยอด“๑ เดียว ตามแบบ “ศรัทธา”ที่ตนยึดอยู่แน่นเหนียวปักมั่นกันอยู่เท่านั้น จะยังไม่เริ่มเกิด“ปัญญา”หรอก ซึ่ง“พุทธศาสนิกชน”ทั้งหลายทั้งหมดในยุคนี้ ผู้ยังมีแต่“เฉโก”อยู่ นั่นคือ ยังไม่สามารถมี“ปัญญา”นั่นเอง “ศรัทธาวิมุติ”จึงมี“ปัญญา”สู่ผู้“ทิฏฐิปัตตะ”ยากยิ่ง เพราะเป็นคนผู้ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”อยู่ก็แค่“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่ได้เริ่มมี“สัมมาทิฏฐิ” หากยังไม่ได้ยินได้ฟัง“คำสอนจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” หรือยังไม่ได้ยินได้ฟังจากปาก“สัตตบุรุษ”หรือผู้อยู่ในฐานะครูที่มี“สัมมาทิฏฐิ”แล้วอย่าง“บริบูรณ์” จึงยังยึดมั่นถือมั่นใน “เฉโก”ของตนอยู่ ไม่ถอดถอน เพราะเรียนรู้แค่จะ“ฟังธรรม”เท่านั้น ก็ยังไม่ทำให้ “บริบูรณ์”ได้เพียงพอ “เหตุ”ก็เพราะคนผู้นั้น ยังไม่มี“อัญญธาตุ”เกิดในจิตเพียงพอ หรือยังไม่มี“ปัญญา”นั่นเองแท้ๆ

(๓๔๔) ฟังธรรมนั้นต้องฟังให้มากจนเรียกได้ว่า“บริบูรณ์” แม้ผู้ใดจะพอได้ยินได้ฟังธรรมที่เป็น“โลกุตระ”บ้าง แต่ถ้าไม่พยายามฟังแล้วฟังอีกจากพระพุทธเจ้าหรือจากสัตตบุรุษหรือจากผู้อยู่ในฐานะครูที่มีสัมมาทิฏฐิ ให้มี“ปัญญา”เจริญขึ้นๆอีก ผู้นั้นยังไม่มี“ปัญญาข้อที่ ๒” ในกระบวนธรรม“ปัญญา ๘”ของพระพุทธเจ้า เพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่ง“บริบูรณ์” นั่นแหละแท้ๆ “ความรู้-ความฉลาด”ที่ได้นั้นก็ยังไม่สามารถเป็น“ปัญญา”เข้าเขตที่จะเห็น“ความแตกต่าง”ระหว่าง“ความสงบ ๒ แบบ”ที่เป็น“ความสงบของโลกียะ”ทั่วไปแบบสมถะสามัญ กับ “ความสงบของโลกุตระ”ก็อีกแบบหนึ่ง ที่วิเศษ พิเศษ เพราะ“กิเลส”ถูกกำจัดออกไปจากจิตได้อย่างแท้จริง มันได้แค่“ความสงบ”ที่เป็น“ภายนอก”เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ผิวๆเผินๆแบบ“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่มี“ปัญญา” รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแม้แค่“ความสงบ”ที่เกิดจาก“จิตไม่มีกิเลส” หรือสามารถทำให้“กิเลส”ตัวสำคัญที่ทำให้“ไม่สงบ”ตัวแท้ตัวจริง ลดลงได้ จึงเท่ากับคนผู้ฟังธรรมนั้นยังไม่พ้น“มิจฉาทิฏฐิ”กันถึงขั้น“บริบูรณ์” ผู้นั้นก็จะไม่มี“ความบริบรูณ์”ของ“อาหาร ๑๐”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใน“อวิชชาสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)หรือไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“ปฏิจจสมุปบาท” ไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ก็เท่ากับไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“พุทธธรรม”ของพระพุทธเจ้าทุกประการนั่นเอง ผู้ฟังธรรมที่ยัง“ไม่บริบูรณ์”นั้น ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมที่เป็น“โลกุตระ”ให้ถึงนิพพาน“บริบูรณ์”ได้แน่นอน ใน อวิชชาสูตร ว่าไว้ ต้องพบสัตบุรุษหรือผู้สัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์ ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ด้วย ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

เพราะคนผู้นั้นยังไม่ถึงขั้นมี“ฉันทะ”ที่ซาบซึ้งลึกล้ำหยั่งเข้าไปถึง“รากเค้า(มูลกา)ของจิต ชนิดประทับใจดูดดื่มเยี่ยมยิ่ง กระทั่งยอมเปลี่ยน“การทำใจในใจ”ที่เป็นโลกียะของตน ที่ตนยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็จะอยู่อย่างเดิม เช่น ยัง“ทำใจในใจ”กันอยู่กับ“การหลับตา”ปฏิบัติอยู่นั่นแหละ ไม่เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ ไม่เปลี่ยนการปฏิบัติแน่ เพราะคนผู้นั้นยังไม่มี“อัญญธาตุ”มากพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยน“ความเห็น-ความยึดมั่นถือมั่น”อย่างเก่า มาเป็นอย่างใหม่ ที่เป็น“โลกุตระ”อัน“สัมมาทิฏฐิ” หรือเปลี่ยน“ศาสนา”มาเป็นพุทธ ได้เด็ดขาด เพราะ“ความบริบูรณ์”นี้สำคัญมากที่จะต้องมีทั้งในภาคมรรค ทั้งในภาคผล ทั้งในภาค “รูปธรรม” โดยเฉพาะในความเป็น“ปัญญา”ที่“บริบูรณ์”ด้วย“นามธรรม”ครบทั้ง “๒ ภาวะ”ที่เป็น “เทฺว”บริบูรณ์ ภาษาคำว่า “ปัญญา” จึงหมายถึง“สภาวธรรม”ที่เป็น“ความรู้-ความฉลาด”คนละอย่างซึ่งแตกต่างกันกับ “เฉโก”ชนิดพลิกหลังมือมาเป็นฝ่ามือ หรือแตกต่างกันไปคนละโลก ดาวคนละดวงกันทีเดียว จึงจะทำ“ความสงบ”อย่างใหม่ ที่หมายเอาตรง “ความสงบของกิเลสภายในจิต”เป็นเอก เป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปหมายเอา“ความสงบ”แค่ภายนอกที่เป็นเพียง“ความเคลื่อนไหว”ของ“กายวิญญัติ-วจีวิญญัติ”เท่านั้นที่“สงบ”เหมือนอย่างพวก“หลับตา” เขาปฏิบัติกันได้อยู่แท้

(๓๔๕) “การหลับตา”ปฏิบัตินั้น ไม่พาให้เกิด“ปัญญา”แท้ “การหลับตาปฏิบัติ” จึงไม่พาให้เกิด“ปัญญา”แท้ มันได้แค่“เฉโก”อยู่กับ“ความรู้-ความฉลาด”กันไป ก็จมอยู่กับ“เทฺว”หรือ“พระเจ้า” พุทธก็“มิจฉาทิฏฐิ”ยิ่งขึ้นๆ เทฺวนิยมหรือเดียรถีย์ก็งมงายเติมเต็ม“อวิชชา”หนักหน้าไม่หยุด “ติดอยู่ในวงวนของโลกียภูมิ” นับชาติไม่ถ้วน เมื่อ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนผู้ใดยังเป็นได้แค่“เฉโก”บริบูรณ์อยู่ ยังไม่มี“อัญญธาตุ”ที่จะเจริญขึ้นเป็น“ปัญญา”กันเลย มันก็ไม่มีความเจริญใน“ปรมัตถ์”แน่ๆ เพราะหลงกันอยู่แต่“ภายนอก” เนื่องจากความรู้เรื่อง“กาย”นี่เอง ที่มัน “มิจฉาทิฏฐิ” กันอยู่จริงๆ “พ้นมิจฉาทิฏฐิ”ไม่ได้ จึงปฏิบัติให้บรรลุ“นิพพาน” ไม่สำเร็จ ก็ไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ธรรมนิยาม ๕” “เฉโก”นี้เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ของเดียรถีย์ ชาว“เทฺวนิยม” คือ บรรดาคนผู้ยังไม่ออกจาก“โลกียะ”ยังมีแค่ “อารยธรรม(ธรรมที่เจริญแบบโลกชาวฆราวาส)”หรือไม่ก็มีแค่“อริยธรรม(ธรรมที่เจริญแบบผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพานแต่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”)” จึงได้ แต่“มิจฉาผล”เท่านั้น ยังไม่ใช่“สัมมามรรค”ที่“สัมมาทิฏฐิ”อย่างผู้เจริญ“อาริยธรรม”ที่เป็นของพระพุทธเจ้า คำว่า “บริบูรณ์”นี้จึงไม่ใช่“สำคัญ”เฉพาะใน“การปฏิบัติ”เท่านั้น แต่“สำคัญมาก”ทั้งใน “ปริยัติ”และ“การปฏิบัติ” ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้“อาริยธรรม(ธรรมของคนผู้เจริญมี“ความรู้-ความฉลาด”แบบ“ปัญญา”)ที่เป็นโลกุตระ ทรงนำมาประกาศความเป็น“พุทธศาสนา”ให้แก่มนุษย์“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง” โลกก็คงมีแต่“ความรู้ที่วนอยู่ในวงกลมของเทฺวนิยม”เดิมๆคือ “โลกียธรรม”อันมีแต่“เฉโก” ออกจากเฉโกไม่ได้ ไม่มีความรู้“อื่น(อัญญ)”ที่จะออกจาก“วงกลมเฉโก” “เทฺวนิยม”ยังเสพ“โลกธรรม ๘” ซึ่งมีครองโลก ไม่หมดไปจากโลกนิรันดร แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีมากมายเต็มโลก ชาว“เทฺวนิยม”สามารถปฏิบัติด้วย“หลักธรรม”ของ“พระเจ้า”หรือ“ศาสดาของตน” ที่เชื่อว่า“ธรรมของตนดีสุดสูงสุด” ซึ่งอาจจะถึงขั้นสามารถละเลิกลาภ-ยศ-สักการะได้นานในชีวิตนี้ก็มีกลุ่มลัทธิหรือศาสนาพิสูจน์ตนเองอยู่ เหมือนอย่างเช่น พวกศาสนา“เชน” ที่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในอินเดีย แต่“เชน”ยังไม่มี“ปัญญา” เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“เทฺว”บริบูรณ์ นักปฏิบัติธรรมชาว“เชน”เขามีพฤติการณ์มักน้อย สันโดษ ไม่เอาอะไร ไม่ยึดติดอะไรเลย ในชีวิต แม้แต่ผ้าก็ไม่นุ่ง ร่างเปลือยล่อนจ้อน มีแค่“บาตร”กับ“แซ่” นักบวช“เชน” เปลือยกาย สบายชีวิตกันสูงสุด ซึ่งชาว“เชน”ที่ทำตนมีพฤติการณ์“ทิ้งวัตถุสมบัติ”กันได้ถึงปานนี้ นี้ก็ยัง“ไม่เที่ยง”ดอก! ยังจะวนเกิด-วนตายกันอยู่ ยังจะ“เวียนกลับมาเกิด-มาตายในกายที่เป็นคน”อยู่อีกแน่นอน เพราะมีแต่“เฉโก”ที่จัดจ้านซับซ้อนไม่รู้เชิงซ้อน ยึดมั่นถือมั่นได้แค่“ความสงบ”หรือ“ความจบ”ของลัทธิกันแค่“รูปธรรม”ภายนอก“ที่มี“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็นแค่“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสงบ”ที่เป็น“ปรมัตถสัจจะ” อันเป็น“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” กันอย่างแท้จริงเลย 650711 บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 45

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน