การนั่งหลับตาเป็นศาสนาเทวนิยมอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

การนั่งหลับตาเป็นศาสนาเทวนิยมอย่างไร _จากคนบ้านนอกคอกนา : อิฉันตามฟังหลวงพ่อมาพักนึงพักใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้เกิดสงสัยขึ้นมาว่าที่หลวงพ่อพูดถึงศาสนาเทวนิยมนั้นมันเกี่ยวข้องกันยังไงกับการนั่งหลับตาล่ะเจ้าค่ะ ขอบคุณหลวงพ่อมากเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... เรื่องนี้ยาวแน่นอน การนั่งหลับตา นี่ หลับตาทำไม การนั่งหลับตา ของคนทั่วไปในโลกทั้งโลกเลย นั่งหลับตาชนิดหนึ่งที่ถือว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิ ภาษาไทยก็เอาคำว่า สมาธิของบาลี มาเรียกการนั่งหลับตาและเกิดสมาธิ สมาธิแปลเป็นไทยว่าจิตตั้งมั่น จิตมันแข็งแรงตามที่เขาต้องการ เขาจะมีสัญญามีทิฏฐิอย่างไรเขาต้องการอย่างนั้น อย่างที่ เขาเข้าใจว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นให้มันได้จิตอย่างนั้น 1. มีจิตนิ่ง 2. จิตมันรวมแน่น ทั้งนิ่งและก็รวมแน่น อะไรมากระทบกระแทกกระทุ้งอย่างไรมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ นิ่ง แน่น นาน ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย อะไรมากระทบกระแทกกระเทือนอย่างไร มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เขาหมายถึงอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นลักษณะของ สมถะ ฟังประเด็นนี้ให้ดีนะ แล้วจะชัดเจนเลย นี่คือสมาธิของคนทั่วไปทั้งโลกเรียกว่าพวกชาวเทวนิยม หรือ ชาวโลกียะทั้งหลายโลกๆ ธรรมดาคนสามัญในโลกเป็นโลกียะ ทีนี้ คำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์ของท่านคำว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต พยัญชนะนี้อยู่ใน เจโตปริยญาณ 16 แปลว่า จิตตั้งมั่นดังที่เขาหมายถึง อย่างเดียวกัน แต่ไม่ต้องไปหลับไม่ต้องไปสะกดจิตไม่รับรู้นิ่งแน่นนาน ไม่ใช่อย่างนั้น จิตเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นคือ จิตที่ไม่นิ่ง แต่คล่องแคล่ว ว่องไว ทั้งภายนอกภายในด้วย กายปาคุญญตา ทั้ง จิตตปาคุญญตา มีความแคล่วคล่อง ว่องไว ปราดเปรียวทั้งหมดเลย แต่ไอ้ที่นิ่งนั้นคือ กิเลสมันหายไปจากจิตเลย ตัวnewsance ตัวกวนไม่มีมาเลย จะเรียกว่าผีมารซา

อ่านต่อ

ตานก็แล้วแต่ คือ กลิ ตัวที่เป็นภัยเป็นโทษของจิต นี่คือนัยยะละเอียด จับตัวนี้ให้ได้ ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดมาก จนมันเกลี้ยง จิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อย่างตั้งมั่นแข็งแรงเที่ยงแท้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) หมายความว่าสะอาดชนิดที่เรียกว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ใช่ไปหยุดนิ่งแข็งเฉย ไม่ใช่ แต่คล่องแคล่วมีปัญญาเข้าร่วมอย่างสำคัญเลย แล้วรู้ดีรู้ชั่วรู้โลกียะ โลกุตระ ชัดเจนหมด แล้วทำให้สุดยอดของโลกียะ สุดยอดของโลกุตระ สุดยอดเบื้องต้นคืออรหันต์ โพธิสัตว์ระดับ 4 อย่างนี้เป็นต้น สูงกว่านั้นก็เจริญไปได้ จะต้องเกี่ยวข้องกับความกว้างของจิตที่แตกต่างของแต่ละคน คนคนหนึ่งก็มีแง่มีประเด็นเยอะด้วยและอีกหลายๆคนในโลกใบนี้นับไม่ถ้วนไม่มีวันจบง่ายๆ แต่ให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นผู้ใดทำให้มากที่สุด ผู้นั้นจบอภิภายตนะ 8 เป็น อภิภู ที่อาตมากำลังอธิบายถึงตรงนี้ จนครอบงำสถานะพวกนั้นได้ มีอิทธิพลเหนือสถานะด้วยความมี อภิภุยฺยะ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาศึกษาตามก็พอมีหลักฐาน อาตมามีสภาวะลึกซึ้งเหล่านั้น สภาวะที่ละเอียดลึกซึ้งนั้นจะละเอียดกว่าพยัญชนะที่ท่านว่ากันไว้ โดยเฉพาะที่แปลเป็นภาษาไทย ก็แปลไม่ถึง อาตมาว่ามาจากบาลีนั้นเข้าถึงมากกว่า เข้าถึงสภาวะมากกว่า เริ่มตั้งแต่ ก หมายถึงสภาวะอย่างไร ข หมายถึงสภาวะเอง ค ฆ ง มีสภาวะอย่างไร อาตมาเข้าใจสภาวะของพยัญชนะเหล่านี้ รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

สมาธินั่งหลับตาทำจิตให้นิ่ง โลกียะเขาเข้าใจว่าทำจิตให้ทื่อหยุดนิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับจิตของพระพุทธ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ทำให้จิตหยุดนิ่ง แต่เอาเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ออกไป ที่มันเป็นเหตุแห่งความไม่ดีพาให้ไม่รู้ ไม่พาให้ฉลาดเฉลียว ไม่พาให้เป็นอาริยะ พาไม่เข้าใจโลกุตระ นั่นแหละเอาจิตเหล่านั้นออก จนมันออกไปได้จริงด้วยว่าเนกขัมมะ ออกได้หมด ก็ได้จิตตัวที่มีประสิทธิภาพที่ไม่มีภาษาเรียกแล้ว เป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ ทั้งรู้ทั้งฉลาด ทั้งเป็นได้ในตัวเอง แล้วเป็นจิตประเสริฐ เป็นจิตยิ่งใหญ่ เป็นทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นทุกอย่างเลย เป็นทั้งพระพรหม เป็นทั้งพระโพธิสัตว์ เป็นทั้งผู้ปราบ ผู้ปราบบางทีก็แย่งกันระหว่างพระศิวะกับพระราม ท่านแย่งกันเป็นผู้ปราบ ผู้ที่เป็น กลางเรียกว่าพระพรหม ตรีมูรติมี พระศิวะ พระราม พระพรหม ก็แย่งกันไม่เป็นไร แย่งกันเพื่อที่จะช่วยมนุษย์ พระศิวะช่วยในลักษณะปราบ พระรามช่วยในลักษณะสร้างสรรค์ ส่วนพระพรหมก็เป็นกลาง สู่แดนธรรม... เขาไม่สามารถหลุดออกจากเทวนิยมหลับตาทำสมาธิ นึกถึงตอนเจ้าชายสิทธัตถะอยู่กับ อาฬารดาบส อุทกดาบส อย่างนั้นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... คำว่า สมาธิของเทวนิยม จะต้องสะกดจิตให้เป็นแท่งเป็นก้อน แน่นนิ่งหนึบหนับอยู่อย่างนั้นไม่กระดิกอะไร ไม่ออกมา ใครก็เข้าใจ แต่ของพระพุทธเจ้าไปเอาเหตุตัวผี ตัวซาตาน ตัวร้าย ตัวกลิ ที่ทำให้จิตไม่แคล่วคล่องว่องไว ไม่ปราดเปรียว มีอิสระเสรีภาพ มีประสิทธิภาพ มีความประเสริฐสูงส่งยิ่งใหญ่ ไอ้ตัวนี้แหละ ตัวกลิ หยาบ กลาง ละเอียด เรียกว่ากิเลสทั้งหลายแหล่ ที่เป็นตัวการ ของพระพุทธเจ้าจึงเรียนรู้เหตุ ดับเหตุแล้วทุกอย่างดับหมด เหลือแต่สิ่งที่ประเสริฐ ไม่ต้องไปกดไปข่ม ของพระพุทธเจ้านั้น Dynamic ของฤาษีเทวนิยมมัน Static สรุปเข้าหาวิทยาศาสตร์ 2 ตัวนี้ จบ เทวนิยมอีกฟากโลกียะ จะไปจบที่แค่ Static ของพระพุทธเจ้าเป็น Dynamic และมี Static ด้วย มี 2 อย่าง สู่แดนธรรม... ในศาสนาพุทธเมืองไทย เป้าหมายคนเก่งสุดยอดไปถึงแค่ อุทกดาบส อาฬารดาบส แต่พวกหลวงปู่หลวงพ่อในเมืองไทยที่ทำก็ยังไม่เก่งเท่าหรอก แต่แม้เก่งถึง เจ้าชายสิทธัตถะก็ยังเห็นว่าไม่ถูกทาง ยังติดในภพ การไม่ออกจากภพไปไหนได้ แบบนี้เรียกเป็นเทวนิยมใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ได้ เทวนิยมเป็นภาษารวม จิตจะสร้างพลังงานที่ตัวเองหยุดๆๆๆ ทำให้แน่ให้นิ่งได้ มันก็ได้ ความสามารถนั้นมันก็ทำได้ ตายแล้วก็เป็นอย่างนี้ นรกไม่รู้ไม่เห็นอะไร เหมือนพระพุทธเจ้าอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ จะช่วยได้อย่างไรกับ อาฬารดาบส อุทกดาบส เพราะตัวเองติดในความแข็งสร้างเกราะไม่ให้ใครเข้าไปช่วยได้เลย แข็งแน่นนานไกล หนีออกจากคนอื่นไม่ให้เกี่ยวข้อง ตัวเองก็ไปของตัวเองไม่รู้อยู่ไหน พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าฉิบหายแล้ว อันนี้ช่วยไม่ได้เลย ต้องปล่อยเขาไปตามวิบากเขาไปเอง ซึ่งมันเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งขนาดหนัก สรุปลง พวกนั่งหลับตาจะไปเก่งที่สุด อุทกดาบส หรือ อาฬารดาบส เท่านั้น เลิกได้แล้ว อย่าดันทุรังเลย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดแล้วพูดอีกก็เหมือน โจรที่พระราชาให้เอาไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็นก็ยังเฉย ใครจะแทงอย่างไร ท้วงติงอย่างไร ใครจะมาเตือนอย่างไร ก็ติดยึดของตนเองอยู่ ที่ติดยึดของตน ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลย ก็ตายๆๆ ซึ่ง อาตมาก็ได้แต่สงสาร ได้แต่พูด อาตมาพูดยิ่งกว่าหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็น (เสียงดัง น่าจะยางรถแตก) ก็น่าจะมีปฏิภาณเข้าใจ นั่งหลับตาสะกดจิต ให้มันแข็ง ให้มันนิ่ง ให้มันแน่น ให้มันนานแบบนั้น มันไม่ใช่ผลทำให้จิตเจริญ จิตประเสริฐ จิตมีคุณค่า จิตมีประโยชน์อะไรเลย มันทำให้ตัวเองทั้งร่างกายทั้งพฤติกรรม กิริยาต่างๆ หยุดแข็ง ยิ่งกว่าเป็นแท่งเป็นก้อนอะไรไป จิตก็หยุด วาจาก็หยุด กายกรรมก็หยุด หยุดให้นิ่งไปได้นาน ฝึกนั่งสมาธิไปเข้าสมาบัติ 7 วันเขาก็เรียกว่าเก่ง ตัวเลข 7 เป็นเลขที่เป็นพลังงานสูงสุดแล้ว นั่งให้มันเก่งนั่งได้ 7 วัน ออกมาแล้วโอ้โห ยอดสมาธิ มานั่งเลี้ยงกัน เอาอะไรมาเลี้ยงกันบอกว่าสุดยอดแล้ว เข้าสมาบัติเข้านิโรธ ก็ไปหลงความเลอะเทอะนอกเรื่องนอกราวอย่างนั้นกัน สู่แดนธรรม... พระปฏิบัติรุ่นใหม่จะบอกว่า วิปัสสนาขณะนั่งหลับตา เขาได้สมาธิแล้ววิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ได้ พ่อครูว่า... คำว่าพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ได้มันเป็นจินตนาการ ไตรลักษณ์คือ ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็ได้แต่ความคิด เขานั่งหลับตาก็ได้แต่สร้างความคิด อะไรมันเกิดมันเกิดอย่างไร เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป มันไม่จบหรอก สายเทวนิยม สายไม่รู้อนัตตตา ไม่รู้ปรินิพพานปริโยสานเขาจึงไม่จบ เทวนิยมสุดท้ายก็ไปอยู่กับพระเจ้า คำว่าตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้า เป็นคำตอบของความจำนน จำนนของเขาตายแล้วเสร็จไปอยู่กับพระเจ้าแล้วก็จบ พูดอะไรไม่ออก ต่ออะไรไม่ได้ ไม่รู้เรื่องอะไรต่อ เพราะฉะนั้นเมื่อตายแล้วจะต้องมาเกิดอีกเวียนวนตามกรรมวิบาก เขาไม่รู้จักกรรมวิบากเลย ตายแล้วก็แล้วแต่พระเจ้า แล้วแต่ว่าพระเจ้าจะให้ไปไหน นรก ก็มีภพมีชาติ สวรรค์ก็มีภพมีชาติ ผู้ที่สูงสุดคือ ตายไปแล้วอยู่กับพระพุทธเจ้าก็อยู่ในภพสวรรค์ สวรรค์ก็คือความสุข ถึงเรียกว่า พวกสุขนิยม สุขเที่ยง อะไรตีใส่ในสิ่งที่พอใจ เหมือนมหาบัวว่า พอใจๆ สิ่งที่พอใจเป็นสุขหมด มหาบัว ก็ไม่รู้ว่าที่ตัวเองพูดพอใจพอใจนั่นแหละ คือสุขนิยมที่นิรันดร นี่ตายแล้วคงไปอยู่กับพระเจ้าแล้วมหาบัวนี่ สุขนิยม คำว่า พระเจ้าเป็นภาษาเท่านั้น สภาวะเป็นอันเดียวกัน พระเจ้าอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ลึกลับจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าคืออะไร เทวนิยมไม่รู้จักพระเจ้าคืออะไร ที่จริงแล้วพระเจ้าก็คือตัวเอง คือจิตวิญญาณ แล้วก็ศึกษาจิตวิญญาณคืออะไรจนกระทั่งรู้การเกิดการดับของจิตวิญญาณและทำการเกิดการดับได้ ก่อนจะมาเรียนรู้ความดับ 641224_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 พาพ้น ขิฑฑาปโทสิกะและมโนปโทสิกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน