191125 ทำตบะให้ถึงจิตพิชิตอัตตา-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2519 พ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้แสดงธรรมะภาคเช้าแก่หมู่ณพุทธสถานแดนอสูรดังต่อไปนี้ข่าววันนี้เราก็มาทำบัตรอีกวันแต่ที่เราพูดกันไปเมื่อวานนี้ถึงเรื่องกระบะทำต่างๆ หรือว่าหลักเกณฑ์ในการที่เอามาประพฤติประวัติต่างๆนี่เป็นหลักเกณฑ์ประกอบเป็นรูปแบบขึ้นเป็นวิธีการหรือเป็นวิธีวาดขึ้นมาเพื่อที่จะกระทำเพื่อที่จะประพฤติตามฤดูศีลก็ตามซึ่งเป็นคำอธิบายเป็นหลักเกณฑ์ว่าจะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้แล้วก็เอามาเคร่งเอาปฏิบัติตามหลักที่ว่านั้นมีรูปมีแบบประกอบด้วยเอาเราเอามาประพฤติปฏิบัติก็เพื่อที่จะให้มันไปถึงจ่ายกระจายของเราหรือจิตของเราจะเกิดปัญญา เกิดรู้เกิดเห็นเกิดเข้าใจเมื่อเราประพฤติปฏิบัติหรือว่าเมื่อเรากระทำตามหลักของศีลหลักของพระหลักของการประพฤติปฏิบัตินั้นแล้วตามรูปแบบนั้นแล้วเราจะได้เกิดการรู้อย่างน้อยที่สุดจับจิตเราได้เมื่อจับจิตแล้วก็อ่านจิตก็เป็นแยกที่ออกเพราะจิตอันหนึ่งกิเลสอันหนึ่งแล้วก็ได้รู้ได้เข้าใจละเอียดละออไปจนกระทั่งถึงจิตที่มันหน่ายคลายจิตที่มันลงวางที่มันเบาไปจิตที่มันไม่ติดไม่ยึดมันหลุดได้ร่อนได้ เราจะเห็นจิตของเราเองจริงๆไม่ใช่ว่าเราทำแล้วเราจะเกิดไปติดๆหรือไปสร้างสภาพอัตภาพไปสร้างสะพานด้วยอัตราไปยึดในสภาพอะไรอีกอันนึงที่เราไม่รู้เราไม่เข้าใจแต่นึกว่าอันนั้นเป็นอำนาจแต่นึกว่าสภาพนั้นเป็นอำนาจมามันโดนบันดาลกระทำให้เราเกิดอะไรขึ้นมาได้ดีขึ้นไวขึ้นวางขึ้นโดยเราไม่เข้าใจในเหตุผลของมันว่ามันหลุดมันละมันหน่ายมันคลายมันลงลงไปเพราะเหตุอะไร งานเราไม่ได้รู้อย่างนั้นแต่เรากลับไปรู้เหมือนกันบางทีอาจจะรู้ว่ามันปลงมันวางมันวางมันกลายเป็นได้เหมือนกันแต่ว่าไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ปลงจะวางถ้าเรายังเข้าใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรารวบลองวางไม่เข้าใจไม่ได้ก็
อ่านต่อ
ยังไม่เข้าใจอะไรนักแต่ทั้งใจผิดว่ามีอำนาจพิเศษมีอะไรประหลาดอีกอันนึงซ่อนแสงอยู่เป็นตัวเป็นตนบันดาลอย่างนั้นยังเป็นไสยศาสตร์อย่างนั้นยังเป็นไสยศาสตร์ถ้าพูดได้มันตรงมันวางก็รู้ล่ะรู้รูปร่างของจิตเบาๆจิตเราว่างจิตเราสบายไปได้หรือแม้ที่สุดอย่าว่าแต่จิตเลย ปล่อยให้รูปกายของเราหรือว่าทุกข์ที่มันก่อเกิดออกมาเป็นกายิกกระทุ่มเป็นสภาพเก็บสภาพปวดก็หายไปด้วยใจก็เบาว่างด้วยอยากจะยกตัวอย่างเมื่อวานนี้บางทีเหมือนเราจะต้องป่วยเราปวดถึงกระดูกปวดถึงเนื้อถึงหนังปวดถึงอะไรต่ออะไรก็ตามแต่เจ็บอยู่แต่ที่จริงมันเหตุมาจากจิตไม่ได้เป็นเพราะโรคของกายแต่เป็นเพราะโลกมันมาแต่จิตที่จิตเราวางจิตเราปล่อยซะแล้วจิตเราไม่ยึดไปถึงจิตจริงๆแล้วก็หายปวดหายเจ็บได้เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ด้วยซ้ำไปเดี๋ยวนี้เป็นเดี๋ยวนี้เลยหายเดี๋ยวนี้ถึงแม้อาจจะนานๆ ยังค่อยยังชั่วแล้วก็ค่อยๆหายไปค่อยๆเบาบางไปก็ได้อย่างนั้นก็เป็นเรื่องของจิตโรคเกิดจากจิตเป็นจิตเป็นรากเหง้าจิตเป็นมูลฐานจิตเป็นสมุทัยง่ายเออถ้าอย่างนี้แล้วมันก็เป็นเรื่องของจิตของเราเองที่เราบ้าเองเราหลงเองเราเป็นไปเองเมื่อเราปล่อย 10 วัน 10 ของเราเองเราก็เลิกสิ่งนั้นเองมันก็คลายไปเองไม่ได้หมายความว่ามีอะไรมาเป็นอำนาจมีอะไรมาบันดาลไม่ใช่แต่ถ้าใครเข้าใจผิดนึกว่าเราเป็นอย่างนี้ได้ทายอย่างนี้ได้ทำอย่างนี้ได้เพราะมีอำนาจอะไรอันนึงมาช่วยมาแฝงแล้วก็อย่างนั้นเรียกว่าไสยศาสตร์ เทวดายังงมงายยังนึกว่ามีอาตมันมีพระเจ้าหรือมีเทวะหรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีผีสางมีวิญญาณมีจิตมีพลังประหลาดอะไรก็แล้วแต่มันโดนบันดาลมาช่วยให้ทำให้เป็นไปอย่างนั้นเรียกว่าเรายังไม่รู้แจ้งแทงทะลุหรือว่าเรายังฝากจะฝากไว้กับอำนาจพิเศษอื่นไม่เกิดอัตตาหิอัตโนนาโถยังไม่เป็นตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตนหรือตนนั่นแหละทำเองเป็นเองมันไม่รู้ทะลุอย่างนั้นเพราะอันนี้ต้องให้พยายามเข้าใจให้ดีพระศาสนาพระพุทธเจ้านั้นไม่มีแม้แต่อาตมันอะไร ล้างอัตราสิ้นเปลื้องจนเป็นใหญ่เป็นนี่แหละเป็นผู้ที่เป็นรากเหง้าโดยเฉพาะจิตของตนเพราะฉะนั้นแม้แต่รูปรูปกายข้างนอกบางทีจิตของเรานี่ลากให้รูปกายของเราเป็นอะไรต่างๆนานาเจ็บปวดหรือไม่หายเจ็บหายปวดให้รูปมันเป็นจะเป็นปวดหรือเป็นเรื่องเป็นราวอะไรก็ได้และสุดท้ายเมื่อรถที่จิตจิตก็สามารถที่จะดึงรูปกายนั้นได้กลับคืนสู่สภาพปกติอีกก็ได้หรือแม้ที่สุดถ้าจิตมีกำลังจิตเราเองนี่แหละจิตเรามีกำลังจิตเรามีอำนาจแรงพอโรคภัยไข้เจ็บหรือว่าเรื่องอะไร ที่เป็นเกิดแต่ข้างนอกเป็นเพราะเชื้อเป็นเพราะเหตุปัจจัยข้างนอกกำลังจิตยังอาจสามารถที่จะบำบัดหรือทำลายหรือมีฤทธิ์มีแรงปราบไอ้สิ่งข้างนอกที่มาจากข้างนอกไม่แพ้พ่ายให้ละลายให้สูญหายหรือว่าให้หมดสิ้นไปได้อีกก็ยังได้นั่นเป็นความสามารถพิเศษสูงขึ้นไปอีกเป็นได้เหมือนกันนะแต่อย่างนั้นไม่ใช่ไสยศาสตร์ถ้าทำได้จริงก็เป็นอภิญญาเป็นความเก่งเก่งโดยรู้ด้วยไม่ใช่เก่งด้วยนึกว่าเป็นอำนาจอะไรต่ออะไรจริงๆกับเรานั่นแหละไม่มีอะไรอื่นหรอกในโลกเราทั้งสิ้นตัวเรานี่แหละหาเราจะมี App กินยาหรือว่าเราจะเป็นยังไงมันจะต้องเข้าใจมันจะ รู้จริงไม่มีอื่นศาสนาพุทธจึงไม่มีเทวะไม่มีพระเจ้าไม่มีฤทธิ์เดชไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อื่นนอกจากเราเราเองเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เองไม่มีอะไรแฝงอยู่ในตัวเรามีแต่ความสามารถแห่งตัวเราเองด้วยกายและจิตเขารักเองเท่านั้นคนอื่นเลยตกลงเงินไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์มันแยกกันตรงที่เห็นแม่เห็นชัดล้างอัดล้างอัดกับมันหรือล้างอัตราแท้ๆเรื่องสิ้นไม่เหลือจากที่ว่านี้ และเราจะอยู่เราจะไปเราจะทำอะไรเราจะมีอะไรเราทั้งนั้นเพราะแม้เราเองเรายังไม่รู้เราเข้าใจแล้วล่ะว่าไอ้นี่เลิกไปได้เพราะเราเองปฏิบัติอย่างนี้คิดอย่างนี้ทำอย่างนี้แล้วก็ระวังใจแต่เราจับรายละเอียดมันไม่ได้เราไม่รู้ตัวเองมันเหตุผลอะไรมันจับจิตตรงไหนยังไงปล่อยจิตยังไงปล่อยวางไงเราไม่รู้แต่มันปลดปล่อยไปได้หายไปได้ว่างไปได้ก็เรียกว่าเรายังไม่พ้นวิกฤตอิจฉาฉะนั้นเองจะสงสัยกลางแข็งไม่รู้รายละเอียดอันนี้เท่านั้นแหละแต่ไม่ใช่ว่าเราหายไปได้ว่าไม่ได้ไปไม่ได้เพราะมีอำนาจนั้นมาช่วยอำนาจนี้มาช่วยหรือมีไอ้โน่นไอ้นี่มาเกื้อกูลอยู่ในโดยเฉพาะเรื่องของจิต พิจิตรคนนั้นมาบันดาลจิตคนนี้มาบันดาลอะไรไม่ใช่แต่เราไม่รู้เหตุผลมันเท่านั้นแหละเรียกว่ายังไม่พ้นวิกฤตอิจฉาภาพบอกว่าอย่างนี้เราก็ปล่อยไว้ก่อนก็ได้ยังไม่พ้นวิกฤตอิจฉาค่อยกล่าวใหม่เรื่องพิจารณาใหม่หรือว่ามันเกิดใหม่คอยจับดูใหม่อ่านใหม่ก็ได้แล้วก็จะรู้จะพ้นวิจารณ์เป็นที่สุดในคราวต่อไปแต่ไม่ได้หมายความว่าเราฝากหรือว่าเราหลงเชื่อว่ามีอำนาจลึกลับมีอะไรมันเป็นบันดาลมีอะไรพิเศษซึ่งเป็นอะไรฝากฟ้าฝากดินฝากพลังงานจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฝากแฝงไอ้นนท์ไอ้นี่ไว้ไม่มีเราไม่มีเพราะฉะนั้นทางโลกเขาจะเรียกผี ช้างเรียกเท้านั่นตรงนี้เรียกอะไรอะไรต่างๆนานาก็ไม่มีปัญหาสำหรับผู้แทนทะลุแล้วจะเลือกตั้งชื่อตั้งเสียงกันมาโดยลัทธิใดๆโดยสารใดๆก็จะตั้งว่าพระเจ้าเรียกว่ากอดลมเรียกว่านารายณ์เรียกว่าศิวะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่เขาจะเรียกอะไรก็ตามแต่เราก็รู้ว่าเป็นสมมุติเป็นสิ่งสร้างขึ้นสมมติขึ้นเท่านั้นเองสำหรับผู้ยังไม่รู้แท้แล้วก็ให้นิยามให้ความ หายไปว่าพระเจ้าหรืออำนาจเด็ดเดี่ยวสูงสุดนั้นมีอำนาจอย่างนั้นหรือมีอำนาจแตกแขนงออกแบ่งไปแม้แต่พระเจ้าเขาก็เถียงกันว่าผู้เชื่อพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นอย่างอื่นไม่มีอีกมีแต่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นเขาเชื่อแต่พระเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นที่พวกลัทธิหนึ่งของศาสนาศาสนาทำคลิปเขาก็มีอีกหมู่นึงก็แยกไปว่าเขาไม่เชื่อพระเจ้ามีพระเจ้าแต่ว่าพระเจ้าก็ยังมีองค์ขยายมีพระบิดามีพระบุตรมีพระจิตวิญญาณแบ่งออกเป็น 3 เขาก็พยายาม ก็ไม่ประหลาดอะไรเลยสำหรับเราชาวพุทธเรารู้เขาจะขยายออกมาเป็นปลงใจรักหรือเป็นตรีมูรติเรียกว่าตรีมูรติก็ได้พระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบวชพระบวชก็คืออันหนึ่งอันเดียวกันเขาก็เจ็บแต่ขยายลักษณะออกมาถ้าคนยังรู้ไม่ได้ถ้าบอกว่าเรานี่แหละคือพระบิดาเรานี่แหละคือพระเจ้าแท้คนมันไม่ยอมรับเขาจากพระเจ้ายังไงกินข้าวเหมือนกันกับเราเดินย่องๆอยู่บนโลกเหมือนกันมันจะมาเคารพนับถือมันจะไม่ใหญ่กันได้ยังไงเพราะพระเจ้าเป็นอำนาจใหญ่เหลือเกินที่งบประมาณว่าไม่ใช่คนถ้าเป็นคนเขาไม่นับถือก็ต้องเรียกว่าพระบิดาเรียกว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ให้เขาคิดเอาเองสำหรับคนพื้นขนาดนี้ปัญญาขนาดนี้เขาไม่รับจริงๆเมื่อไม่รักเขาไม่เกิดประโยชน์กับเขาเขาเรียกว่าความผิด สำหรับคนฉลาดแล้วบอกว่าพระบิดาก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่เราเป็นพระบุตรก็อันเดียวกันนั่นแหละคุณครูเขาก็บอกอ๋ออันเดียวกันก็หมายถึงเราอันเดียวกันเพราะบทความเดียวกันเราเป็นอย่างไรพระบิดาก็เป็นอย่างไรพระบิดาสั่งอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้นมีพระบิดาสั่งอย่างไรพระบิดาอยู่ที่ไหนพระบิดาก็อยู่ที่จิตจิตเราจิตเรานี่แหละฝั่งเราถ้าคนเข้าใจถึงความเชื่อมโยงเหล่านี้หมดมันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกทั้งหมดพระบิดาพระจิตท่านเดียวกันหมดแต่แยกสมมุติเพื่อคนที่ยังติดสมมุติช่วยคนที่ติดสมมุติไม่เช่นนั้นเขาไม่เอาเขาไม่เอาจริงๆเขาไม่ นับถือพระเจ้าอะไรมันเดินย่องๆเป็นคนเขาไม่เชื่อและยิ่งพระจิตหรือว่าพระวิญญาณเราถือว่าสิ่งที่ละเอียดลึกลับลึกซึ้งดูยากนั้นเป็นพระวิญญาณมาเพื่อจิตและก็จริงในตัวคนก็มีพระจิตหรือว่าตัวจิตตัววิญญาณเพราะเราเรียนรู้พระจิตพระวิญญาณแล้วหรือว่ารู้จิตวิญญาณอันแทนทะลุหมดสิ้นแล้วก็มีปัญหาอะไรอำนาจอะไรในโลกก็มีพลังงานในโลกก็มีเราก็ไม่ได้ว่าพลังงานอะไรในโลกไม่มีแต่เรานี่แหละทำอะไรของเราตามพลังงานในตัวเราจะจิตของเราอะไรก็จะทำมาแรงมาไม่แรงแล้วก็รู้ปัญญาก็มีปัญญาที่จะเป็นไปกับมันทุกอย่าง ป้าจะอธิบายแบบทางศาสนาคริสต์เขาซึ่งเขามีอยู่สองฝ่ายฝ่ายหนึ่งถือว่าพระเจ้าเท่านั้นองค์เดียวไม่มีอื่นอีกอย่างอื่นเขาไม่นับถืออย่างอื่นเขาไม่แบ่งไม่แยกก็ถือเป็นพระเจ้าเป็นองค์สมมุติโดนทั้งนั้นเลยอย่ามาอธิบายเพราะจิตพระบุตรอะไรก็ไม่เชื่อพูดถึงนับถือพระเจ้าแบบนั้นก็มีผู้ที่นับถือพระเจ้าแบบฉลาดแยกแยะออกมาแล้วแบ่งเป็น 3 องค์เป็นองศามีพระบิดาพระบุตรพระจิตก็มีอย่างนี้เขาก็แยกกันหรือแม้แต่ในศาสนาทางด้านตะวันออกแต่เดินมามีพระเจ้าองค์เดียวจะเรียกพระเจ้าลูกเรื่องอะไรก็ตามแต่เขาจนกระทั่งมาเรียกว่าเป็นพระพรหมจนกระทั่งแตกมาเป็นพระนาร พระศิวะแล้วก็เป็นตรีมูรติ 3 อย่างนี้เป็นตรีมูรติเป็นองศาช่วยเหลือกันพระพรหมถือว่าเป็นองค์กรพระสิวลีถือว่าเป็นผู้สร้างพระนารายณ์ถือว่าเป็นผู้ปราบมีลักษณะปราบมีลักษณะทำลายทำลายสิ่งไม่ดีปราบมารปราบยุคเข็ญพระศิวะก็เป็นผู้สร้างผู้ก่อในสิ่งที่ถูกต้องในสิ่งที่ดีงามส่วนพระพรหมแล้วก็เป็นผู้ประมาณลงให้เข้าให้เป็นกลางถ้าเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาเป็นผู้ที่ทำให้เป็นกลางอันไหนแรงไปจัดไปก็พยายามเรียกกล่อมพยายามประณีประนอมให้ลงตัว เรียกว่าพระพรหมเป็นลักษณะอธิบายถึงสภาพธรรมอธิบายถึงลักษณะแห่งความที่ควรจะเป็นไปถ้าเราเข้าใจถึงความหมายเข้าใจถึงสภาพของมันแล้วเรียบร้อยจะเรียกสิว่านารายณ์จะเรียกผมจะเรียกอะไรตราอะไรชื่อต่างๆที่เรียกย่อยลงไปอีกเป็นลูกพระพรหมเป็นลูกพระเป็นรูปพระนารายณ์เป็นรูปอะไรต่ออะไรออกไปอีกตั้งเท่าไหร่มันก็ไม่แปลกหรอกไม่แปลกจะตั้งน้ำตั้งชื่อเรียกอะไรขึ้นมาอีกก็ไม่แปลกเรารู้แต่ว่าสิ่งสิ่งนั้นเป็นสภาพอย่างนั้นอาการกิริยาหรือการกระทำอย่างนั้นเป็นอย่างนั้นแล้วเราก็ทำอย่างนั้นให้ได้ก็แล้วกันมันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ใช่เรื่องยากเรื่อง อะไรที่จะรู้แต่ถ้าจิตใครยังยึดมั่นถือมั่นอยู่มันเป็นตัวตนเป็นอัตภาพว่าพระพรหมก็มีตัวตนจริงพระศิวะก็มีตัวตนจริงพระนารายณ์ก็มีตัวเต็มตัวตนจริงเทวะใดๆมีตัวตนจริงก็ยังเป็นไสยศาสตร์ยังไม่รู้ซึ่งซึ่งอัตราทั้งหลายแหล่อัตตาหรืออัตภาพสภาพพวกนี้เราจะมาเรียนรู้กันในด้านของผู้ที่สูงขึ้นมาก็จะไม่รู้ยิ่งกูโง่เง่าไม่รู้เรื่องเลยฝากให้เขาเกาะยึดเกาะยึดอยู่ก็ยังๆเกาะยึดไปกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์สิ่งที่เป็นอาตมาก็ต้องมีอาตมาอยู่สิ่งที่จะต้องให้เขาก็อัตราก็ต้องให้เกาะอยู่สำหรับคนที่ยังชั้นตามให้เขาก็อัตราต่างๆพวกนี้ก็เกาะไป จะไปสอนให้เขาทำลายอัตตาเป็นอนัตตาไปหมดเลยนั่นน่ะเอาแต่ปากพูดปากพูดได้เพราะการสอนคนก็ต้องสอนมีระดับผู้ใดมีปัญญามีความเป็นจริงแม้กระทั่งเขายึดกามารมณ์เป็นอัตราก็ต้องคบกันทำลายกามารมณ์เขายึดอบายมุขเป็นอัตราเป็นจิตที่ยังเสพติดจึงเป็นอำนาจที่เขาจะต้องอยู่ใต้ใต้เบื้องบาทของอำนาจอันนั้นอำนาจหรืออารมณ์วันนั้นเขาหลงว่าอันนั้นเป็นความสุขเป็นความแสวงหาแต่สภาพจิตที่เขาจะต้องได้รับแล้วเขาก็แพ้แพ้อำนาจนั้นแพ้สิ่งที่แข็งแรงนั้นคือจิตตัวเองไปกิเลสนั่นแหละแล้วกิเลสนั้นมันสามารถบังคับให้เราไปสู่ เลิกมาก็ไม่ได้อยู่เหนือมันก็ไม่ได้แล้วก็อำนาจจิตที่เราพ่ายแพ้มันนั่นแหละไปพ่ายแพ้กามารมณ์ให้เราไปตกอยู่เป็นทาสตามอารมณ์จิตของเราพ่ายแพ้โลกก็ทำอำนาจของโลกธรรมสามารถบังคับเราได้เราต้องเป็นทาสมันอยู่เราก็ต้องพยายามให้รู้แล้วก็ทำลายอัตตาหรือจิตที่มันไปตกเป็นทาสเหล่านั้นให้ได้จึงเรียกว่าเนื้อโลเนื้อโลกสบายเนื้อโรคกล้ามเนื้อโลกจะทำแล้วก็มาจริงๆแต่ถ้ากลุ่มใดก็ยังเป็นไปตามขั้นตอนเขาอาศัยจิตที่มันจะต้องมีสิ่งเหล่านี้เกื้อกูลเลี้ยงชีพก็อยู่เราก็จะต้องอนุโลมให้เขา อัตราเหล่านั้นให้เขาเข้าใจอัตราเหล่านั้นแล้วก็ทำลายลงไปทีละขั้นทีละรายละเอียดขึ้นอัตราที่ละเอียดก็ให้เขาเกาะเป็นอาศัยพวกแกก่อนอัตราหยาบหยาบให้เขาทำลายอัตตาหยาบๆเพราะฉะนั้นตาหรือว่าไม่เป็นตัวตนนี่มันไม่ใช่ภาษาพูดลอยๆไม่ใช่ไม่มีเขตขั้นไม่ใช่ว่าไม่มีสูงต่ำไม่มีจุดต่ำกลางสูงไม่มีหยาบกลางละเอียดไม่ใช่มีอะไรก็ไล่ขึ้นมาจนที่สุดมาติดอัตภาพหรือจิตต่างๆหรือความลึกลับต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไสยะล้วนแล้วแต่อัตราดูแลแต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอารมณ์เป็นสภาพที่มันไม่ใช่ตัวใช่ตนประกอบเป็นรูปลูกโลกนี้ไม่มีในรูปโลกโลกหายากมันเป็นอารมณ์ของจิตที่เราไปยึดเป็นอุปทาน เป็นเทวะศาสนาเทวนิยมจึงมีอยู่มีมานานแล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังยึดศาสนาเทวนิยมกันอยู่และเทวะก็ต้องอาศัยเทวาก็ต้องอาศัยให้ผู้อื่นเขาผู้ทำลายเทวะสิ้นแล้วไม่มีเทวะแล้วก็ไม่กลับไม่ไม่มีปัญหาเข้าใจเทวะคือจิตที่เขาเกาะยึดติดที่จะพาขึ้นสู่สูงเป็นตามลำดับตามลำดับแล้วเราก็จะต้องค่อยๆให้เขาทำลายเทวะหรืออะไรก็ทำลายอุปทานอันนี้ไปเรื่อยๆตามขั้นตอนสุดท้ายไม่มีเท สุดท้ายไม่มีพระเจ้าไม่มีกอดมีแต่อัตตาหิอัตโนนาโถกออีหน้าโถสียาตนเป็นที่พึ่งของตนนอกจากตนแล้วจะพึ่งใครได้ตนเป็นที่พึ่งของตนเพราะฉะนั้นอย่าไปหวังพึ่งคนอื่นให้มากเราหวังพึ่งคนอื่นเมื่อหวังแล้วเราได้จากเขาแล้วได้ความรู้และได้ความจริงแล้วเราก็มาพึ่งความจริงซึ่งสิ่งที่เรารู้ชัดที่เราจะจบกันที่นั่นเองไม่มีอื่นถือว่าเป็นผู้ที่ตนเป็นที่สุดเมื่อเราพึ่งตนได้ด้วยปัญญาเท่านี้ด้วยความจริงคือจิตของเราเท่านี้ จิตและสามารถวางปล่อยวิมุตรู้ความเป็นจริงว่าเราพึ่งไปด้วยปัจจัย 4 และการดำเนินชีวิตไปตามธรรมดาเรามีความสามารถในการที่จะกระจายภูมิกระจายธรรมะหรือกระจายประโยชน์อะไรแก่โลกก็ไปแล้วก็กระจายไปเลี้ยงชีวิตไปด้วยตนตามภูมิของเราส่วนเราจะฉลาดมากเราจะรู้ลึกซึ้งมันมีขีดขั้นพระพุทธเจ้าถือว่ารู้ลึกซึ้งสูงสุดเรายังมีอะไรที่จะเรียนหรือที่จะรู้ต่อไปมากมายอีกซึ่งเรารู้ว่าที่หลักฐานมีพระพุทธเจ้าท่านรู้อะไรอีกเยอะแล้วท่านทำได้เก่งเยอะเรายังทำไม่ได้เรายังรู้ไม่ถึงกลางๆไม่ออกมีอยู่ เราก็เข้าใจหรือแม้ผู้อื่นที่เขารู้ยิ่งกว่าเราเป็นระดับสูงกว่าอยู่วิมุตนั้นได้เหมือนกันแหละแต่ว่าถึงอรหันต์ด้วยกันแล้วเราสบายแล้วเรามีความเป็นอยู่เราเลี้ยงตนได้สบายโดยไม่ต้องไปที่ได้หลงลาภยศสรรเสริญแล้วก็ทำลายกามารมณ์อะไรหมดแม้แต่อัตราและก็ทำลายได้เราไม่ติดในอัตภาพต่างๆไม่มีอะไรเหนือก็ติดต่อเราจะปล่อยจะวางจะสูญหมดวุ่นวายไม่ต้องยุ่งก็ได้เราก็ทำได้ทุกทีทุกครั้งไปแต่ตัวสูงหรือตัววิมุตตัวนี้มันเหมือนกันหมดแล้วพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระอรหันต์เจ้าองค์ไหนเหมือนกันหมดแต่ ภูมิปัญญาความสามารถนั้นไม่เท่ากันและสัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าท่านมีสัพพัญญุตญาณมีความเก่งมีตถาคตญาณมีทศพลญาณมีอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะซึ่งสามารถแม้แต่ที่สุดการกระทำกริยากายวาสนาบารมีต่างๆท่านก็มีอะไรงามพร้อมกว่าเราทำได้บริบูรณ์กับเราอีกเยอะแยะที่เราต้องเรียนอยู่เราก็รู้ว่าดีมีอีกเยอะแยะแต่เรายังทำไม่ได้เราก็ยอมรับยอมรู้หรือพูดที่เหนือกว่าเราบางคนบางคนยังไม่เก่งเท่าเราหรอกบางคนอาจจะยังไม่เป็นอรหันต์แต่เราเป็นอรหันต์แล้ว แต่บางสิ่งของบางคนบางคนที่ไม่ใช่อรหันต์นั้นน่ะเราสิยังทำไม่ได้ไม่ว่าด้านกายไม่เท่าไม่ว่าด้านวจีบางคนก็ทำได้ดีกว่าเรางามกว่าเราแต่เราสิยังเลวอยู่ยังทำไม่เรียบร้อยยังทำไม่ดีงามก็เป็นได้เพราะงั้นในสิ่งที่ผู้นั้นยังเป็นประโยชน์แก่เราอยู่เราดูได้เห็นเป็นตัวอย่างอ่าเห็นตัวอย่างเห็นอะไรต่ออะไรได้แต่เราเองเรายังไม่ได้เราก็ต้องรู้ว่าเรายังไม่ได้เรายังไม่ดีเหมือนเขาดีเรายังบอกกล้องอยู่คนเราเองเราจะเอาอะไรจากเขาแล้วก็รู้ เอาจากเขาเราพยายามได้รับประโยชน์จากเขามันก็เป็นครูเป็นอาจารย์ซ้ำซ้อนกันอยู่อย่างนี้ได้และส่วนใหญ่ส่วนมากอะไรหลายๆอย่างเรามีดีกับเขามากมายสูงเป็นอรหันต์ด้วยซ้ำไปทำลึกซึ้งไปจนกระทั่งถึงตัวจิตจิตวางจิตปล่อยจิตทำได้มีวิมุตสบายไม่มีทุกข์แล้วแต่ในบางสิ่งบางอย่างในสมุดต่างๆเราทำไม่ได้เราก็จะต้องรู้ว่าเรายังไม่ได้แล้วเราจะเรียนรู้เพื่อทำได้เพื่อเป็นได้ดังนั้นเขาก็เป็นครูเราซ้ำซ้อนไปกลับไปย้อนมาละเอียดละอออย่างนี้เพราะทุกอย่างก็เกิดเป็นประโยชน์แก่กัน ปั่นทั้งสิ้นกำลังจะไปจะได้ดูถูกไอ้โน่นไอ้นี่อะไรต่ออะไรนั้นไม่ควรเราจะต้องรู้ว่ามันมีการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไปได้ดีกันแล้วได้ประโยชน์อะไรเราให้แก่เขาได้ก็เป็นดีแล้วล่ะเราจะเอาประโยชน์กับคนอื่นเราก็ต้องรู้ว่าเราจะได้ประโยชน์จากคนอื่นอย่างนั้นอย่างนั้นอาทิตย์นี้พบกับเข้ามาถึงกระบะทำต่างๆเขาก็ขอให้เราไตร่ตรองแล้วก็ทำให้ดีว่าเราก็ทำตามหรือว่าการประพฤติปฏิบัติเคร่งเคร่งต่างๆหรือเป็นองค์ประกอบในการที่จะมาฝึกเพียรจะเป็นการปลดข่าวเป็นการไม่พูดหยุดไม่พูดแต่ว่า อดข้าวแล้วเรียกกันว่ามัธยัสถ์ไม่พูดแล้วเรียกกันว่าพุทธังถึงแม้แต่จะอดนอนทะเลสักทีหรือจะจงกลมหัดเดินจาริกหรือจงกลมจรไฟไม่ขึ้นรถขึ้นเรือใช้ขาทั้งสองพวกเราให้มากเราจะไปจอดไปในที่ไกลแล้วก็จาริกหรือจงกลมอยู่เดินอยู่ในขอบเขตเป็นการเดินจาริกจะเดินไปจงกลมก็เดินจะเดินมีขอบเขตมีที่มีทางเดินมีที่กำหนดก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำเพื่อประโยชน์อื่นหรือแม้จะ อสัญญีจะอยู่สงบอะไรพวกนั้นที่เป็นตบะทำที่เราจะเอามาเพ่งถิ่นมาเคร่งครัดทำกับตัวเองอสัญญีเราก็เรียกว่าสภาพของการนั่งหลับตาบำเพ็ญอย่างหนึ่งจะนั่งหลับตาก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งหลับตาไปเอาฤทธิ์เอาเด็กอะไรอีกแล้วนั่งหลับตาก็ดีอยู่สงบโดยจะลืมตาหรือไม่หลับตาก็ตามแต่ว่าเราไปอยู่คนเดียวแล้วก็จะทำประโยชน์ในการอยู่สงบสงัดอันนั้นก็ไม่ใช่ว่าไปหลบนอนหรือว่าไปทำอะไรก็อยู่ในสภาพพวกนี้แหละถ้าจะไปอยู่สงบๆก็เพื่อที่จะอาศัยอยู่บ้างจง หรือทำอะไรส่วนตัวเพิ่งรู้ว่าเราจะทำนั้นเพื่อประโยชน์อะไรไม่ใช่สร้างอัตราเราไม่ใช่ไปทำขึ้นมาเพื่อไปสร้างอัตรานอกจากไม่สร้างอัตตาแล้วไม่ใช่ว่าจะเป็นศิลปะรถที่สักแต่ว่าเป็นศีลเป็นพรตแล้วก็ไม่ได้เรื่องอะไรทำแต่ศีลจะพบกันอยู่ไม่เกิดผลถึงจิตถึงใจไม่มีปัญญาเป็นที่สุดจึงเรียกว่าศีลปฏิบัติธรรม ให้เกิดการหน่อยคลายไม่เกิดการจบได้สักทีนึงไม่เกิดการจบได้สักทีดังนั้นกี่ปีกี่ชาติก็ถามซ้ำแซะอยู่อย่างนั้นน่ะไม่เกิดจบลงที่จิตถ้าจิตจบแล้วอาการนั้นอาจจะทำอยู่ก็ได้รูปแบบนั้นเราจะยืนยงอยู่ก็ได้เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นเรารู้แล้วว่าเราสบายแล้วล่ะแล้วทำอย่างนี้เราก็ทำเพื่อผู้อื่นจะมีประโยชน์ตนบ้านอย่างจงกลมเงี้ยคือการออกกำลังกายหรือจารึกเป็นการออกกำลังกายหรือเป็นสร้างเป็นการสร้างอิทธิพลบางอย่างก็เป็นประโยชน์ตนบ้างและก็เป็นจารีตเป็นรูปแบบเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นด้วยให้เขาเห็นรูปให้เขาเห็นวิธีเขาเห็นแบบ ยางจะทำอย่างนี้เป็นอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้สอนเขาไปในทีก็ได้ไม่เป็นไรเราพ้นได้แล้วใจของเราไม่ต้องทำก็ได้ใจของเราเรารู้ผลของมันอย่างดีแล้วแล้วเมื่อใจผู้ใดถึงปัญญารู้ผลถึงคราวควรจะทำก็ทำเขาจะทำจริงๆเราควรทำก็ทำไม่ถึงคราวต้องมีอันอื่นที่ดีกว่าเขาก็ทำอย่างอื่นต้องการจะอดอาหารถึงคราวผู้ที่อดอาหารเป็นแล้วและรู้แจ้งถึงการอดอาหารเรียนรู้จนจุดดีแล้วเข้าใจสภาพแล้วความควรความพอดีอยู่แค่ไหนกินอาหารแถวนี้แหละพอประมาณนี้แหละพอดีแล้วก็อยู่กันตามมีตามได้ตามควรถึง ไม่ต้องอดก็ไม่ต้องอดอะไรก็กินไปอย่างนั้นตามธรรมดาก็เป็นไปไม่ประหลาดอะไรหรือแม้ที่สุดจะพูดจะไม่พูดถึงแม้จะเป็นเรื่องของการพูดการไม่พูดจะหยุดพูดในบางคราวตั้งใจตั้งกฎตั้งศีลของเราหรือว่าเราจะตั้งใจว่าเราจะไม่พูดแต่บางครั้งบางคราวเพื่อประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ท่านก็ทำแล้วท่านจะพูดแล้วปกติเป็นธรรมดาไม่ได้คิดว่าจะหยุดอะไรก็ได้สำหรับผู้รู้แล้วว่าไม่พูดหรือจะสำรวมสังวรระวังจิตของตัวเองเป็นควบคุมการพูดหรือควบคุมวจีกรรมได้แล้วอย่างดีไม่เสียหายอะไรหรือว่ารู้เข้าใจแล้วว่าจิตนี่แหละมันสั่งวจีจิตนี่แหละ [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ดูข่าวจะนั่งผมเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่างเป็นการสอนเป็นการทำตัวทำอะไรให้ผู้อื่นเป็นประโยชน์ต่อไปจะทำก็ทำให้ตลาดอะไรเลยเกื้อกูลเป็นอนุชนอย่างที่พระกัสสปะท่านว่าที่ทำนี่ต้องทำเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังแล้วท่านก็ไม่ทุกข์แล้วคนนั้นเขาไม่ทุกข์เพราะเป็นไปได้โดยง่ายไปได้โดยไม่ลำบากเป็นไปได้โดยไม่ยากสุขภาพร่างกายก็ไม่เสียจิตใจเขาก็ไม่มีเกิดกระทบเกิดเดือดร้อนอะไรทำได้เป็นตัวอย่างกับผู้อื่นเป็นของยากไม่ใช่เป็นของง่ายแต่เขาทำแล้วได้โดยง่ายถ้าทำได้โดยง่ายแล้ว มันอาจจะมีฝืนอยู่บ้างเล็กน้อยแต่มันก็ไม่ยากอะไรก็ต้องเจตนาแล้วก็จงใจหรือพยายามบ้างก็ทำได้แต่เขาก็เพื่อจะทำเป็นประโยชน์กับผู้อื่นก็เป็นเมตตาเหลือไม่เมตตาเป็นกรุณาหรือแล้วเป็นบุญคุณของคุณนั้นอีกตามไปด้วยเจตนาอยู่ก็ทำเพื่อคนนั้นคนนี้อย่างนั้นอย่างนี้และเป็นสิ่งที่เป็นศีลดำเนินศีลนั้นเป็นหลักเกณฑ์นั้นเป็นเพราะเป็นบทเป็นพิธีการปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนั้นเป็นตัวอย่างให้แก่เขาซึ่งเราก็ยอมรับกันรู้กันแล้วก็จะส่งผลจริงๆก็ไม่ใช่ของเสียหายอะไรตอนนั้นเราก็มีแล้วก็เป็นฝ่ายผู้ใดจะเอื้อเฟื้ออะไรก็ทำแล้วก็จะต้องทำปฏิบัติให้ได้ประโยชน์อย่าไปยึดรถ ไปแล้วเราเกิดอำนาจตลาดไปหลงใหลเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์เป็นไอ้โน่นไอ้นี่อะไรต่างๆนานาอยู่อย่างนั้นเรียกว่าเรายังไม่รู้เหตุผลต้นปลายของมันจริงทะลุรอบแล้วเราก็เลยไปยึดถือไปนึกว่ามันมีของอะไรแข็งๆของอำนาจอะไรลึกลับโดยเฉพาะไปเป็นตัวตนไปเป็นเจ้าเป็นเทพเป็นพรหมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอำนาจอะไรที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขาอะไรอยู่มันไม่มีหรอกมันก็มีแต่สภาพนั้นจริงโดยอำนาจมันก็มีอำนาจครับแปลว่าอำนาจนั้นมันทำงานตามหน้าที่ของมันแล้วก็ทำจริงแต่มันไม่มีสัตว์ตัวตนบุคคลไม่กินข้าวเราก็ลองดูกันบ้าง แล้วก็พยายามดูว่าความหิวความอยากเป็นกิเลสถ้าเราเองและใจโหยหาอาวรณ์มากไปมันก็เป็นทุกข์ถ้าเราไม่กินร่างกายมันก็สูบผอมลงถ้าเรามีกิเลสมากมีใจฟุ้งซ่านเยอะมีอะไรต่ออะไรหรือว่าทำงานเยอะมันก็หิวไวมันโหยไม่ใช่หิวมันโหยมันโรยแรงแรงมันอ่อนล้าลงก็จริงถ้าเราไม่ไม่ทำงานอะไรไม่จ่ายพลังทางกายและจิตก็ไม่คิดอะไรฟุ้งซ่านมากอยู่สงบระงับแล้วเราก็ไม่กินข้าวไปวันนึง 2 วัน 3 วันแล้วก็ดูสังเกตจิตที่ดีมันก็ไม่มีอะไรถ้ากินแล้วหิวก็รู้ว่าจิตเราหิวแต่กำลังมันอ่อนมันก็รู้มันอ่อนลงถ้าเกิดว่าไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากคิดไปฟุ้งซ่านมากไม่รู้จักกายก็ไม่ได้ออกแรงออกแรงอะไรมากคือไม่ได้หลายวันแล้ว แรงก็ยังมีพอสมควรแต่ถ้าเราเกิดฟุ้งซ่านมากถ้ากำลังกายก็ไปออกมากแรงมันก็หมดไปต้องเติมแคลอรี่ได้เติมอาหารก็จริงถ้าไม่เติมมันก็โหยเมื่อยล้าซูบซีดลงไปก็จริงถ้าเราสงบอยู่ได้นะมันไม่อยู่ด้วยนานๆหลายวันก็ได้ถ้าผู้ใดที่สงบใจได้มากเอามาแบ่งให้ทำกายให้กายทำงานวันๆนึงอดข้าวไปวันสองวันสามวันก็ทำงานหลายวันด้วยบางคนไม่ออกทางกายกายก็ไม่ธรรมดา พลังงานโอ้ยโรยแรงลงไปเลยสูบฉีดลงไปเห็นชัดๆเลยทั้งๆที่ไม่ออกแรงทางกายเลยแต่ทั้ง 70 ฟุ้งซ่านจิตเกิดปฏิกิริยาจิตทำลายแคลอรี่จิตใจพลังงานออกก็หมดได้แล้วก็ทำให้ตัวเองนี่ส่งเสียงลงเห็นชัดๆได้ไวอย่างนี้ก็เป็นจริงเพราะงั้นเราไปกดข้าวเราก็เรียนรู้จริงๆแล้วก็รู้ปฏิกิริยาของจิตของเรารู้ปฏิกิริยาของกายของเราแล้วเราก็ทำให้มันพอดีต้องอ่านรู้ความหิวความโหยความอยากในจิตที่ได้ก็จิตมันไม่มีอย่างมันไม่มีเยอะอะไรหรอกคิดไม่ได้มีอยากมีหิวอะไรที่ไม่ใช่กิเลสมันเป็นหลงเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive