ยุคนี้สมาธิชาวอโศกเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
ยุคนี้สมาธิชาวอโศกเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 พ่อครูว่า... มีคนส่งมาให้อาตมายังไม่ได้อ่านเลย แต่ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอ่านแล้ว ก็ทำหมายเหตุไว้ ว่ามีพาดพิงถึงชาวอโศก 2-3 ที่ ก็เอาสิ่งที่พาดพิงมา หน้า 289 ....เคยรู้สึกกลัวชาวอโศก เราเคยรู้สึกกลัวชาวอโศกในสมัยที่เป็นนักศึกษา พอเข้าใกล้เพื่อนๆที่เป็นชาวอโศกแล้ว มีความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าเขาเสมอ เราไม่สะอาดเท่าเขา เพราะเขาทานอาหารมังสวิรัติเก่งกว่าเรา เขาทานมื้อเดียวหรือสองมื้อได้ เรายังทำไม่ได้ เขากล้าคิดที่จะไม่ยุ่งกับเมถุน อีกต่อไป เราไม่กล้าคิดเช่นนั้น จึงพลอยทำให้รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย และไม่ดีเท่าชาวอโศกอยู่ร่ำไป ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ทานอาหารมังสวิรัติ ยังทานอาหาร 2 มื้อบ้าง 3 มื้อบ้าง ยังใช้ชีวิตคู่อยู่ แต่ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยอีกแล้ว เพราะมีความถูกต้องอยู่ในตัวเองแล้ว ความถูกต้องในระดับสูงสุดคือพระนิพพาน ถึงแม้ว่าเราได้มีคุณสมบัติเหล่านี้ ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้วก็ตาม แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าความถูกต้องที่แท้จริงคืออะไร ความกล้าหาญนั้นจึงเจือปนไปด้วยความโง่เขลาอยู่บ้าง แต่ก็ยังทำด้วยเจตนาที่ดี เมื่อใจสามารถอิงกับความถูกต้องได้มากขึ้น การแสดงออกซึ่งความกล้าหาญทางจริยธรรมย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ความรู้อันเนื่องมากับความถูกต้อง อย่างสูงสุด ก็คือความรู้ในระดับพระนิพพานนั่นเอง (พ่อครูว่า... อาตมาก็เห็นด้วยว่า ความถูกต้องสูงสุดคือความรู้ในระดับพระนิพพาน) พระนิพพานคือความถูกต้องอันสูงสุด ฉะนั้นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นลำดับเหตุการณ์เด่น ๆ ที่ได้ประสบมาในชีวิต ซึ่งมีระดับความกล้าหาญในการแสดงออกถึงความถูกต้อง ที่แตกต่างกัน (พ่อครูว่า... คุณคนนี้ใช้คำว่าความถูกต้องที่แตกต่างกัน ) (พ่อครูว่า... ถ้าเอาแค่นี้อาต
อ่านต่อ
มาก็ตัดสินได้แล้วว่าคุณกำลังเล่นคารมแค่นั้นเอง เพราะความถูกต้องสูงสุดเป็นสัจจะมีหนึ่งเดียว นี่เป็นคำตรัส ของพระพุทธเจ้าด้วยและอาตมาก็เห็นจริงและเป็นจริงตามความถูกต้องสูงสุดมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง ถ้ามี 2 ยังไม่ใช่ความถูกต้องสูงสุด แต่นี่ คุณบอกว่าความถูกต้องที่แตกต่างกัน มันก็ใช้โวหารว่า ความถูกต้องที่แตกต่างกันมันก็ได้ มันหมายถึงนานาสังวาส ก็ต่างคนต่างเห็นต่างกัน คุณก็อย่างหนึ่งเราก็อย่างหนึ่ง มันก็ต่างคนต่างไป มันไม่ได้เห็นว่าความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันแต่นี่มัน 2 อย่างคุณก็อย่างหนึ่งเราก็ยัง อยู่แค่นี้ก็ไม่ต้องถกเถียงกัน คุณเห็นอย่างหนึ่งก็ทำไปเราเห็นอีกอย่างนึงก็ทำไป นี่ก็เป็นนัยยะสำคัญที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ อาตมาขยายอีกก็ได้ แต่มันเป็นการพักยกยังไม่จบสมบูรณ์ ถ้าจบสมบูรณ์ความถูกต้องต้องมีหนึ่งเดียวเหมือนกันหมดเลยเรียกว่านิพพาน คุณ คนนี้กำลังจะอธิบายนิพพาน แต่เขากำลังเล่นคารมให้คนหัวหมุนและสรุปว่า ความถูกต้องมีแตกต่างกัน ก็ได้ต่างคนต่างอยู่ แต่ต่างคนก็ต่างทำนะ อันนี้พระพุทธเจ้าก็สรุปว่า สรุปด้วยศัพท์คำว่านานาสังวาส คุณก็เห็นอย่างนึงเราก็เห็นอย่างนึง ก็ต่างคนต่างทำ ส่วนคนอื่นก็เลือกเอาเอง คุณฟังความทั้งสองฝ่าย คุณเห็นว่าฝ่ายไหนดี คุณก็เอาฝ่ายนั้น จบอีกเหมือนกัน ไม่ได้ไปบังคับ อิสระเสรีภาพ คุณเห็นฝ่ายไหนดีคุณก็เอาฝ่ายนั้น ก็จบอีก ก็จบต่างคนต่างเห็นที่ตัวเองชอบ สรุปแล้วก็คือไปที่ชอบที่ชอบเถอะ จบ
เมื่อถูกต้องที่แตกต่างกันจากน้อยไปหามาก ยิ่งมีความถูกต้องในตนเองมากขึ้นเท่าไหร่ (พ่อครูว่า... ใช้โวหารคำว่าถูกต้อง แต่ที่จริงมันยังไม่เป็นหนึ่งมันเป็นสอง) ความกล้าหาญที่จะแสดงออกถึงความถูกต้องนั้น ย่อมมีมากขึ้น ตามลำดับ (พ่อครูว่า... คุณคนนี้ก็สรุปอย่างโมเมไม่ใช่สรุปอย่างพระพุทธเจ้าสรุป ก็เป็นความสรุปของคุณศุภวรรณ ไม่ใช่ความสรุปของพระพุทธเจ้า หรือไม่สรุปอย่างอาตมา อาตมายัง เห็นแตกต่างกันกับคุณศุภวรรณ
คุณศุภวรรณว่า ต้องตกลงกับผู้อ่านให้ดีก่อน เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่จะเล่าต่อไปนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่กระทบถึงบุคคลที่ 3 ทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่คนอยู่ในเหตุการณ์หรือพัวพันกับเหตุการณ์เท่านั้น จึงจะรู้ว่าใครเป็นใคร ถึงแม้จะไม่มีการระบุชื่อก็ตาม คนที่ถูกระบุชื่อ คือคนที่เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ จนทุกคนก็รู้รู้กันอยู่ จึงไม่ได้เป็นปัญหา แม้จะเอ่ยชื่อก็ตาม การเขียนเรื่องราวต่อไปนี้ ขอให้รู้ว่าไม่ใช่ต้องการประจานใครทั้งสิ้น เป็นการแสดงออก ถึงความถูกต้องของตนเองที่มีต่อผู้อื่น เป็นการพูดไปตามเนื้อผ้าอย่างที่อธิบายแล้ว ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การพูดหรือการกระทำ สิ่งที่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นจริงในโลกสมมุติ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดบ้างกับคนทุกคนไม่มากก็น้อย นอกจากคนๆนั้นจะอยู่ป่าคนเดียว ไม่ยุ่งกับใครเลย ก็อีกเรื่องหนึ่ง และสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดกับเราแล้ว จนพาล ให้คนอื่นเกลียดเรา แม้อย่างนั้นก็ตามเรายังถนัดมองทุกคนและทุกอย่างเป็นอนิจจัง แม้คนที่เรามีปัญหาด้วยเหล่านี้ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาบางคนอาจจะดีขึ้นบางคนอาจจะเลวลง ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่แต่ละคนได้สร้างของตนเอง คนเหล่านั้นบางคนเราก็ไม่เคยได้พบปะอีกเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง จนไม่มีทางรู้ว่าเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือว่าเลวลง แต่ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คนอ่านไม่ควรสรุปอะไรง่ายๆ ไม่ควรรีบด่วนตัดสินง่ายๆว่า คนนั้นดีหรือคนนั้นไม่ดี คนบางคนเหล่านั้น เช่น ชาววัด โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้า ที่อ้างถึงเรื่องต่างๆต่อไปนี้ มาบัดนี้อาจจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าระดับหนึ่ง ระดับใดแล้วก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่เราเองก็ไม่รู้ หากไม่ได้สัมผัสบุคคลนั้นด้วยตนเอง ฉะนั้นจึงใคร่ขอร้องให้ผู้อ่านต้องวางใจเป็นกลางให้มากที่สุด นอกจากไม่รีบด่วนตัดสินคนเหล่านั้นแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บ โดยพยายามอยากรู้ว่าคนนั้นคนนี้พูดถึงใครมาจากไหนอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ปุถุชนเห็นเป็นเรื่องอร่อย จึงขอพูดเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำ ไม่จำเป็นเลย เพราะสิ่งที่พูดในสิ่งนี้ล้วนเป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นจริงอีกแล้ว อย่าลืมว่าทุกคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยเฉพาะความคิดความรู้สึกนั้นเปลี่ยนเร็วมาก ฉะนั้นจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาตัดสินสภาวะในปัจจุบันของเขาก็ไม่ได้ เพราะทุกคนย่อมทำสิ่งผิดพลาดได้เท่าเทียมกัน เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปเขาอาจจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและทำตนเองให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้นไม่ควรจะเอาเรื่องอดีตเหล่านี้มาตัดสินภาวะปัจจุบันของเขา ถ้าตัดสินหรือสรุปอะไรผิดๆแล้วจะเป็นบาปแก่ตนเอง จึงขอพูดอธิบายอย่างชัดเจนไว้ในที่นี้ก่อน ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องพูดเรื่องเหล่านี้เพราะต้องการให้คนอ่านรู้ว่า เราได้พาใจของเรา ฝ่าฟันเหตุการณ์และรอดออกมาได้อย่างไรโดยไม่ถูกเขี้ยวเล็บของโลกธรรมข่วนเอามากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนอาจสามารถเรียนรู้ได้ ไม่น้อย
นุ่งผ้าถุงพบถนอม หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไปพบสวนโมกข์ เริ่มปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น (พ่อครูว่า ฟังหางเสียงคำว่าปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นน่าจะไปนั่งสมาธิสมถะ ไม่ใช่สมาธิสมาหิโต แบบศาสนาพุทธ) ได้สังเกตเห็นว่ามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกถึงความคิดและการกระทำ (พ่อครูว่า คำว่าสมาธิของสวนโมกข์ก็เป็นนั่งสมาธิหลับตาสะกดจิตแบบ เดียรถีย์ ยังไม่ได้เป็นสมาธิ สมาหิโต แบบของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้เกิดจากอันนี้ อาตมาจะยังอธิบายขยายความเรื่องสมาธิ นี่เป็นคำกลางๆทั่วไปที่ใช้นะ หรือจิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นของสากลทั่วไปทั้งโลกเป็นเจโตสมาธิหรือสมถะ จิต ตั้งมั่นของศาสนาพุทธท่านก็อย่างหนึ่ง เป็นโลกุตระที่ไม่เหมือนใคร เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 โดยไล่เรียงตาม จิต เจโตปริยญาณ 16 มีหลักฐานพวกนี้ศึกษาให้ดีๆปฏิบัติจึงจะรู้สภาวะจริง เจโตปริยญาณ 16 คุณก็ปฏิบัติจริงมีลักษณะพวกนั้นมาตามนั้นเลย จนกระทั่งเป็นจิต สมาหิโตหรือสมาธิ เป็นวิมุติ อวิมุติ สุดท้ายที่สรุปจบ อุตตริมนุสสธรรมสูงสุด ที่เป็นอนุตตรังจิตตัง สุดท้ายคือสมาหิโต กับวิมุติ แวะมาถึง คุณศุภวรรณ พาดพิงถึงสมาธิของสวนโมกข์ อาตมาก็ขอพูดตรงนี้เลยว่า คำว่าสมาธิ ความเป็นสมาธิหรือจิตตั้งมั่น ทุกวันนี้ ที่เป็นของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 มีอยู่ในชาวอโศกนี้เท่านั้น สวนโมกข์ก็ไม่มี เถรสมาคมนั้นไม่ต้องพูดเลย ไม่มีเด็ดขาด ยังไม่มี สมาธิเป็นภาษากลางๆ แปลว่า จิตตั้งมั่น สมาธิที่เป็น สมาหิโต สมาหิตะ แบบของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติจากจรณะ 15 วิชชา 8 ยังไม่มี
จิตตั้งมั่นแบบจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นอย่างไร? จิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้านั้น คือจิตที่ได้ปฏิบัติรู้จักกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนถึงขั้นเรียกว่า อาสวะ อาสวะ สิ้นดับ อาสวะตาย กิเลสระดับอาสวะตาย ตายสนิท ตายไม่เกิดอีก แล้วจิตตายสนิท ตายไม่เกิดอีกนั่นแหละตกผลึก สั่งสมเป็น อเนญชา สร้างจิตสะอาดหมดอาสวะ แล้วจิตบริสุทธิ์จากกิเลสขั้นอาสวะนั่นแหละ ขั้นอาสวะ เป็นกิเลสขั้นปลายละเอียดสุดแล้ว หมดแล้วดับแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้วมาตกผลึกสะสมเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่เรียกว่า อุเบกขา 5 องค์ธรรม เพราะฉะนั้นจิตสะอาดหรือจิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าคือจิตตั้งมั่นจากกิเลส จิตสะอาดแล้วเอามาตกผลึกสะสม เลือกเอาแต่จิตสะอาดจากอาสวะมาสะสมตกผลึก ไม่ใช่ปุโลปุเลทำให้จิตแน่นเข้า จะสะอาดหรือยังก็ไม่รู้ก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปอย่างเดียว มันคนละโลกคนละเรื่อง จิตต่างกันไกลลิบคนละอย่างเลย จิตที่ได้แต่สะกดจิตลงไปไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดเลยในกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด แล้วทำให้กิเลสนั้นดับไปตามลำดับ หมดกิเลสหยาบก่อน ความหยาบของกิเลสหยาบ ไม่เกิดอีกยังเหลือแต่กิเลสชั้นกลางชั้นกลาง ก็มาดับกิเลสชั้นกลางอีกที่เรียกด้วยภาษาว่า รูปภพ จนดับรูปภพหมด เหลือปลายจริงๆ เรียกว่าอรูปภพ อรูปจิต ก็ดับกิเลสขั้น 3 ขั้นปลายอีกหมดจบ จึงเป็นจิตสะอาด แล้วจึงปฏิบัติด้วยกรรม จิตสะอาดตกผลึกเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จับตัวกันเป็นจิตตั้งมั่น มันต่างเวลาต่างกาละ ต่างลักษณะกัน ถ้าไม่เข้าใจความจริงที่เป็นจริงตามรายละเอียดที่อาตมาใช้ภาษาสาธยายสู่ฟัง แม้รู้คุณก็ยังไม่รู้ รู้รายละเอียดอย่างที่อาตมาสาธยาย แม้รู้ก็ยังไม่รู้รายละเอียดพวกนี้แล้วคุณจะไปทำได้อย่างไร ผู้ที่รู้รายละเอียดแล้วแบบยังทำไม่ง่ายเลย จะได้ และ ถ้าได้ ถูกต้องและได้จริงๆ มันก็เป็นลักษณะของ จิต ที่อาตมา กำลังสาธยายว่านี่แหละคือคุณลักษณะที่วิเศษของศาสนาพุทธ เป็นโลกุตระ ตรงกันไหม ถ้าคุณศุภวรรณ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ฟังอยู่ ไม่ใช่ตรงกันแต่คนละอย่างแตกต่างกัน ที่คุณพูด มันเป็นลักษณะนานาสังวาส มันหยุดพัก ไม่ต้องรบกัน ไม่ต้องเถียงกัน ต่างคนต่างๆกัน นานาสังวาส มันต่างกันแต่อยู่ร่วมกันให้ได้ ในโลกนี้มันมีต่างกันไม่เหมือนกันทีเดียว พระพุทธเจ้าท่านรู้เรื่องนี้ จึงเอาเรื่องนี้มา ก็ต่างกันทั้งนั้น แม้แต่เทวนิยม พวกหลับตา พวกที่ไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดอย่างสะอาดบริสุทธิ์ ทุกอย่างกระจ่างเปิด เขาต่างคนต่างทำ แต่เขาไม่ได้หยุดจริงหรอก สักวันหนึ่งกิเลสก็ขึ้น ก็ตีกันอยู่ไม่จบ แต่ในชั่วระยะที่เขาต่างคนต่างระงับ ต่างคนต่างอย่าทำกันเลยเป็นมิตรกันก่อน ประเดี๋ยวในอีกอนาคตมันไม่เป็นแล้วมันไม่เที่ยง มันก็ทะเลาะกันก็ตีกันไป เดี๋ยวก็ตกลงสัญญาสงบศึกกันก่อน สงบแล้วก็พัก อีกต่อไปในอนาคตก็รบกันใหม่ หรือในอีกต่อไปหลายรุ่นก็มาตีกันใหม่ มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นต้องหมดตัวตน หมดตัวตน เป็นภาษาพยัญชนะและมีสภาวะจริงๆเลย เป็น อนุปคัมมะ รู้สิ่งที่มี มีอะไร มีสิ่งที่มีกับไม่มี แล้วเราก็ไม่เข้าข้างมีกับไม่มี แต่ถ้าเรายังอยู่ เราก็จะเข้าข้างตามที่ควร ควรเข้าข้างไหนโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเข้าข้างไหน เอาตามเหตุการณ์ปัจจุบันและเหตุปัจจัย ขอพาดพิงไปถึงนายกฯตู่ นายกฯประยุทธ์ ขณะนี้นายกฯตู่กำลังวางตัวได้ดีมาก ไม่เป็นคนในพรรคไหน ทำแต่งานอย่างเดียวให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนให้ได้ แล้วนายกฯตู่ก็ทำอยู่ โดยที่มีพวกพลเอกประวิตร พลเอกป๊อก เป็นต้น ก็ไม่เป็นไร ก็ทำงานร่วมกัน เรื่องพลเอกป้อม ก็ว่าไป พลเอกป้อมก็มีหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคพปชร. สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ สนับสนุนก็สนับสนุน พรรคอื่นก็สนับสนุนอยู่ โดยไม่ต้องพยายามที่จะบอกว่า พรรคพปชร. แสดงตัวว่าฉันเป็นเส้นสายของประยุทธ์นะ แต่พรรคอื่นไม่ต้องพูดอย่างนั้น แต่เขาก็แสดงว่าเขาสนับสนุน ส่วนที่เขาไม่สนับสนุนไม่ใช่พปชร. เป็นพรรคอื่นใดๆเขาก็ไม่สนับสนุน มันก็มีเป็นธรรมชาติธรรมดา พลเอกประยุทธ์ก็เป็นตัวของตัวเอง ทำสิ่งที่เป็นงานเพื่อประชาชนให้ชัดเจนให้คมแม่นตรง ลึกละเอียด ทำไปเลย อาตมาเชื่อมั่นในคนไทยประชาชนคนไทยว่า มีแนวลึกของจิตพอ ที่จะรู้ความจริงขั้นโลกุตระ เพราะประเทศไทยเป็นโลกุตระแล้ว เป็นชมพูทวีปแล้ว ไม่ใช่เป็นด้วยภาษาที่อาตมาพูดเท่านั้น แต่เป็นโดยสัจจะความจริงมันเป็นมาแล้ว และในยุคกาลนี้ทั้งโลกมีเมืองไทยเป็นโลกุตรธรรม มีประชาธิปไตยเป้นโลกุตรธรรม ถ้าจะว่าแล้ว เป็นประเทศที่มีโลกุตรธรรมมากที่สุด เป็นโลกุตระธรรมทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง โลกุตรธรรมทางด้านสังคมศาสตร์ ประเทศไทยมี ตั้งแต่ผู้บริหารประเทศคือพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ 9 ขึ้นบริหารมา อาตมาว่าพระเจ้าอยู่หัวบริหารประเทศตั้งแต่ 2489 2489 ตอนนั้นอาตมาอายุ 12 ปี อายุ 13 อาตมาเรียนที่วัดกลางที่ อ.พิบูลฯ อายุ 14 มาเรียนที่อุบลฯ มาเรียน ม.5 ที่โรงเรียนอำนวยวิทยา แล้วมาเรียน ม.6 ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ก็เรียน ม.6 อยู่ 2 ปีจะได้มีเพื่อนมากขึ้น อาตมามีเพื่อน ม.6 ทั้ง 2 รุ่น มีเพื่อน ม.8 3 รุ่น อาตมาจึงมีเพื่อนมาก อาตมาจัดงานมิตติ้งเยอะมีเพื่อนหลายรุ่น ยังมีเพื่อนที่เพาะช่างอีก จัดมี้ตติ้งเก่งสมัยหนุ่มๆ 641227 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 22 ยุคนี้สมาธิชาวอโศกเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8