สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 ข้อ 1 และ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 ข้อ 1 และ 2 ความรู้ที่ทำให้เป็นแง่เชิงต่างๆถึง 9 ชนิด ของสัตว์โอปปาติกะ เรียกว่า สัตตาวาส 9 คือที่อาศัยของสัตว์ 9 ประการ ได้แก่ ๑. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า กายคือลักษณะธรรมะสอง คือมีสิ่งที่ถูกรู้คือรูป โดยธาตุรู้ของเราคือประธาน สัมผัสสิ่งที่ถูกรู้คือรูป object ส่วน ตัวรู้เของเราคือ Subject รวม 2 อันนี้เรียกว่ากาย ต้องพูดต้องเรียนรู้ธรรมะ 2 อย่างนี้ ถ้ามีอย่างเดียวไม่ใช่พุทธ ถ้ามีแค่รูปไม่มีตัวรู้ไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่นามธรรม ก็ต้องรับรู้ภายนอกด้วย ไม่มีไม่ได้ต้องมีสองเสมอ โดยเฉพาะต้องมีนามธรรม ธาตุรู้ของเราเข้าไปรู้อีกอันหนึ่ง จะเป็นดินน้ำไฟลม คนสัตว์สิ่งของ จะเป็นอาการ ลาภยศสรรเสริญอาการสุขทุกข์ อันหนึ่งกับจิตเราเป็นนามธรรมเป็นประธานไปรู้ ต้องมี 2 อย่างนี้ มีอย่างเดียวไม่ได้ คือต้องมีกาย ในข้อนี้กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นกายเทวดา สัตว์นรก มนุษย์ ถ้าคนไหนมีความเข้าใจว่า กายจะต้องมีรูปร่าง สีสันเส้นแสงตัวตน กายต้องมีอย่างนี้ คนนั้นก็ต้องเห็นกายอย่างหนึ่ง แต่อีกคนบอกว่า กายนามธรรม ไม่มีเส้นแสงสีแท่งก้อน แม้อาการนามธรรมอรูปไหวๆ ก็ยังหยาบอยู่แล้ว มีแต่อาการไหวของความรู้สึก เวทนา จิต เป็นอาการอันละเอียดลึกซึ้ง ถ้าเราสัมผัสอาการนั้นรู้ได้ด้วยก็เรียกว่ากาย เป็น นามกาย ที่เขาว่าถ้าเป็นเทวดาต้องมีรูปร่างสีสันอย่างนี้ ถ้าเป็นสัตว์นรกก็มีรูปร่างบิดเบี้ยวอย่างนี้ อันนั้นหยาบไป ใช่ สำหรับคนติดยึดว่าต้องมีก็เห็น เป็นจริงนะ คนพวกนี้มีจริง เป็นตัวเป็นตน ก็ยิ่งหยาบ เป็นตัวตนสัตว์นรกเทวดา คนที่เขามีจริงๆก็มี คนที่หลุดพ้นแล้วก็ไม่ คนที่เข้าใจแล้วจะเห็นทั้ง 2 อย่าง เห็นแล้ว

อ่านต่อ

ก็คนเขามีแต่เราไม่มี เขาก็มีเพราะยังมีสัตว์นรกมีเทวดามีผีสาง ก็ไม่ได้แปลกอะไร เขายึดติดก็มีสิ แต่เราน่ะเห็นว่าเขามีแต่เราไม่มี เราไม่เกิดในตัวเรา กระทบอย่างไรเราก็ไม่เกิด แต่คนอื่นเขาเกิด เกิดเทวดา เกิดอร่อย มีสวรรค์ เกิดเจ็บปวดไม่ชอบเขามีนรก แต่เราไม่มี กระทบเหมือนกันแต่เขามีเราไม่มีก็ไม่ต้องไปลบหลู่ แต่สงสารเขาว่าเขายังวนเวียน สงสาร เวทนาเขาว่า ยังจมกับเวทนาสงสารอยู่นะ เราหลุดพ้นแล้วก็สบายมาก ธรรมดาปกติหายห่วงจริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จึงเป็นการเห็นรู้ สัตว์โลกที่มีอยู่เขาหลุดออกมาไม่ได้ เพราะเขาอยากจะไปติดอยู่ก็เรื่องของเขา หรือเขาทำออกไม่ได้ แม้เขาไม่อยากติด ก็ยิ่งน่าสงสารเราต้องช่วยเขาออกให้ได้อย่างมีเมตตาเกื้อกูล มีประโยชน์ที่เจริญและประเสริฐแก่กันและกัน ผู้ที่มีกับไม่มี ผู้ที่ไม่มีจะรู้จักความมี ส่วนผู้ที่มีอยู่ ยังไม่ถึงซึ่งความไม่มี ของเขายังไม่หมด ยังไม่ถึงสภาวะความไม่มีจริงๆ เราก็เข้าใจเห็นใจ พยายามช่วยกัน เมตตาเกื้อกูล อย่างอาตมาเมตตาเกื้อกูล ท่านอาจารย์ต่างๆที่สอนผิดๆ อาตมาก็สงสาร คนสอนก็ต้องการให้คนอื่นหลุดพ้น แต่คนสอนเองก็ยังไม่หลุดพ้น ถ้าการสอนผิดให้จมลงไป แล้วยึดมั่นถือมั่น กอดคอกันลงนรก มันน่าสงสาร ก็บอกว่าอย่างที่สอนกันนั้นพาลงนรก อาจารย์ก็ดื้อ จะไปเกลียดชังตีทิ้งก็ไม่ยากหรอก ไม่ใช่สงสารแต่อาจารย์สงสารคนที่เป็นลูกศิษย์ถูกอาจารย์พาลงนรก บอกว่าอาจารย์อย่างนี้ถูกนะ อาจารย์ก็ดื้อ ก็สงสารลูกศิษย์ อาจารย์ไม่ยอมฟังแล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ศรัทธาแต่อาจารย์ไม่มาศรัทธาเรา มันเป็นตัวอิทัปปัจจยตาต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ก็เลยยากจริงๆ ก็ต้องใจเย็น อุตสาหะพากเพียร เพื่อที่จะให้พ้น สรุปคือองค์ประกอบธรรมะ 2 นั้นต่างกัน โดยมีการกำหนดหมายเรียกว่า สัญญา จิตเรากำหนดลงไปว่า ต้องเป็นอย่างนี้ สัตว์นรก เทวดา มนุษย์ ต้องเป็นรูปร่างตัวตนอย่างนี้ ต้องมีรูปร่างอย่างนี้ สัญญาของเขากำหนดไว้อย่างนี้ Specification อย่างนี้ แต่ของเรา กายไม่ใช่รูปร่างมีเส้นแสงสีเสียง แต่สัญญาความกำหนดหมายที่เรากำหนด Specเราก็ไม่เหมือนคุณ กำหนดไม่เหมือนกัน กายก็ต่างกันสัญญาก็ต่างกัน ของเราเป็นนามธรรมเท่านั้น แต่ของคุณยังเป็นรูปธรรมอยู่ ก็ต้องได้ สัตว์นรก เทวดา มนุษย์แบบของคุณสิ เพราะคุณกำหนดของคุณอย่างนั้นมันต่างกันนะ ที่คุณสัมผัสเกิดมาเป็นตัวตนสำเร็จเป็นกาย มันก็ต้องเป็นอย่างของคุณ ของเราไม่ได้กำหนดแบบนั้น เทวดา สัตว์นรก มนุษย์ มนุษย์คือผู้ที่มีจิตใจเป็นอย่างนี้ก็กำหนดกันคนละอย่าง

๒.สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ปฐมฌานคือจิตนั้นว่างจากนิวรณ์ 5 จิตไม่มีอาการ นิวรณ์ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็เป็นฌาน 1 กำหนดสัญญาอย่างเดียวกัน สายเทวนิยม ทำฌานก็กำหนดกำหนดไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันเขาก็ทำได้สำเร็จ แต่ของพุทธลืมตาทำ แต่ของเขาหลับตาทำฌาน แต่ไม่ให้มีนิวรณ์เหมือนกัน กายต่างกัน แต่สัญญาที่ไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันอย่างเดียวกัน นั่งหลับตาหรือลืมตาทำก็ไม่มีนิวรณ์ 5 สำเร็จเหมือนกัน แต่กายภายนอกต่างกัน แต่สัญญาว่า ไม่ให้มีนิวรณ์ 5 เหมือนกัน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข จิตรวมเป็นหนึ่ง เอกัคคตา แต่ไม่มีอุเบกขา ไม่มีสุข ฌาน 2 มีสุข แต่ฌาน 3 ถือว่าสงบลง ฌาน 4 ถือว่าสงบสนิท ในฌาน 1 ปฐมภูมินี้ เป็นฌานต้น ฌานแรก สัตตาวาสชนิดที่สอง กายต่างกัน คนหนึ่งหลับตาอยู่ในภพ อีกคนหนึ่งลืมตาปฏิบัติ ได้กำหนดสัญญาที่ว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน คนที่ไม่ศึกษาอย่างแท้จริงและไม่พิสูจน์ปฏิบัติอย่างมีสภาวะจริงก็จะไม่ได้ นั่งหลับตาปฏิบัติเขาไม่ได้ศึกษาไม่ได้มาเรียนทฤษฎีอย่างนี้ แต่เขาไปเรียนนั่งหลับตาปิดตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเมื่อไหร่คุณจะได้ สภาวะลืมตาเปิด ทวารทั้ง 5 แล้วไม่มีนิวรณ์ คุณไม่ได้ปฏิบัติแล้วจะรู้จริงเหรอ พวกที่ไปนั่งหลับตาเก่งให้ตายอย่างไร สะกดจิตให้เก่งอย่างไร อย่างลืมตาอย่ามาอวดเก่งเลย อาจจะทนได้ กระทบกระแทกทนได้แต่ไม่เที่ยง ก็ไม่ได้รู้ด้วยปัญญา ว่ามันเป็นอย่างนี้แหละที่เราได้พิสูจน์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนจิตใจแข็งแรงตั้งมั่น อย่างที่ทำนั้นไม่ได้พิสูจน์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จะเอาที่ไหนมาแข็งแรงตั้งมั่นในขณะลืมตา ๓. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) พวกนี้สายธัมมชโย ต่างกับสายอาจารย์มั่นที่หลับตาดำมืด แต่พวกนี้ลืมตาใสเขาเรียกว่าตาบอดตาใส ตาเขาลืมตาใส แต่บอดสนิทภายใน แค่ตาบอดแล้วเห็นว่าตาบอดภายนอก ข้างในก็บอด แต่นี่มาหลอกคนว่าข้างนอกตาใสแต่ข้างในมืดบอดสนิท อันนี้เป็นตาบอดตาใสน่ากลัวกว่าตาบอดตาบอด พอเราเจอ คนตาบอดๆ จะช่วยแค่เขาระมัดระวัง แต่คนตาใสตาบอด มันเริ่มหลอกกันตั้งแต่ต้นว่าตาบอดหรือตาใส นอกจากตัวเองตาใส แล้วตนเองตาบอด ยังหลอกซ้ำว่าตนเองตาใสอีกนะ มันมีแต่รูปตาใส แต่ความจริงแล้วตาบอด รู้ว่าตัวเองตาบอดด้วยแต่หลอกคนอื่นว่าตนเองตาใส ได้แก่สายธรรมกายธัมมชโยทั้งสิ้นเลย หนักหนาสาหัสกว่าสายอาจารย์มั่น ดับดำบอดไม่หลอกใคร แต่นี่บอดแล้วหลอกว่าตนเองใสหรือบอดๆใสๆ หนักหนาสาหัส ตกนรกหมกไหม้ยิ่งกว่าสายอาจารย์มั่นเยอะเลย ไม่ได้พูดแบบดูถูกนะ แต่พูดอย่างวิชาการให้ฟัง กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกันนั้นคือพวกเอาแต่ใส จึงเรียกว่าพวกอาภัสรา ตนเองมืดสุดจะมืด แต่ก็หลอกคนอื่นว่าตนเองใส ไม่ยอมรับว่าตนเองมืดบอดแต่ก็บอกว่าตัวเองใส โสดาบัน ใสเท่านี้ สกิทาฯใสกว่าอีก อนาคาใสมากๆอีก อรหันต์ใสยิ่งกว่าอีก ขอบคุณที่มาเป็นตัวอย่างอันเลวทรามให้ได้อธิบาย มันดูยิ่งใหญ่นะ คนมืดบอด แล้วรับว่าตนเองบอดก็ยังไม่ชื่นชม แต่ตนเองตาบอดก็บอกว่าตัวเองตาใส มันก็เลยยิ่งหนักใหญ่ เลวหนักใหญ่กว่าสายอาจารย์มั่นอีก

๔. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) พวกนี้เอาทั้งสองอย่างรวมกัน กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน เอาใสและมืดรวมกัน ลืมตาก็มืด หลับตาก็มืด แต่คนที่เอาแต่ใสก็หลอกคนตะพึดว่าใส อันนี้ยอมรับความจริงว่าใสก็ใส มืดก็มืด คนที่ยอมรับนี้ดีกว่าชั้นที่ไม่ยอมรับ คนที่ดันทุรังตกต่ำ ตนเองเป็นแต่ไม่รู้ว่าตนเป็น

๕. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) พวกนี้ไม่มีการกำหนดรู้อะไร มืดหรือใสไม่รู้ อย่างพวกธรรมกายนี้เอาแต่ใสอย่างเดียวไม่รู้มืด จะเอาแต่ใสตลอดกาล พวกนี้ไม่รู้เรื่องโดยเฉพาะ อสัญญี แต่พวกกำหนดใสท่าเดียวนี้ ไม่รู้สิ่งอื่นก็อธิบายยาก พวกนี้หลงแต่รวยไม่มีจนหรอก เขาจะปิดประตูจนเลย จนไม่ใช่พวกเขาหรอก พวกคนจนเหม็นสาบเขาจะมีแต่พวกรวย ไม่ใช่สัจธรรมที่ต้องมีสอง มีจนและรวย เขาจะไม่สงสารคนจน เขาจะเอาแต่รวย เอาแต่สบาย ยิ่งน่าเห็นใจธัมมชโย ว่าใจเขาจะต้องไม่ทุกข์และบกพร่องเลย แต่ทุกวันนี้เขาได้บกพร่องและเขาได้รับโทษเท่าไหร่ นึกออกไหม อ้าวนึกว่าโลกนี้ไม่มีโทษภัยไม่มีการต่อต้านความสบาย แต่ตอนนี้เขาหนักมากน่าสงสารไหม เขาไม่นึกว่าโลกจะมีแรงขนาดนี้ด้วยหรือวะ เขานึกไม่ออก เขามองไปแง่เดียวว่ามีแต่ใส มีแต่รวย จนไม่รู้จัก ตอนนี้ถูกริบไปหมด จะจนไหม เขาบอกว่า อย่างนี้มันมีด้วยหรือ โหดอย่างนี้มีด้วยหรือ เขาจะทุกข์ทรมานขนาดไหน เมื่อไม่ตั้งใจกำหนดรู้ความเป็นจริงนี่เรียกว่า อาวาส ความเป็นอยู่ของมนุษย์ being มันมีอยู่ วิหารติ คุณหนีไม่ได้ สิ่งนี้มันอยู่ในคน เป็นอยู่ในคน มีอยู่ในคน being วิหารติ สิ่งที่คุณไม่รู้มันมีอยู่ แต่คุณปฏิเสธว่าคุณไม่มี ไม่เรียนรู้เพื่อเอามันออกให้หมด คุณก็จะมีมันอยู่ตลอดกาล เป็นคนที่ไม่รับรู้ไม่รับเรียนก็จมอยู่ตลอดกาล คนที่รู้ก็จะมาเรียนและเอาออก อยากเอาออกไหม อยากออกก็ต้องมาเรียน หากไม่มาเรียนก็ออกไม่เป็น คุณต้องเอาออกเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ จบ 600811_เทศน์ก่อนฉัน งานวันแม่ ศีรษะอโศก ไตรสิกขาและสัตตาวาส 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน