โลกุตระบุคคลคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระบุคคลคืออย่างไร _พ่อครูว่า... อาตมาพยายามจะจำกัดความลงไปให้ชัดเจนเลยว่า แล้ว โลกุตระบุคคล มันจะเป็นอย่างไร โลกุตระบุคคลคือ ผู้มีปฏิภาณไหวพริบหยั่งรู้จิตในจิตของตนเอง สามารถรู้จักกิเลส แยกกิเลสออกจากจิตได้ว่า นี่คือกิเลส นี่คือจิต นั่นคือโลกุตระบุคคล ผู้เริ่มพ้น สักกายทิฏฐิ คือ รู้จักกายของตน แล้วก็ปฏิบัติตน รู้จักกายของตน จนพ้นวิจิกิจฉา แล้ว ศึกษาหลัก ปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลที่สัมมาทิฏฐิ แล้วอย่าไปปฏิบัติอย่างลูบๆคลำๆไม่เอาจริง แบบปฏิบัติลดกิเลสได้จึงเป็นพระโสดาบันได้ เพราะ ปฏิบัติกายได้ถูกต้อง อาตมาก็ต้องมาขยายความ กายคืออะไร เพราะเขาได้มิจฉาทิฏฐิ ผิดเพี้ยนกายกาย ไปแล้ว ดังนั้นสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ยังไม่ได้เลยในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ เขาเข้าใจว่ากายคือวัตถุภายนอกอย่างเดียวไม่ได้มีจิตร่วมด้วย “กาย” ต้องมีรูปนามมีครบ 2 คำว่า “กาย” มีรูปอย่างเดียวไม่ได้ มีนามอย่างเดียวไม่ได้ กายนี่ พระอรหันต์ ทำจิตของตนเองให้ไม่มีกายได้ทั้งๆที่มีภายนอกมีภายใน ซึ่งเป็นความลึกซึ้งมาก เป็นคนไม่มี กาย สภาพที่ไม่มีกายก็เริ่มตั้งแต่ พีชนิยาม ไม่มีกาย ไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึกทุกข์ความรู้สึกสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ กินพืชได้ ปลูกได้ตัดทอนมันมาได้ หรือฆ่าพืชได้ไม่บาป เพราะพืชเป็นชีวะมีธาตุรู้อยู่ในตัวมันเองจริงแต่มันเป็นแค่ขั้นพีชะ ต้องรู้จักธรรมนิยาม 5 คนที่ไม่รู้จักธรรมะนิยาม 5 เข้าใจธรรมนิยาม 5 ไม่ได้ ไม่ได้เป็นอรหันต์หรอก เพราะทำจิตให้เป็น พีชะไม่ได้ ทำจิตให้เป็นอุตุไม่ได้ แล้วจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร ก็นั่งหลับตาชักดิ้นชักงอให้ตายอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่สังโยชน์ข้อแรก กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็เป็นปากกรวยบานออกไป จนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ อะไรก็ไม่รู้ทุกวั
อ่านต่อ
นนี้ศาสนาพุทธ ไปเอาจารีตประเพณีที่เป็นเรื่องอะไรต่ออะไรมาใส่เข้าไปในศาสนา ทั้งๆที่แต่เดิมในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มีเน่าเฟะกันไปเยอะแยะ ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย แม้แต่พิธีการ สวดมนต์ได้เงินในการไปรับนิมนต์ ถ้าได้รับให้มันน้อยก็ไม่หมาน งวดนี้เดือนนี้ไม่หมาน ได้รับนิมนต์ไปน้อย อย่างกับพวกวงดนตรี งานน้อย ไม่หมานไม่เฮง ไม่รวย จมอย่างนั้นแค่นั้นเองทำ อะไร ตามจารีตประเพณีที่เน่าเฟะ ที่จริงแล้วจารีตประเพณีของศาสนาพุทธนั้นมีน้อยมาก ท่านพยายามลดและตัดจารีตประเพณีออกให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องอาศัยเป็นสมมติให้คนเกาะยึดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องสาระแท้เลยเป็นเรื่องเสียเวลาแรงงานทุนรอน จารีตประเพณีเป็นการใช้เวลาทุนรอนแรงงาน เช่นการบวชนาค เขาดีใจกันแห่นาค โปรยเงินโปรยทอง หาเครื่องมาให้นาคขี่ ขี่ช้างขี่เครื่องยนต์รถราต่างๆ เป็นประเพณีพิธีกรรมที่บานปลาย ไม่ต้องพูดถึงระดับสูง ถ้าไม่มีพิธีกรรมในศาสนาพุทธทุกคนในศาสนาพุทธจะไม่เหลืออะไรเลย กลายเป็นศาสนาพุทธมีแต่พิธีกรรมที่เน่าเฟะ อาตมาก็พูดเต็มที่แล้ว เพื่อที่จะสะกิดให้ฉุกคิดกันบ้างว่า มันผิดนะ เลิกออกมาได้ไหมจำนนบ้าง อย่าอ่อนแอกับมันให้มากเลย ก็แข็งข้อขึ้นมา สังคมชาวอโศกยินดีต้อนรับไปจมอยู่กับมันทำไม ไปจมอยู่กับจารีตประเพณีที่เน่าเฟะเสียหายพวกนี้ เป็นเรื่องที่น่าสงสารจริงๆแต่แน่นอนก็ห้ามเขาไม่ได้เพราะเป็นยุคกาลที่คนเสื่อมจากศาสนา ทุกศาสนาเขาก็เสื่อมศาสนาเทวนิยมเขาก็เสื่อม ศาสนาพุทธก็เสื่อม แม้แต่เป็นโลกียะก็เป็นโลกียะที่เละเทะ เป็นโลกียะที่หลงความเป็นคนเถื่อนก็เป็นคนปรุงวิตถาร ไปหยิบเอาอะไรต่างๆมาเป็นคำสอนพระพุทธเจ้าปรุงแต่งกันไป อาตมา จำเป็นจะต้องสาธยาย จำเป็นจะต้องพูดถึงสิ่งที่ผิดจริงๆด้วยความจริงใจ ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าอาตมายืนยันความจริงแล้วพูดชี้ถูกชี้ผิดแล้วมันผิดจริงๆ อาตมาจะมีกรรมที่หนักมาก บวชมา 50 กว่าปี สาธยายบอกถูกบอกผิดอย่างมั่นใจ ถ้ามันผิดอาตมาก็ได้นรกอเวจีใจมากหนักหนาสาหัสเลย อาตมาแน่ใจว่าอาตมาไม่มีไม่เป็น เพราะอาตมารู้ด้วยปัญญา แต่เขาไม่ได้รู้ด้วยปัญญา อย่างเก่งก็รู้ด้วย เฉโก อย่างไม่เก่ง ก็ดำน้ำรู้ด้วยอวิชชา หรือ รู้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ใช้พยัญชนะพวกนี้สื่อ พอเข้าใจสภาวะไหม เขาเป็นอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่เป็นการขี้ตู่ แต่เป็นความจริงเห็นจริง 650715 คำสอนโลกุตระที่เกิดเป็นมรรคผลพิสูจน์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ