ฌานคือจิตไร้นิวรณ์แบบพุทธกับแบบฤาษี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.86 KB
วันที่แก้ไข14 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌานคือจิตไร้นิวรณ์แบบพุทธกับแบบฤาษี _พ่อครูว่า...วันสำคัญเป็นวันอาสาฬหบูชา ก็ไม่ต้องพูดต่อหรอกเพราะขยายความกันไปหลายคนแล้วว่าเป็นวันอะไร เป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 นี้ อาตมาก็ขอพูดถึงเรื่องหลักธรรมสำคัญๆสำหรับวันนี้วันสำคัญ อาจจะหนักหน่อยอาจจะยาก ลองฟังดูนะ อาตมาจะพูดถึงเรื่อง พวกคุณว่ามันไม่ยากหรอก แต่มันจะยาก ต้องฟังไปเถอะ คือเรื่องของฌาน คุณได้ฟังแล้วก็..โถ! มันจะยากอะไร เรียนมาแล้วก็ทำฌานได้แล้ว แค่ ฌาน ที่หมายถึง ฌาน ที่เกิดในการปฏิบัติของคนผู้หลับตา ยึดมั่นถือมั่นยืนยันว่าจะทำงานได้ต้องหลับตา กับคนผู้ลืมตา ไม่ต้องหลับตาอะไร ฌานหลับตาไม่ใช่ของพุทธ ฌานของพุทธต้องลืมตา อยู่กับชีวิตสามัญปกติไปตั้งแต่ต้นจนบรรลุ ฌาน 4 จนบรรลุ ฌาน ตลอดกาล ฌาน เป็นคุณธรรมคุณวิเศษที่อยู่กับคนตลอดกาลที่เขาทำได้แล้ว ที่ปฏิบัติประพฤติอย่างสัมมาทิฏฐิได้ถาวร เป็นปกติของชีวิตเลย เพราะฉะนั้นคุณธรรมคนที่มี ฌาน อยู่ในตนเองตลอดเวลา ตลอดชีวิต จะเป็นอย่างไร ง่ายที่สุด เรียนกันมาทั้งนั้น แต่ไม่เข้าใจเอง เพราะมันลึกซึ้ง แต่คนไปเข้าใจตื้นเอง ผู้ทำ ฌาน ได้ คือทำจิตตนเองได้ ทำจิตอะไรถึงจะเป็น ฌาน ทำจิต ให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ นั่นแหละเกิด ฌาน ถ้ายังไม่หมดหรือยังมีนิวรณ์ 5 อยู่เราก็ยังไม่เรียกว่าสำเร็จของความเป็น ฌาน เพราะฉะนั้นผู้ใดมีความสำเร็จ ชั่วคราว นิดนึง ก็เป็นฌานนิดนึง ทีนี้ถ้าสามารถทำให้สำเร็จได้ถาวรตลอดไปเลย ตั้งมั่น เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นฌานตั้งมั่นตลอดกาลเลย แม้จะอนุโลมลดไปกับคนอื่น ลดสภาวะ ที่มันจะต้องไปอนุโลมปฏิโลมกับกามบ้าง โกรธบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง สมถะบ้างหรือ วิจิกิจฉา อยู่บ้าง อนุโลมคนอื่นๆ ก็ไม่เลื่อนไหลไปตามเขา ไม่ได้ลดคุณภาพของฌานของตนเองลงเลย โดยไม่ต้องไปหลับตาถึงสะกดเอาควา

อ่านต่อ

มเป็นฌานไว้ได้ ไม่ต้องเลย ลืมตา สบายๆ ทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้น ฌาน ทั้ง 4 ที่เป็นฌาน แบบพุทธ เป็นของพุทธนั้น เป็นฌานที่ได้แล้ว โดยไม่ต้องหาสถานที่ปฏิบัติ ไม่ต้องปลีกเวลาไปปฏิบัติ ไม่ต้องเต๊ะท่า ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นอะไรอย่างนี้ เหมือนฌานเดียรถีย์นอกพุทธเขาทำกัน ..ไม่ต้องหลับตาทำฌาน เพราะฌานของพุทธ ปฏิบัติอยู่ในชีวิตสามัญประจำวัน กลางคืน ผู้ที่ยังจิตไม่เป็นฌานได้ตอนหลับก็คงยาก แต่ถ้าเดียรถีย์หลับตาลงไปถึงจะเป็นฌานของตน คือทำจิตให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ง่าย ถึงขั้นสำเร็จเป็นครั้งเป็นคราว หรือเป็นครั้งนานๆก็ตาม พากเพียรพยายามฝึกฝนทำแบบนั้นมันเป็นแบบสมถะมันก็ได้ นานๆก็ได้ อย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นตัวอย่างที่เก่งที่สุดถือว่าสุดยอด เพราะทำไปได้ถึงขั้น อรูปฌาน หากจะขยาย รูปฌาน อรูปฌานอีกก็จะยาว จึงยังไม่ขยายตอนนี้ เพราะฉะนั้น ฌานของพุทธ จึงเป็นฌาน ที่เกิดขึ้นในชีวิตสามัญ แล้วเป็นฌานไปพร้อมกับชีวิต ที่ทำงานอาชีพ หรือทำงานอะไรก็แล้วแต่สัมมากัมมันตะ จะพูดอยู่หรือคิดปรุงแต่งในทางจิต ก็ลืมตา ปฏิบัติ คนที่ยังไม่บรรลุก็ลืมตาปฏิบัติแบบของพุทธ จะได้ฌานแบบพุทธ ไปหลับตาทำแบบ ฤาษี เดียรถีย์เขาสอน ก็จะได้ฌานแบบฤาษี แต่ถ้าเข้าใจดี สัมมาทิฏฐิแบบพุทธแล้วทำตามจรณะ 15 วิชชา 8 (ถ้านอก จรณะ 15 วิชชา 8 ผิดหมด เป็น ปัณกปฏิปทา ไม่ใช่ ผิด ต้องอปัณณกปฏิปทา 3 ต้องเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ ที่ท่านกำหนดไว้ คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ) เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสคำว่า บรรลุธรรม การบรรลุธรรมของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่คนเข้าใจเผินไปหมดเลย แล้วคำนี้ก็มีน้อย มีอยู่ 5 คำ คือ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก 5 คำนี้เป็นตัวกำหนดเลยว่า ฌานก็ดี สมาธิก็ดี ของพุทธนั้น ต้องเป็นแบบลืมตามีจักษุ แล้วปฏิบัติให้เกิดปัญญา เกิดญาณ เกิดวิชชา แล้วกำกับอีกว่า ในขณะที่มีแสงพระอาทิตย์สว่างจ้า ที่เรารับรู้ได้อยู่นี่แหละ ไม่ใช่ไปหลับตาไปหาที่มืด ไม่เลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเข้าใจความมืด อย่าง สุภกิณหา กิณหา แปลว่า ความมืด สุภะ แปลว่า ดีงาม ท่านแปล สุภันเตว อธิมุตโต ว่า ถ้าจิตน้อมไปในทางศึกษาธรรมะ สุภันเตวะ มีความน่าได้ น่ามี น่าเป็น (สุภะ) อย่างที่สุด อันนี้ อยู่ในวิโมกข์ข้อที่ 3 650713 พ่อครูเทศน์รายการเวียนธรรมอาสาฬหบูชา ต้องมีโลกุตรธรรมจึงเป็นศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน