สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มรณสัญญาที่เข้าถึงอมตะและนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มรณสัญญาที่เข้าถึงอมตะและนิพพาน พ่อครูว่า… _มีผู้เขียนมา จากคนรักชีวิต โควิด มาสัญญาก่อนสายัณห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณะสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการมารักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่ใส่เข้าไปมันก็งอ ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก มรณสัญญาเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามี ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว มรณะสัญญาอันเจริญแล้ว หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด (จาก สัญญาสูตรที่ 2 ล.23 ข้อ 46) กราบนิมนต์อธิบายเพิ่มเติมสองข้อขอรับ 1 มรณะสัญญาอันเราเจริญแล้ว 2 ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว ภาวนาหมายความว่าการเกิดผล ภาวนาไม่ใช่การท่องบ่น ไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาสะกดจิต แต่ภาวนาหมายถึงการเกิดผล พ่อครูว่า...จิตวิญญาณที่ได้อบรมมรณสัญญา จะเข้าใจถึงอิทัปจยตา ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ปฏิกูลคือของไม่น่ารัก ของน่าเกลียด เหมือนอุจจาระของน่าทิ้ง ถ้าตายแล้วไม่มีความรู้ที่จะทำการปรินิพพานเป็นปริโยสาน มันก็เป็นปฏิกูล
พ่อครูว่า..พวกเราปฏิบัติธรรมศึกษาพวกนี้มาด้วยแต่เรายังไม่ได้เน้นตรงนี้ ตรงที่ความตาย เรื่องความตายอาตมายังไม่ได้พูดมากเท่าไหร่ไม่ได้เน้นชัดเจนเท่าไหร่ ไปพูดถึงเรื่องเวทนาเยอะ อธิบายสัญญา เอาสัญญา 10 มาอธิบายเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ขยายความมากเลย นี่ มรณะ เรื่องของการ บอกว่ามรณะสัญญาอันเราเจริญแล้วหมายความว่าเรามีความรู้ เรามีความเข้าใจ สรุปจริงๆก็คือเราบรรลุธรรม มรณสัญญา การเรียนรู้การกำหนดรู้ความตายที่เจริญแล้ว มันรู้มันเข้าใจมันบรรลุธรรมว่าความตายคือความตาย มันเกิดเกือบตายตายตายตายเกิดๆแล้วก็มาลงตาย แล้วแม้แต่ที่สุดศาสนาพุทธ
อ่านต่อ
ก็สอนเรื่องตายให้มันเป็นที่สุดเลย ตายจนกระทั่งปรินิพพานเป็นปริโยสานแยกธาตุอัตภาพของตัวเองหรือวิญญาณของตัวเองหายสูญไปเลย ธาตุนั้นแตกแยกเป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยไม่จับตัวมาเป็นชีวะไม่แม้แต่พืช จิตวิญญาณของเราเป็นจิตวิทยาเข้าใจความรู้เข้าใจเรื่องของธาตุที่มันปรุงแต่งกันอยู่ ศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์สุดยอดลึกซึ้งมาก สามารถรู้จักพลังงานทางจิตที่เป็นธาตุระดับที่ปรุงแต่งระดับจิต จิตนิยาม อย่างของสัตว์โลกหรือมนุษย์เป็นจิตนิยม มีคุณสมบัติมีสมรรถนะสูง หรืออีกระดับหนึ่งคือพืช นี่คือความตรัสรู้ของนักวิทยาศาสตร์เองคือพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธาตุที่ปรุงแต่งกัน วิทยาศาสตร์ทั้งโลกเพียงรู้หมายถึงในการแยกธาตุ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วสามารถทำให้จิตวิญาณมีสภาพเป็น พีชะได้ อุตุธาตุได้ จนจิตวิญญาณของตัวเองที่แตกหายสูญไปรอจนพระเจ้าบอกว่าเอาวิญญาณของเราไปไหน ของพุทธพระเจ้าไม่เกี่ยว สอนให้ทุกคนกบฏต่อพระเจ้าเลย จิตวิญญาณของใครของมันทำให้จิตวิญญาณตัวเองสลายสูญไปเลย ไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าจะมากำหนดให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไม่ใช่ พิสูจน์เลยว่าจิตวิญญาณของแต่ละคนไม่ใช่ของพระเจ้า จิตวิญญาณของแต่ละคนเป็นของเจ้าของ แล้วสามารถที่จะรู้จิตวิญญาณจนทำให้จิตวิญญาณนี้เลิกเป็นจิตวิญญาณได้เลย สลาย เป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย เป็นการตายถึงขั้นสูงสุดในศาสนาพุทธ ทำลายอาตมันหรืออัตภาพ อัตตาของตัวเองได้เลยไม่เหลือเลย พระเจ้าเลยบอกว่า เอาวิญญาณของเราไปได้ยังไง วิญญาณของทุกคนพระเจ้าเป็นเจ้าของหมด แต่ว่าศาสนาพุทธนี้บอกว่าอย่ามาขี้ตู่ พระเจ้าอย่ามาขี้ตู่ วิญญาณของเราก็เป็นของเราไม่ใช่ของท่าน เรามีสิทธิ์อิสระเสรีภาพและ วิญญาณของเราที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้จะดีจะชั่วจะเจริญเติบโตตกต่ำ เราเองไม่ให้พระเจ้ามาบันดาลเรา อย่ามาทำเป็นเก่งมาสั่งเราให้ชั่วหรือดี อาตมาเคยวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องพระเจ้า พระเจ้าปรารถนาดีต่อมนุษย์แล้วทำไมต้องปล่อยให้ทำชั่ว พระเจ้าทำได้ทุกอย่างแล้วทำไมต้องปล่อยให้มนุษย์ทำชั่ว พระเจ้าปรารถนาดีต่อมนุษย์ทุกคน แล้วทำไมต้องปล่อยให้ทำชั่ว แล้วมีอะไรที่อยู่เหนือกว่าพระเจ้า ก็คือซาตาน พระเจ้าไม่รู้จักซาตาน ซาตานเป็นคู่แข่งของพระเจ้าที่สำคัญ แล้วซาตานดูเหมือนจะทำสำเร็จผลมากกว่าพระเจ้า ยิ่งในยุคนี้แล้วซาตานทำสำเร็จกว่าเอาคนไปเป็นนายทุน เอาคนไปขี้โกงเป็นนักการเมืองเป็นนักธุรกิจก็ขี้โกงเอาเปรียบเอารัด พระเจ้าเป็นผู้ที่ให้สุจริตไม่ขี้โกงมีเจตนาดีทั้งนั้น แต่ว่าสู้ซาตานไม่ได้ ซาตานเอาคนไปเป็นคนหน้าเลือดออกทำร้ายกัน เย้ยหยันพระเจ้าใหญ่ สรุปแล้วพระเจ้าไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรมันอยู่ที่ตัวเรา เราจะเลวร้ายจะมีจิตใจโหดเหี้ยมจะมีความขี้โลภหน้าเลือด หรือจะเป็นคนเสียสละเป็นคนที่ไม่เอาเปรียบเอารัดใคร เป็นคนที่มีประโยชน์เกื้อกูลโลกเกื้อกูลมนุษย์สัตว์โลกทั้งหลายแหล่อยู่ ก็อยู่ที่เราทำตัวเองศึกษาแล้วเราก็ทำตัวเองให้เป็นคนเช่นนั้น พิสูจน์ยืนยันได้ และเป็นที่สุด ศาสนาพุทธนี้ ตายเป็นที่สุด 1. กิเลสตายไม่เกิดอีก แต่ว่าอัตภาพยังหมุนเวียนเกิดอยู่เป็นโพธิสัตว์เกิดอีกกี่ชาติๆก็ได้ กิเลสตายแล้วไม่เกิดอย่างเช่นอาตมา เกิดมาชาตินี้ก็ไม่มีกิเลสอีกแล้ว นี่คือตายไปชั้นหนึ่งแล้ว กิเลสตายไม่เกิดอีกในอัตภาพในชีวิตของคนผู้นี้ 2. ตายอย่างชนิดที่เลิกไปเลย แยกธาตุ ตายเป็นครั้งสุดท้าย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน กายเภทาปรัมมรณา หลังจากตายกายแตกไปก็ไม่เหลือคราบที่จะจับตัวไม่แตก พีชะก็ไม่มี จิตนิยามก็ไม่มี เป็นผลแห่งการปฏิบัติให้ถึงที่ภาวนา ภาวนาเป็นผลแห่งการปฏิบัติได้ถึงที่แล้ว ก็จะเป็นอย่างที่อาตมาพูด อาตมาพูดผลของตัวเองที่ถึงที่แล้วที่อธิบายนี้ไม่ใช่เอาตำรามาเปิดอ่านให้ฟังแต่เอาจากของตัวเองที่เป็นอย่างนี้แล้ว ผลแห่งการภาวนาของเราถึงที่แล้ว นี่เป็นอานิสงส์ที่มากเป็นผลมาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด อาตมาได้ขยายความถึงมูลสูตร 10 ตั้งแต่ข้อ 1 จนกระทั่งถึงข้อสุดท้ายให้ฟังหน่อย จะเข้าใจถึงการหยั่งลงสู่อมตะ
มูลสูตร 10 1.มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) คือความยินดีความต้องการความประสงค์ความปรารถนาว่าอันนี้ดีนะ นำจิตใจเรา ไม่มีใครบังคับคุณหรอก 2.มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3.มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4.มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) สุ 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
สำคัญเลยฉันทะเป็นข้อต้น เป็นมูลกา ถ้าคุณไม่มีฉันทะจะปฏิบัติธรรมเท่าไหร่ก็ไม่เกิดผลถึงที่สุดได้ มันต้องฝืนต้องทนไปก็ไม่ได้เรื่อง หากมีฉันทะมีความยินดีมีความรักมีความปรารถนา มีมนสิการเป็นแดนเกิด ตัวนี้ก็สำคัญ สำคัญยิ่งๆ มนสิการ แปลว่าการทำใจในใจแต่เขาไม่ค่อยจะอธิบายกัน ไปแปลว่า โยนิโส มันคือการแปลว่าการทำใจในใจเป็นหลักแต่เขาไปหลงในความรู้ โยนิโส เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจให้ละเอียดลออถ่องแท้ ให้แยบคายคุณจะทำใจในใจถ้าไม่ละเอียดแยบคายถ่องแท้นั้นก็จะทำใจในใจผิด มนสิการจะทำใจในใจได้นี้ จึงเป็นผู้ที่จะแก้ไขการปฏิบัติธรรมหรือการปฏิบัติชีวิต คุณจะต้องมนสิการให้เป็น ทำใจในใจเป็นและต้องทำให้โยนิโสมนสิการด้วยให้ถ่องแท้ให้ถูกต้อง ให้ลงไปถึงที่เกิดเหตุจึงเรียกว่า แดนเกิด ที่เกิด ที่เกิดตรงไหนก็ตรงที่ หทยรูป ตรงที่จิตของคุณจะต้องแก้ต้องปรับปรุงตรงนั้น มันมีอะไรตรงนั้นจะต้องแก้ แก้อะไร คือแก้กิเลส จิตจริงๆมันอนัตตา มันไม่เป็นตัวตนหรอก ผู้บรรลุอนัตตาแล้วผู้ที่หมดกิเลสแล้ว หากไม่ตั้งจิตต่อจะตายอย่าง สุญญตานิพาน อนิมิตนิพาน อปนิหิตนิพพานก็สูญเลย ไม่มีตัวตนหรอก คนจะทำได้ต้องทำกิเลสให้ดับไป ทำได้แล้วก็ไม่มีตัวตน ตายอย่างนิพพาน 3 คุณก็สูญเลยแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติแล้วทำปรินิพพานได้ ก็จะรู้ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิดอยู่ที่การมนสิการแดนเกิดอยู่ตรงนี้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่อาตมายังตั้งอปณิหิตะ จะเป็นโพธิสัตว์ต่อไปเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ ยังไม่ท้อแท้ แม้ว่ามันจะเหนื่อยยาก ก็จะเอาน่ะ ผัสสะ เป็นเหตุ สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกอย่างที่จะเกิด คุณจะเกิดความเจริญในจิตเกิดการบรรลุธรรม จะเกิดการก้าวหน้าในการบรรลุธรรม คุณจะต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย คุณไปนั่งหลับตาไม่มีผัสสะเป็นสมุทัยก็เข้าป่าไปเลย เรียกว่าสุญโญเลย มันไม่เกิดประโยชน์อะไร อาตมาก็พูดให้ชัดเจนและแรงเหมือนทิ่มแทงด้วยหอก นี่ดีนะ ไม่เทศน์เช้ากลางวันเย็น เพราะฉะนั้นในการทำใจในใจเป็นมีผัสสะเป็นเหตุ ถ้าไม่มีผัสสะก็สุญโย ไม่เกิดการบรรลุผลอะไรในศาสนาพุทธ จะต้องลืมตามีสัมผัสที่ 6 ทวาร สู่แดนธรรมเพื่อนๆว่าอย่างไร สู่แดนธรรมว่า...เขาก็ยังเขื่อของเขาอยู่เข้าใจแบบนั้นเขาอยู่เขาให้ผมหาที่สัปปายะให้เขาด้วย พ่อครูว่า...เข้าป่าบักนัดสิ มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ปฏิบัติแล้วมีผัสสะเป็นเหตุให้ปฏิบัติในการเกิดเวทนา แล้วเวทนา เป็นที่ประชุมลง เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงปฏิบัติกันที่เวทนาในเวทนา ทำ 2 ให้เป็น 1 จะต้องเรียนรู้ เทฺว ธมฺมา เรียนรู้ธรรมะสอง เข้าใจเทวะให้ได้ เทวะแปลว่าสอง ศาสนาเทวนิยมไม่ได้ตีแตกคำว่าเทวะที่แปลว่า 2 มีรูปนามในกาย แล้วแยกแยะรูปนามเรียนรู้วิญญาณเข้าใจให้หมดแตกวิญญาณไป เรียนรู้เจตสิกต่างๆโดยเฉพาะไปที่เวทนาเจตสิกและรู้จุดสำคัญตรงที่ว่า จะตายเหรือเกิด จะสุขหรือทุกข์ดับความสุขดับความทุกข์ทำลายอัตภาพอยู่ที่เวทนานี้ทั้งนั้น ประชุมลงตรงนี้ ผู้ใดที่ทำได้ตรงนี้เสร็จเรียบร้อยก็จะสั่งสมลงเป็นสมาธิเป็นประมุข เป็นนายใหญ่ เป็นหัวหน้า ทำได้สำเร็จเป็นฌานเป็นสมาธิก็ตรงนี้จบที่สมาธิ จากนั้นคือการขยายความเสริม มีสติเป็นอำนาจใหญ่มีปัญญาอยู่เหนือมีวิมุติเป็นผลสำเร็จเป็นสาระแก่นสารได้สำเร็จ คนคนนี้ หยั่งลงสู่อมตะ ผลของภาวนาเราถึงที่แล้วก็เป็นอมตบุคคล คือ ผู้ที่จะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ สั่งเกิดสั่งตายได้ในตัวเอง สั่งสูญเหลือหรือไม่สูญก็ได้ สุดท้ายก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะสูญเลยหรือเหลือก็ตามทำได้ นี่คือมูลสูตร 10 ตามที่อาตมามีภูมิมาขยายความ630322_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มรณสัญญาที่เข้าถึงอมตะและนิพพาน