สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความเร็วของการเกิดดับของเจตสิก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความเร็วของการเกิดดับของเจตสิก _สู่แดนธรรม คุณฟ้าใสว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเกิดขณะเดียว กัน น่าจะเข้าใจผิด พ่อครูช่วยแก้ไขด้วยครับ พ่อครูว่า...จริงๆแล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใครไปบอกว่าเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันเร็วมาก แสดงว่าคุณแยกแยะไม่ออก เวทนาเจตสิกก็อย่างหนึ่ง เวทนาคือความรู้สึก ส่วนสัญญานั้นเป็นอาการของจิตที่กําหนดหมาย รู้อย่างนั้นน่ะรู้อย่างนี้กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นตัวทำงานที่จะไปรู้ความรู้สึกอีกทีหนึ่งด้วยซ้ำ ทำสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ความรู้สึกส่วนสังขารนั้นเป็นตัวปรุงแต่งกัน เป็นธาตุจิตเจตสิกต่างๆ มันปรุงอยู่ตั้งแต่ 2 หน่วยเป็นต้นไปเป็น 3 หน่วย 4 หน่วย 5 หน่วยสิบหน่วยล้านหน่วยเป็นการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร วิญญาณเป็นคำรวมของทั้งรูป บอกนะว่าวิญญาณไม่มีรูปเป็นวิญญาณสัมภเวสี พระพุทธเจ้าไม่เอา ซึ่งเขาเข้าใจอย่างนั้นเยอะอย่างนี้ก็มีเยอะแบบนั้นในศาสนาพุทธวิญญาณไม่มีรูปวิญญาณไม่มีกาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดๆว่า กายนี้เรียกว่าจิตมโนวิญญาณ แยกกันไม่ได้ มีพวกเรานี่แหละเรียน ที่อื่นเขาไม่รู้คำว่ากาย ขออภัยแม้แต่สมเด็จพุทธโฆษาจารย์อาตมาก็อ่านของท่าน ท่านก็ไม่ได้ชัดเจนว่ากายนี้คือสภาพของชนิดหนึ่งและต้องเน้นนามธรรมมากกว่ารูปด้วย ก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งที่ท่านเขียนไว้ ว่าเข้าใจ อาตมาก็มั่นใจว่าท่านเข้าใจกายอย่างหนึ่งไม่ตรงกับอาตมา ท่านน่าจะเข้าใจว่ากายคือรูปภายนอกอย่างเดียว หากแยกกายออกเป็นแค่รูปอย่างเดียวปฏิบัติธรรมไปไม่รอดเลย กายนี้ต้องมีโผฏฐัพพะภายนอกแล้วต้องทำงานเป็น กายนี้จึงอยู่กับโลกกามภพ แล้วก็เรียนรู้กิเลสในกามภพเป็นเบื้องต้น เรียกว่ากามตัณหากามฉันทะให้หมด หมดกิเลสกามแล้วก็มีตาหูจมูกลิ้นกายเปิดอยู่ไม่ได้หลับ เหลือกิเลสภายใน
อ่านต่อ
เรียกว่าอนาคามี สัมผัสแล้วกิเลสกามไม่มีแล้วไม่ได้ไปดับหลับตาตรงไหน ศาสนาพุทธมีกายตลอดแต่เวลาดับกิเลสกามได้กายนั้นก็ไม่มีกาม กายนี้เป็นสภาพสอง สภาพรูปนามข้างนอกกับข้างใน กิเลสกามหมดแล้วเป็นอนาคามีก็อยู่เหนือกาม มีกายอันเป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกหล้า ถ้ามีคุณสมบัติเช่นนี้ก็มาทำงานประชาธิปไตยดีแม้แต่แค่ฐานพระโสดาบันก็จะเป็นนักประชาธิปไตยที่เป็นจริง แล้วก็ทำประชาธิปไตยได้ดีเพราะว่ามีอธิปไตยที่เหนือโลกไประดับหนึ่งแล้ว แล้วผู้ที่เป็นโสดาบันจริงๆก็จะมีความเป็น สัมโพธิปรายนะ โสดาบันเลยนิยตะเป็นต้นไป เข้ากระแสแล้ว อวินิปาตธรรมแล้ว เที่ยงเลย นิยตะจิตตั้งมั่น สัมโพธิปรายนะ ของจริงต้องไม่ตกต่ำ ถ้าตกต่ำก็ไม่ใช่ของจริงถ้าคุณรู้สึกว่าได้แล้วมันเสื่อมก็ไม่ใช่ของจริง มันเป็นของปลอมของปลอมก็จะมีเสื่อม ของแท้ก็จะไม่มีเสื่อมไปสู่ที่สูงที่สุด ในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่แหละรวมแล้วทั้งหมดของชีวิตทั้งชีวิตก็คือรูปนามขันธ์ 5 นี่แหละแล้วก็ต้องเรียนรู้ด้วยรูป 28 นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนาผัสสะ มนสิการแต่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่มีผัสสะ มนสิการก็ไม่มีการทำใจในใจก็ไม่เกิดเพราะจะไม่มีผัสสะเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีมโนสัญเจตนา เมื่อไม่มีมโนสัญเจตนาเป็นเจตนาไปในทางกามตัณหา เจตนาล้างกามตัณหา เหลือวิภวตัณหา กามโลกมีอยู่แต่เราเหนือกามโลกแล้ว ไม่ใช่กามโรคนะ อาตมาอธิบายโดยสภาวะ เอาพยัญชนะที่เขามี เป็น technical terms ก็เอามาอธิบายได้ อาตมาไม่ได้จบเปรียญ 9 ไม่ได้จบดร. ไม่ได้มีอลังการ คนไม่เชื่อถือ ไม่ได้แม้แต่นักธรรมจัตวาก็เลยเป็นอย่างนี้แต่ว่าอาตมาก็ยืนยันว่าอาตมามีความรู้ตั้งแต่ชาติเก่าก่อนรับมาจากพระพุทธเจ้ามาคนก็ฟังแล้วก็บอกว่าไม่มีใครรับรองมันก็เป็นจริงไม่มีใครรับรอง สู่แดนธรรมว่า...กรอ. กูรับรองเอง
พ่อครูว่า...ก็อย่าไปรวมกันมันต้องแยกกัน ทำความเข้าใจให้ได้ว่าเวทนาคืออะไรตั้งแต่รูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปจะเกิดมาถ้าเป็นอุตุธาตุมันมีวิญญาณธาตุร่วมด้วย มีธาตุจิตร่วมด้วยมันก็เป็นดินน้ำไฟลม เพราะเริ่มมีชีวิตมีชีวะเข้ามันก็มีธาตุรู้ที่เข้าไปกำหนดเป็นสัญญาสังขารเป็นพืช เป็นพืชที่มันไม่มีชีวิตอยู่เมื่อตัดออกมาแล้ว เช่นน้ำเต้า แตง ส้มโอ พวกนี้เป็นพืชเป็นชีวะ อาตมาก็แยกแยะขยายให้ฟังแล้วว่าอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามเป็นอย่างไร พืชเป็นธาตุรู้ที่ไม่มีกรรมครองไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ก็ยึดพอสมควรให้ตัวมันอยู่ได้ หากมันหาธาตุมาปรุงแต่งตัวเองไม่ได้ก็เสื่อมสลายไป หากเข้าใจว่าจิตใจของเราสามารถมนสิการ ทำจิตใจของเราให้เป็นอุตุธาตุได้ให้มีเวทนาเหมือนกับเป็นอุตุธาตุได้ ให้มีลักษณะเหมือนกับพีชธาตุได้ แล้วจิตเราก็เป็นจิตนิยามอยู่ดี แต่เราให้มันเป็นพีชะ เป็นอุตุ เมื่อเป็นอุตุได้ เมื่อเราจะไปสัมผัสกับอะไร เราก็ไม่เอามาเกี่ยวกับเรา มันก็เป็นอุตุธาตุของมันเป็นส่วนตัวของมันก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับมันแล้ว เราก็รู้ ดิน น้ำ ไฟ ลมต่างๆ เพชรนิลจินดาธนบัตรเอามาใช้ได้โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นหรือว่าเป็นพืชที่เราจะเอามาใช้ประโยชน์ ก็จะรู้จักของจริงทั้งหมดเลยในมหาจักรวาลในวัฏสงสารตั้งแต่เป็นธาตุดินน้ำไฟลมเป็นพืช โดยเราเป็นธาตุจิตที่เป็นจิตที่มีอุตตริมนุสสธรรม เป็นจิตชั้นสูงที่สามารถจะเข้าใจหมดแล้ว ก็ดูแลเอามาใช้ได้อย่างที่อยู่เหนือมันได้เลย อยู่เหนือสิ่งต่างๆทั้งวัตถุทั้งพืชทั้งสัตว์มนุษย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถที่จะอยู่เหนือ แม้แต่ที่สุด มนุษย์ทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้าอยู่เหนือมนุษย์ได้ ท่านก็สามารถที่จะบริหารมนุษย์ได้เลย แต่ท่านก็ไม่ไปอวดดีที่จะไปบริหาร ท่านใดที่จะมาให้ท่านบริหารท่านก็ทำได้ดีมาก อาตมาก็เหมือนกันอาตมาบริหารได้ให้อาตมาบริหารประเทศก็ทำได้ แต่ว่าอาตมาไม่ทำเพราะมันยากมันเยอะก็บริหารแค่นี้ ใครสมัครเป็นสมาชิกให้อาตมาบริหารก็มา ยังดีมีคนอย่างพวกคุณมา 630318_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแยกแยะวิจัยรายละเอียดของเจตสิก