ชาติ 5 พาพ้น ขิฑฑาปโทสิกะและมโนปโทสิกะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข25 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ชาติ 5 พาพ้น ขิฑฑาปโทสิกะและมโนปโทสิกะ พ่อครูว่า... วันนี้ขอเปิดศักราชเกิดกันก่อน การเกิด พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 7 วิภังคสูตร [๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง ๑- เกิด ๒- เกิดจำเพาะ ๓- ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ 5 คำนี้เป็นการเกิด ที่มีวิชชา มีความรู้ มีปัญญา รู้จักการเกิดที่พระบาลีว่า ชาติ ผู้มีปฏิภาณปัญญารู้ว่าการเกิดทั้ง 5 นี้ต่างกันอย่างไร การเกิดชาติคืออย่างนี้ การเกิดแบบสัญชาติคืออย่างนี้ การเกิดโอกกันติ คืออย่างนี้ การเกิด นิพพัตติ คืออย่างนี้ การเกิด อภินิพพัตติ คืออย่างไร อาตมาขอยืนยันอาตมาเป็นพระอรหันต์รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เป็นโพธิสัตว์ด้วย อธิบายขยายความได้เก่งกว่าอรหันต์ต้นๆ เพราะระดับ 7 เลยจาก อนิยตโพธิสัตว์ มาเป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว

ชาติ คือการเกิด เป็นคำกลางๆ สัญชาติ คือ การเกิดที่มีสัญญา มีความจำ มีวิบาก ที่ได้สั่งสม แล้วตนเองก็เอาวิบากนั้นมาใช้ ถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจ อ่านเหตุปัจจัยของวิบากไม่ได้ ผู้นั้นก็เกิดสัญชาตญาณ คือธาตุรู้มันเกิดจากเราเกิดอย่างที่ตัวเองเคยเป็น เกิดมาในชาตินี้ก็เอามาใช้ จิงโจ้มันเกิดออกมา แล้วมันก็มีสัญชาตญาณบอกว่ามันจะต้องเดินเข้าไปหากระเป๋า ที่จะต้องเป็นที่อยู่ เพราะฉะนั้นจิงโจ้ทุกตัวมันมีสัญชาตญาณ ของมัน หรือคนทุกคนมีสัญชาติญาณของตัวเองมาเก่า ก็จะเป็นอย่างนั้น เช่นเด็กทุกคนเกิดมา เกิดมาแล้วรู้จักกินไหม เอานมใส่ปากก็ดูดทันทีเลยเป็นสัญชาตญาณอย่างนั้น เยอะแยะต่างๆนานา ยังขยับไม่ได้ก็ร้องไห้เอา พูดไม่เป็น แม่ก็ต้องแปลภาษาร้องไห้ว่าจะเอาอะไร ต้องการอะไรหรือมันเจ็บปวดตรงไหน ต้องแปลภาษาลูกให้ได้ ถ้าแปล

อ่านต่อ

ภาษาลูกไม่ได้ก็ร้องไห้อยู่นาน ไม่ได้บำบัดสิ่งที่ต้องการ ถ้าแปลได้ไวก็บำบัดการร้องไห้ของเด็กได้ง่ายขึ้น ชาติ คือการเกิดทั้งหมดเรียกว่า ชาติปิทุกขา การเกิดอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น สัญชาติคือเอาของเก่ามาทำให้เกิดตามที่ตัวเองมีมาเรื่อยๆ โอกกันติ คือ การหยั่งลง ในปัจจุบัน เมื่อเราเกิดมาแล้ว เกิดมาก็มีจิต มีกาย จิตเราก็จะมีกรรม มีวิบาก หยั่งลงไป ถ้าคนที่มิจฉาทิฏฐิ คนที่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไอ้ที่ทำลงไป ถ้ามีต้นรากของกิเลสก็จะได้แต่ชั่วสั่งสมในทางจิตของตนเอง ถ้ามีธาตุดีก็จะมีดีบ้างชั่วบ้าง ถ้าสามารถรู้ความดีความชั่วของโลกีย์นะ ก็จะเลือกเอาที่ดีสะสมลงไป สะสมความดีแบบโลกีย์ ดีที่สุดก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็สร้างศาสนาเทวนิยม ละชั่ว ประพฤติดี ซึ่งมันไม่เที่ยงหรอก ดีชั่วไปแล้วมันก็ลืม เสร็จแล้วก็มาหาชั่วใหม่ หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้เป็นสมบัติผลัดกันชม นับชาติไม่ถ้วน นับความวนไม่จบ เป็นอยู่อย่างนี้สำหรับโลกีย์ ที่นี้เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็พบว่า ถ้าปล่อยให้จิตวิญญาณอัตภาพมันวนเวียนอยู่อย่างนี้ การเกิด ชาติปิทุกขา การเกิดใดๆทั้งนั้นเมื่อมีการเกิด โดยเฉพาะการเกิด 1.เกิดเป็นจิตนิยาม เมื่อจิตนิยามมีอวิชชาก็เกิดกรรมนิยาม แล้วก็เกิดธรรมนิยาม เมื่ออวิชชา การกระทำกรรมทุกกรรม ก็เป็นวิบากเป็นอันทำของตัวเองทุกกรรม หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่คิดพูดทำ ทางกายกรรมก็เป็นการกระทำ สั่งสม ทรงไว้ ของแต่ละคน พระพุทธเจ้าก็มาตรัสรู้ว่า ต้องเรียนรู้เรื่องของกรรม การกระทำ 1.มันมีดีมีชั่ว โลกียะเขาก็ต้องพยายามเอาแต่ดี ให้ละชั่วประพฤติดีนี่เป็นโลกียะ ได้ดีต่อไปมันก็ไม่เที่ยง วนอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่ล้านๆชาติ พระพุทธเจ้าจึงศึกษาว่าดีก็ดีแหละ แล้วเอาด้วย พฤติกรรมที่มันเป็นกรรมดี ก็เอา เอากรรมดี สุ=ดี ทุ=ชั่ว ก็ทำสุ ให้เป็นสุคติไปเรื่อยๆ สั่งสมแต่ดี 2. แล้วจะอยู่กับกรรมกับธรรมะความทรงสภาพนี้ ไม่รู้จักจบ สลายจิตวิญญาณนี้ ไม่ให้เป็นจิตวิญญาณเลยได้ไหม ....พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้ค้นพบ ว่า อ๋อ.. สลายได้ มันเป็นเหตุปัจจัยของสังขารของการปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้น แล้วก็เกิดวิญญาณ แล้วก็มาจบอยู่ตรงนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสรู้วิญญาณ เป็นการปรุงแต่งของ 2 สภาพ เป็นรูปกับนาม จึงเริ่มรู้ว่ามันเกิดจาก 2 สภาพปรุงแต่งกันและเป็นสภาพที่ 3 เป็นสภาพบวกลบ แล้วก็เป็นนาม หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นเป็น cyclic order ออกจากสภาพนี้ไม่ได้ มีแต่เสื่อมแล้วก็เจริญ เจริญแล้วก็เสื่อม เสื่อมแล้วก็เจริญ สลับกันไปสลับกันมา สั้นบ้างยาวบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง อะไรก็ได้ แต่วนเวียนอยู่อย่างนี้นานไม่รู้กี่ล้านชาติ เทวนิยมก็เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าแยกรูปนามได้มีสภาวะ 2 พยัญชนะยิ่งใหญ่คือคำว่า เทวฺ แปลว่า 2 นี่แหละคือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่พ้นโลกีย์ ก็อยู่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าแยกรูปแยกนามได้ ว่า มันอาศัยรูปกับนามนี่แหละ วิญญาณนี่แหละ ใน ปุตตมังสสูตร ข้อที่ 4 วิญญาณถ้าแยกรูปเป็นนามเป็นสภาพ 2 ไม่ได้ก็เสร็จ ถ้าวิญญาณแยกรูปนามได้มีปฏิภาณปัญญารู้ว่า รูปก็อย่างหนึ่ง นามก็อย่างหนึ่ง ถ้ารูปแท้ๆ คือพยัญชนะหรือสสาร ถ้านามแท้ๆ คือธาตุรู้ คือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณต้องสัมพันธ์เกี่ยวเกาะ หากจิตวิญญาณอยู่อย่างเดี่ยวโดดๆมันไม่ได้หรอก มันก็จะได้เป็นภพชาติ เป็นวิญญาณล่องลอยอยู่ในจิต ซึ่งไม่มีใครรู้เห็นด้วยเอามาพูดก็ไม่ได้ เทวนิยมศึกษาไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ศึกษาได้ แต่วิญญาณล่องลอย ศึกษาไม่ได้หรอก คุณยึดอย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส ยึดจิตนิ่ง ป่านนี้ก็นิ่งอยู่ในภพชาติอย่างนั้นไม่รู้กี่ล้านชาติ เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวกับเขาได้ ใครก็ไม่เกี่ยวกับเขา เขาก็ไม่เกี่ยวกับใคร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... ตอนนี้พวกเราอยู่ขั้นไหน โอกกันติหยั่งลงหรือไป อุทกดาบส อาฬารดาบส พ่อครูว่า... ถ้าสามารถเอาดีให้มันหยั่งลงได้ก็เจริญ เจริญสูงสุดก็เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็ไม่เที่ยงต้องวนเวียนมาเป็นลิ่วล้อใหม่ตามวิบาก เขาไม่เข้าใจกันวิบาก วิบากจึงเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องคิดเอาไม่ได้ ต้องรู้รายละเอียดของกรรมวิบากต่างๆ คือทำอะไรแล้วกรรมจะต้องเป็นผล เป็นของของตน ไม่เอาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสั่งสมเป็นอกุศลคุณก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นสั่งสมกุศล พระพุทธเจ้าท่านศึกษาว่าแค่กุศลกับอกุศลเราก็รู้แล้ว ก็เอาที่ดี เลือกเอาแต่ที่ดีให้ได้ จนกระทั่งรู้ว่าจิตนี้มันก็มีดี แต่ที่จริงมันคืออะไร จิตมันคือการปรุงแต่งของธาตุ 2 ท่านก็แยกมาเรียนรู้ธาตุ 2 แยกออกมาจากรูปนาม มาเป็น อายตนะ ตัวนี้ยากมากที่จะเรียนรู้ ผู้ที่เรียนรู้อายตนะ 8 นั่นแหละคือผู้ที่เป็น อภิภู นอกจากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่รู้จักอายตนะ 8 แล้ว ยังเป็น อภิภุยฺยะ เป็นคนที่อยู่เหนือสภาวะต่างๆนี้ มีอิทธิพลทั้งรู้ทั้งทำได้ ครอบงำสิ่งทั้งหลาย ครอบงำสิ่งทั้งหลายทั้งหมด ก็มาเรียนรู้กรรมดี อย่าทำกรรมชั่วเลย ทำแต่ดี ไม่ทำชั่วเลย จึงเป็นผู้ที่รู้ จิตที่มันชั่วคืออย่างไร มีกิเลส และนอกจากมีกิเลสแล้วสมมติของโลกเขาว่าอย่างนี้ดี สมมุติไม่ตรงกันหรอกนะ ชาตินี้ตระกูลนี้อีกฟากหนึ่งถือว่าอย่างนี้ดีจะไม่ตรงกัน ก็เข้าใจในความไม่ตรงกัน ก็ทำตามโลก เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม อันนี้เป็นสมมุติ เป็นสิริมหามายา ไม่เที่ยง ดีไม่เที่ยง ความดีไม่เที่ยง ชาตินี้ถือว่าอย่างนี้ดี แต่อีกชาติหนึ่งถือว่าชั่วเลยนะ คนละเรื่องเลย เราก็เอาตามเขา คุณอยู่ในโลกไหนชาติไหน เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ก็อยู่กันให้สงบ อย่างไปกันได้ ไปด้วยกัน นั่นเป็นสมมุติธรรมดาๆ โอกกันติ ทีนี้โลกุตระในโอกกันติ รู้จักนิพพัตติ รู้จักการเกิดอีกชนิด ที่ 4 เกิดโดยที่ทำให้เหตุที่มันพาเกิดนั้นไม่มี ดับเหตุที่มันพาเกิดให้ได้ รู้ว่าตัวนี้แหละคือ อวิชชาตัวโง่ มันพาให้เกิดอยู่เรื่อยเลย เพราะฉะนั้นถ้าเอ็งมีแต่เหตุทำให้เกิดอยู่ตลอดเวลาเป็นโลกสมุทัย เอ็งก็เกิดอยู่อย่างนิรันดร ก็ต้องรู้ให้ได้ว่า อ๋อ ตัวนี้เป็นเหตุต้องดับมัน ก็มาเรียนรู้ความดับ นิพพัตติ คือ การเรียนรู้เหตุที่มันพาให้เกิด แล้วดับเหตุที่มันพาเกิดนี้ให้ได้ ตั้งแต่ขั้นหยาบ สู่แดนธรรม... คำว่า นิพพัตติ คนอินเดีย อ่านว่า นิรวาณ เขาแปลว่ามันเย็น ถ่านที่มันดับแล้วคือนิพพาน พ่อครูว่า... เย็นคือสมถะ แต่เราต้องดูเหตุ ที่มันโง่หรือมันไม่ฉลาด ที่มันอวิชชาหรือมันเป็นวิชชา มันรู้สภาวะของตัวที่ทำให้โง่ มันก็เลยทำเกิดอยู่เรื่อยๆ ต้องฉลาดว่าตัวเหตุตัวนี้แหละพาเกิด สู่แดนธรรม... มันคือเหตุที่ร้อนทำให้หมดไปมันก็เย็นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... นี่ไม่มีทั้งเย็นและร้อนมันเป็น 0 ดับเหตุก็เป็น 0 นิพพัตติ จะเริ่มรู้แล้วรู้เหตุดับเหตุ ไม่ให้เหตุมันหยั่งลง โอกกันติ เหตุที่พาเกิดตั้งแต่หยาบ คุณปรุงแต่งเป็นสังขารโลก ปรุงแต่อยู่กับโลก เช่น ฉันจะต้องเป็นเจ้าโลกเป็นเจงกีสข่าน เป็นจอมยิ่งใหญ่เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้ คนก็หลงไปอย่างนั้นจะต้องเป็นอันนั้นให้ได้ แล้วก็แสดงองค์ประกอบ จะเป็นเจ้าโลกได้อย่างไร จะควบคุมทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านอำนาจ ทางด้านอาวุธ อำนาจสร้างความเฉลียวฉลาด อะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเป็นเจ้า เป็นตัวกูของกู ผู้มีอำนาจ กูมีข้าวของ กูมีฤทธิ์ กูมีสิ่งที่คนอื่นสู้ไม่ได้ ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าจตุมหาราช ใหญ่สี่ทิศเลย พยัญชนะว่า จตุมหาราช ใหญ่ครอบงำทั้งสี่ทิศในโลกมหาจักรวาลเลย หลงเป็นผู้มีอำนาจใหญ่ ข้านี่แหละใหญ่ คนก็ถามว่าดินน้ำไฟลมไม่หยั่งลงไม่ได้ที่ไหน พระพรหมก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ๆ ถามถึง 3 ครั้ง ก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ๆ พูดอยู่ต่อหน้าบริวารทั้งหลายแหล่ เสร็จแล้วก็ดึงเข้าหลังม่าน เอ็งมาถามข้าว่า ดินน้ำไฟลมไม่หยั่งลงไม่ได้ ณ ที่ไหน ข้าจะไปรู้เหรอ แต่มาถามฉีกหน้าข้าต่อหน้าบริวารได้อย่างไร ก็เลยให้ไปพบพระพุทธเจ้าเลย สู่แดนธรรม... เขาถามว่าดินน้ำไฟลมสิ้นสุดที่ไหน พ่อครูว่า....นั่นแหละจะแยกจิตเป็นดินน้ำไฟลม ไม่รวมตัวเป็นชีวะ พีชะก็ไม่มี จิตนิยามไม่เป็น ได้อย่างไร แยกกันเด็ดขาดเลย นั่นแหละเรียกว่าไม่หยั่งลง ทำได้ ทำอย่างไร หยั่งลงที่ไหนหรือไม่ให้มันรวมกันได้อย่างไร พระพรหมก็ไม่รู้ พระพรหมเป็นเทวนิยม ก็เลยไล่ให้ไปหาพระพุทธเจ้า คือ โรหิตัสส จึงไปศึกษากับพระพุทธเจ้า ดินน้ำไฟลมหยั่งลงไม่ได้หรือดินน้ำไฟลมไม่รวมตัวเป็นชีวะอีกเลย แม้แต่พีชะ ก็ไม่ได้เป็นอีกเลย จิตนิยามแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมแตกกระจายไปเลย ได้ ณ ที่ไหน.. ณที่ต้องมีวิชชา ต้องรู้เหตุที่พาโง่ พาเกิดตลอดเวลา ตั้งแต่รู้ว่าเกิดอย่างหยาบ เกิดในภพของนรก เกิดอยู่ในภพของความหลงใหญ่ หลงสนุก มีอยู่ 2 อย่าง ใหญ่กับสนุก เรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ ขิฑฑาปโทสิกะ คือสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ ก็พากันไป อีกพวกหนึ่งก็คือยิ่งใหญ่ มโนปโทสิกะ เรียกว่า จิต เป็นใหญ่ที่สุด จิตเป็นพระเจ้า ขิฑฑาปโทสิกะ คือความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ความเอร็ดอร่อย เป็นโทษ กับ มโนปโทสิกะ มี 2 อย่างเท่านี้แหละ แยกเป็น 2 อย่างทั้งหมดนี้เลยทั้งโลก รวมลงเท่านี้ เมื่อรู้ซะแล้วว่า เหตุที่ทำให้มันติดอยู่ในมโน เหตุที่ทำให้ติดอยู่ใน ขิฑฑา แค่ ขิฑฑา สนุกสนานบันเทิงเริงรมย์เอร็ดอร่อย มันหยาบกว่า มโนอีก ขิฑฑายังไม่รู้เลย ทุกวันนี้ยังปรุงแต่งสนุกสนาน เอร็ดอร่อย กับยิ่งใหญ่มโน สนุกสนานเพลิดเพลินกับยิ่งใหญ่ พวกสมาชิกของความสนุกสนานรื่นเริงนี้ มากกว่าสมาชิกของพวกจะไปยิ่งใหญ่ เพราะมันยากกว่า ใช่ไหม จะไปเป็นผู้ยิ่งใหญ่นี้มันยากกว่า แต่สนุกสนานบันเทิงนี้ เป็นตัวที่จะทำให้คนอื่นเขาสนุกสนานรื่นเริงบันเทิง เรียกโดยศัพท์สำนวน เท่ๆว่า ให้ความสุขแก่มวลประชาชน เป็นผู้ทำความบันเทิงให้แก่มวลประชาชน บำเรอเอร็ดอร่อย ก็คือ ขิฑฑาปโทสิกะ เพราะฉะนั้นมวลสมาชิกของพวกบันเทิงเริงรมย์จึงมากกว่ามวลที่จะไปแย่งกันใหญ่ ใช่ไหม พวกไปแย่งกันใหญ่ ทำได้ยากกว่ามาก ก็เลยสมาชิกน้อย เพราะฉะนั้นต้องเลิกตั้งแต่ อันนี้หยาบรู้ตื้นๆ รู้ง่ายๆ ขิฑฑาปโทสิกะ หรือเรียกอีกศัพท์ว่า นรกปหาสะ นรกสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ แล้วก็รู้ว่าอาการของจิตที่ไปติดยึดเอร็ดอร่อย มีอัสสาทะ อยู่กับความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ อย่างไร มันบำเรออัตตา มันซ้อน 1. ชนะนึกว่ายิ่งใหญ่ 2. ให้คนอื่นยินดีหรือพอใจ ชอบใจ ยึดติดสนุกสนานไปด้วย ขิฑฑาปโทสิกะ ในโลกที่มี 2 อย่าง บันเทิงเริงรมย์ ร้องรำทำเพลงบรรเลงไป บันเทิงอีกอย่างก็เก่งทางแทคติกต่างๆ เก่งทางฟันดาบ เก่งทางฟุตบอล เก่งทางชกเขา เก่งทางทำร้ายเขา มันก็มีโรแมนติกกับซาดิสม์ 2 อย่างเท่านี้ ก็มารู้ว่าถ้าขืนไปหลงอยู่กับอันนี้ ก็ไม่รู้กี่ชาติหลุดพ้นไม่ได้สักที ก็มาเข้าใจให้มันรู้ว่า ขิฑฑาปโทสิกะ มันเป็นเช่นนี้ มโนปโทสิกะ มันเป็นเช่นนี้ หลงสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นอย่างนี้ หลงในจิตยึดเป็นเจ้าเป็นใหญ่เป็นอย่างนี้ ก็มาลดพวกนี้ คุณต้องรู้สภาวะสิ่งที่มันหลงรื่นเริงบันเทิงใจพวกนี้ ขิฑฑาปโทสิกะ กับตัวเป็นใหญ่เป็นยิ่ง มโนปโทสิกะ รู้สภาวะพวกนี้คือเหตุไม่รู้จักจบที่มันจะเกิด เกิดไม่รู้จักจบ ก็มาลดจนกระทั่งจะเป็นใหญ่ก็ไม่เป็น จะเพลิดเพลินก็ไม่เพลิดเพลินแล้ว มีปัญญาอันยิ่งที่เข้าใจจริงๆเลยว่า ไม่เพลิดเพลินเป็นอาการอย่างไร เวทนา อาการความรู้สึก สัมผัสแตะต้องอย่างนี้เราก็เป็น อย่างอาตมา เพลิดเพลินสนุกสนานเป็น ทุกวันนี้ก็ยังเล่นๆหัวๆอยู่บ้าง ว่างๆบางทีก็ร้องเพลงเล่น แสดงท่าทางต่างๆได้ แต่ไม่ได้ติดยึด ทำเพื่อเชื่อมโยงกับคนที่ต้องอาศัยอยู่ ส่วนเรื่องจะไปใหญ่ไปโตนั้น อาตมาเอาออกไปก่อน มโนปโทสิกะ ไปใหญ่เป็นโทษ มันหลงลึกหลงเนียน สมาชิกน้อย ถ้ารื่นเริงบันเทิงสมาชิกมาก ไม่เอา มโนมันน้อยแต่มันใหญ่ เข้าใจไหม มันน้อยแต่มันไปใหญ่ แต่ ขิฑฑาปโทสิกะ มันเล็กแต่มันเยอะ อันนี้มันไปหาปริมาณ อันโน้นมันไปหาคุณภาพ 2 อย่างเท่านั้นแหละ เป็นใหญ่เป็นพวก Quality พวกที่มาเพลิดเพลินสนุกสนานเป็น Quantity เป็นปริมาณ อันโน้นเป็นคุณภาพ เป็นเจ้าโลกเป็นใหญ่ อาตมาเลิกจากเป็นใหญ่มาก่อนนะ แล้วมาพยายามเข้าใจ ขิฑฑาปโทสิกะ มาอยู่กับฐานรื่นเริงบันเทิง ลดลงๆ หมดทั้ง มโนปโทสิกะ และ ขิฑฑาปโทสิกะ อาตมาทำให้หมดทุกอย่าง อาตมาทำให้หมดก็ได้แล้ว แต่ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เลยมาอธิบายให้มนุษย์ฟังต่อจนกระทั่งละเอียดจบครบสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง นี่คือปณิธาน ตอนนี้ยังไม่ได้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็เลยเนื้อยยเหนื่อย แล้วมาเกิดในกลียุคนี้ ซึ่งความจริงโลกุตรธรรมมันสูญไปหมดแล้ว อาตมาต้องมากอบกู้ขึ้น ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้พยากรณ์ไว้ก่อนแล้วใน อาณิสูตร แล้วก็กู้ขึ้นมาได้บ้างแล้วตอนนี้ แล้วก็จะต้องมาทำให้มันเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งจะต้องให้คนนี่ใช้สอยโลกุตระธรรมไปให้ถึง 5,000 ปี สู่แดนธรรม... เป็นที่มั่นใจได้ว่าทุกอย่างที่พ่อท่านลงแรงเหนื่อยมาทั้งชีวิต พ่อท่านไม่ได้ประสงค์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ คนเขากลัวพ่อท่านตรงนั้น พ่อครูว่า... ไม่เลย คนที่คิดอย่างนั้น น่าสมเพชเวทนา คุณคิดผิดแล้ว อาตมาไม่ได้คิดเป็นใหญ่อะไรเลย เป็นใหญ่มันหนัก มันหนา มันลำบาก มาเป็นน้อยๆนี่สบาย (สู่แดนธรรม..แต่รับผิดชอบใหญ่จังเลย) รับผิดชอบให้คนเขารู้อย่างที่เรารู้เท่านั้นเอง เขารู้ผิด เขารู้จะไปเป็นใหญ่เป็นโต เป็นรำเป็นรวย มากมายด้วยรสด้วยชาติอะไรต่ออะไร มันไม่มีจบ มันมีแต่ใหญ่กับใหญ่ มากกับมาก อัปปิจฉะ มอัปปิจฉะ เราจะให้มาน้อยๆ อัปปิจฉะ อัปปิจฉะ มันคนละทิศคนละทาง เพราะฉะนั้นจึงมาเอาทางหมด ทางจน ทางสูญ ทางไม่มีอะไร อย่าไปเอาทางมาก ทางมาย ทางรวยนั่นเลย มันเข็ดราบแล้วทั้งใหญ่ทั้งมากทั้งรวย เข็ดเลยทั้งขี้อ่อนและขี้แก่ 641224_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 พาพ้น ขิฑฑาปโทสิกะและมโนปโทสิกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน