630619 สักแต่ว่า รู้ความจริงตามความเป็นจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
630619 สักแต่ว่า รู้ความจริงตามความเป็นจริง
sms ….คุณวิทวัส กุลสิริ เมื่อเราเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็ตาม ได้กลิ่นก็ตาม ได้รสชาติก็ตาม ได้กายสัมผัสก็ตาม หรือว่าใจจะรู้สึกใดๆก็ตาม ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็ให้สักแต่ว่า ได้ยินได้กลิ่นได้รสชาติได้สัมผัสได้รู้สึกก็สักแต่ว่า เท่านี้ก็จบ ฉับพลันปัญญาเห็น ด้วยว่าสิ่งทั้งปวงนั้น “ไม่มีจริง เป็นสิ่งสมมุติ ที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น” สาธุ พ่อครู : ก็เป็นคำพูด คำตรัสที่จริงในเครื่องหมายคำพูดที่ว่า ได้กลิ่น ได้เห็น ได้ยิน ได้รส ได้อะสักแต่ว่าเห็น มันก็มีคำพูดที่จริง แต่ว่ามันมีพลความ มันมีเหตุปัจจัย มันมีบริบท มันมีองค์ประกอบของมัน ซึ่งจะต้องศึกษา ไม่ใช่ว่าไม่ใช่ว่าสักแต่ว่า คำว่าสักแต่ว่ามี 2 นัย นัยหนึ่งเป็นนัยยะแบบมักง่าย คือจิตอันธพาล อันธพาลแปลว่าโง่ หรือแปลว่ามืดทึบ มืดมนอนธการ เป็นคนโง่อยู่ในความมืด นั่นแบบสักแต่ว่ามักง่าย เราก็มีคนปฏิบัติอย่างนี้ ส่วนสักแต่ว่าจิตโลกุตระนั้น คือจิตพรหม ไม่ใช่ จิตอันธพาล เป็นจิตพรหม หรือจิตรู้ๆอยู่ภาวะทุกข์ หรือผู้มีทุกข์ ซึ่งเราเองเราก็สัมผัสสัมกันอยู่ ร่วมกับสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้มีทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ก็มีอยู่ เราก็สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งนั้นอยู่ แต่เราไม่ทุกข์ ไม่มีอาการของจิต แม้มีคนที่เขาทุกข์ เขาสัมพันธ์คนนั้นอยู่ แล้วเราก็ไม่ใจดำด้วย เราก็ช่วยผู้มีทุกข์นั้น จนบรรลุพ้นทุกข์ได้ กรณีมุทิตาจิต แล้วจึงวางจิตเป็นอุเบกขา พอวางแล้วก็คือหมดหน้าที่ สักแต่ว่าไปเลย เพราะงั้นการจะพบเขาอีก เขาก็พ้นทุกข์แล้ว หรือผู้ที่เขาอยู่ในทุกข์นั้น แล้วเราช่วยไม่ได้เลย เพราะว่าเรา ดูแล้วสัมผัสเกี่ยวข้องแล้ว อาการหนัก ถ้าไปช่วยก็อาจจะมีแต่วิบากร่วม ที่หนักหนาสาหัส กว่าเก่าอีก เราก็จำเป็นต้องปล่อยวาง ให้เป็นไปตามย
อ่านต่อ
ถากรรม หรือเป็นไปตามวิบากของเขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะงั้นถ้าสิ่งใดที่เราสัมผัสแล้ว เราก็หลุดพ้นจริง จิตสักแต่ว่า นี่มันปรมัตถธรรม ที่คนจะรู้เอง เป็นปรัปปัจจยาญาน เมสุว เอตุถ โหติ เป็นจิตที่มันเห็นอยู่รู้อยู่ในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยของสิ่งที่มีอยู่นี้ แล้วของคนอืนก็เป็นของคนอื่น ของเราก็เป็นของเรา จะมีญาณรู้ชัดเจนเลย แล้วเราก็รู้จบ รู้จริง รู้ชัดแล้วว่า มันมีความเหมาะควรอะไรแค่ไหน แล้วเราศึกษามา เราก็จะเห็นความจริงนั้น สิ่งที่จริงเป็นจุดจบ เป็นจุดบริบูรณ์ เราจะช่วยเขาได้ หรือช่วยเขาไม่ได้ มันจบตรงนี้เลย จริงๆเลย และมันจริงหรือไม่จริงอย่างไร แค่ไหน คุณจะรู้ได้ด้วยตน ไม่ต้องไปเชื่อใคร พระพุทธเจ้าจะบอกว่าไม่ต้องไปเชื่อใครเลย เราจะเชื่อความจริงนั้นอย่างสูงสุด พระอริยะมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย อปรัปปัจจยา ญานเมสุวเอตุถ โหติฯ อาตมาเกือบจะจำได้แล้วนะ เพียงเท่านี้แหละ กัจจานะ จึงชื่อเป็นผู้มีสัมมาทิฎฐิ
ถอดข้อความโดย อุทัย