580218_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง วันปราบมารโลก-มารธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580218 เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง วันปราบมารโลก-มารธรรม

วันนี้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำได้ไหม มาถึงวันนี้ วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ศีรษะอโศก ก็เวียนมาครบรอบปีพอดี จำได้ไหมปีที่แล้วเราไปทำงานช่วยประเทศชาติอยู่บนถนนราชดำเนิน สะพานผ่านฟ้า ก็มีเหตุการณ์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่สำหรับชาวอโศก เป็นภาพจริงที่เกิดในปี 2557 ก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อาตมาก็พยายามใช้ความสงบ สยบความรุนแรงจริงๆ เราไม่มีเครื่องมืออื่นเลย นอกจากความสงบอย่างเดียว น่าคิดนะว่า ทำไมระเบิดไปชนเสาเต็นท์แล้วไปโดนตำรวจบาดเจ็บ พวกเราก็ช่วยกันเอาเตียงสนามวิ่งไปรับตำรวจที่บาดเจ็บ เอามาให้รถพยาบาล อาตมาจำได้ว่าไพรเมืองโดดขึ้นมารายงานบนเวที พอดีอาตมาเห็นตูมๆ บนเวทีก็เลยบอกไพรเมืองให้ไปเอาเตียงสนามไปรับตำรวจมา ไพรเมืองกระโดดลงจากเวทีไปรับตำรวจเลย เอาไปเอามาสุดท้ายตำรวจล่าถอยออกไป นี่คือความสงบ สยบความรุนแรงได้อย่างเรื่องจริงไม่ใช่ลิเก เป็นเรื่องจริงในวันที่ 18 ก.พ. 2557 ให้เห็นว่า ความสงบ สยบความรุนแรงได้ ใครจะบอกว่ามีเหตุปัจจัยอะไรช่วย เราสงบนอนราบนิ่งเราไม่ได้ทำอะไรตอบโต้เขาเลย แต่จะมีเหตุปัจจัยอะไรมาประกอบ จนทางนั้นที่เขามีอำนาจจะใช้ความรุนแรงเด็ดเด็ดขาดได้ต้องล่าถอย มันเป็นธัมโม หเวรักขติ ธัมมจาริง ทำให้อำนาจความสงบ สยบอำนาจร้ายแรงได้ เราไม่ได้ทำรุนแรงเลย แต่จะมีอำนาจใดมาเสริมหนุนเราไม่รู้ได้จริงๆ นี่คือพิสูจน์ว่า ความดีงามมีอำนาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาตมาเคย ประกาศเคยยืนยันมาทีหนึ่ง ตั้งแต่ พ . ศ. 2553 ครั้งนั้นผู้การแต้มพาตำรวจจะมาสลายกลุ่มกองทัพธรรมที่ข้างทำเนียบ แต่ก็สุดท้ายเขาก็ถอยกลับไป สองครั้งแล้วที่เราเผชิญกับเหตุการณ์ แต่ว่าเราก็ไม่อยากให้เกิดครั้งที่ 3 นะ แต่ถ้าจะต้องไปทำเพื่อชาติอีก ใครจะไม่ไปบ้าง....ไ

อ่านต่อ

ม่มี ยกเว้นดช.หมูป่า ...หลวงปู่บอกว่าคัดออกจากหลวงปู่ ...แต่ที่สุด ด . ช.หมูป่าก็ไป ตกลงเป็นหลานหลวงปู่ตามเดิม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงใน เขาว่า ปชต.คือพลังมวลชน แต่ไม่ใช่แค่ตื้นๆ แค่ใช้ค่ายกล อำนาจ โลกธรรม มาบังคับ สร้างค่ายกลการเมือง ปชต.ที่เลวร้ายมาก เพราะว่าค่ายกลการเมืองที่เขาทำกันนี้ เป็นเรื่องจริงวิชาการเลย ก็คือคุณทักษิณ สร้างค่ายกลการเมืองได้เก่งฉิบหายเลย เขาเอาพลังศาสนาไปรวมกับพลังโลกได้อย่างแข็งแกร่งด้วยก็เลยทนทาน เราก็ได้ออกไปร่วมต่อสู้ ก็เห็นผลว่าปราบได้ ทำได้มีผลอยู่ แต่ก็ยังเหนียวอยู่ไม่เรียบร้อย แต่ก็เห็นว่าถดถอยไปเยอะ เขาเก่งหาเสียงจากคนต่างชาติได้ ได้เงินทุนจากต่างชาติไปเยอะ ได้ทั้งสัมปทาน ล่อให้คนในประเทศใหญ่ๆ ตกเป็นเหยื่อ เพราะเขามีสัมปทานสมบัติของประเทศไทยไปล่อเขา ประเทศอื่นขี้โลภก็อยากได้ทรัพยากรของไทยก็มาร่วมมือกับเขา ทำได้สำเร็จ เหตุการณ์ยืดเยื้อมาจนบัดนี้ แต่เขาก็พ่ายแพ้ไปตามลำดับ จนปัจจุบันก็ยังอยู่ในภาวะไม่ยอมแพ้ราบคาบ ยังไม่ยกธงยอมแพ้ พล.อ.ประยุทธ พูดออกมาชัดเจนว่า ผมจะไม่คุยไม่ปรองดองกับคนหนีคดี ไม่ยอมติดคุก อันนี้เป็นความปรากฏชัด ก็จงรวมมือกับท่านนายกฯไทยที่ท่านเป็นคนเอาจริงเอาจัง อาตมาเห็นว่าท่านเป็นคนประนีประนอม เป็นคนมีกลปราณี คือใช้กลไกทางสังคม วัตถุและจิต เป็นการประนีประนอมให้ได้สัดส่วนดี ได้ผล แต่ต้องไม่ให้ความถูกต้องดีงามพ่ายแพ้ โดยไม่รุนแรงได้มากที่สุดเท่าที่ได้ ถ้าจะเกิดรุนแรงก็ให้น้อยที่สุด เขาบอกว่าธุดงค์ธัมชัย เขาบอกว่าโพลออกมาคนไทยเห็นด้วย 99 % โอโห ทำโพลเก่งฉิบหาย คะแนนขนาดนี้ไม่ธรรมดานะ ที่เขาทำนี่ผิดทั้งทางโลกและทางธรรม ผิดทางโลกคือเบียดเบียนเอาที่สาธารณะไปทำประโยชน์ส่วนตน แม้แต่เป็นเรื่องตกแต่งสร้างภาพโอ่อ่ายิ่งใหญ่ก็ผิดศีล มาลาคันธ วิเลปน ธารณมัณฑนะ วิภูสนฐานาเวรมณีแล้ว ก็คือย้อนแย้งลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้าหมด แล้วเขาก็หลงใหลได้ปลื้มมักมาก มหัปปิจฉะ คนที่ไปหลงมหัปปิจฉะ เป็นคนอนารยะ คือคนไม่เจริญไม่มีภูมิปัญญา ส่วนธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า แต่เขาตรงกันข้ามเลย นอกรีต แล้วทักษิณกับธรรมกายก็ร่วมมือกันทำอย่างไม่เกรงฟ้าเกรงดินเลย อาตมาขออ่านบทความ ธรรมกายต้องตอบนะจ๊ะ ของ นสพ. ผู้จัดการ เอเอสทีวี “ธรรมกาย” ต้องตอบนะจ๊ะ ทำไม “ศุภชัย” ศิษย์เอกโกงสหกรณ์ฯ คลองจั่น ทำไมรับบริจาคเงินยักยอก 700 ล้าน ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -กรณีวัดพระธรรมกาย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจต่อเนื่อง ภายหลังจากที่จัดกิจกรรม “ธุดงค์ธรรมชัย เส้นทางพระผู้ปราบมาร ธรรมยาตรา เพื่อฟื้นฟูศีลธรรมโลก” ครั้งที่ 4 วันที่ 2 -31 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา ทั้งการรวมตัวกันของภาคประชาชนและสภาปฏิรูปพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (สปพช.) ในการปกป้องพระพุทธศาสนา กรณีการเผยแผ่ธรรมของธรรมกายที่ผิดเพี้ยนไปจากในพระไตรปิฎก จนนำไปสู่การล่ารายชื่อ 50,000 คนเพื่อยื่นเรื่องดังกล่าวต่อรัฐบาล ให้เกิดการปฏิรูปศาสนา และที่เป็นประเด็นซึ่งสังคมให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ออกมาชี้แจงแถลงไขถึงความคืบหน้าของคดีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ยักยอกเงินของสหกรณ์ฯ ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 12,402 ล้านบาท หลังสมาชิกสหกรณ์ฯ กว่า 200 คน ซึ่งได้รับความเสียหายจากเดินขบวนมาสอบถามความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการที่ ป.ป.ง. โดย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ป.ป.ง.ระบุชัดว่า จากการสอบเส้นทางการเงินพบว่า นายศุภชัยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินแก่วัดพระธรรมกายจำนวน 15 ฉบับ รวมเป็นเงิน 714 ล้านบาท และทางวัดพระธรรมกายจำนนต่อหลักฐานที่ ป.ป.ง.ตรวจสอบจนยินยอมที่จะคืนเงินบริจาคดังกล่าวคืน น่าสนใจก็เพราะนายศุภชัยคืออัครสาวกคนสำคัญของวัดพระธรรมกาย น่าสนใจก็เพราะวัดพระธรรมกายของ “พระเทพญาณมหามุนี(ไชยบูลย์ ธมมชโย) ประกาศนักประกาศหนาว่า สั่งสอนให้คนเป็นคนดี แต่ไฉนศิษย์เอกอย่างนายศุภชัยถึงคิดชั่วและยักยอกเงินจำนวนมหาศาลไปบริจาคให้วัดพระธรรมกาย คำถามที่สังคมและพุทธศาสนิกชนต้องการคำชี้แจงก็คือ วัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนี ผู้เป็นเจ้าอาวาสรู้เห็นเป็นใจกับการทำความผิดกับการยักยอกเงินของนายศุภชัยหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้า ป.ป.ง.ตรวจสอบแล้วพบว่าวัดพระธรรมกายรับรู้ วัดพระธรรมกายก็จะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายเช่นเดียวกับนายศุภชัยผู้เป็นศิษย์เอกเช่นนั้น ทั้งนี้ กรณีเงินบริจาคดังกล่าวนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557 นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำคณะกรรมการและที่ปรึกษาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อกราบนมัสการพระภาวนาวิริยคุณ หรือหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยนายเผด็จได้หารือ 2 ประเด็น คือ 1. การคืนเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่นายศุภชัยนำมาบริจาคให้กับวัดพระธรรมกายและพระ 2 รูป และ 2. กรณีวัดพระธรรมกายติดต่อขอซื้อที่ดินของนายศุภชัยที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีคำสั่งอายัดไว้ สำหรับประเด็นแรก ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทางวัดพระธรรมกายจะต้องคืนเงินจำนวน 714 ล้านบาทเพราะจำนนต่อหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนเรื่องการซื้อที่ดินก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้วว่า นายศุภชัยนำไปบริจาคให้วัดพระธรรมกายก่อสร้างพระมหาเจดีย์ทัตตชีโว แต่ยังไม่ทันได้บริจาค ปรากฏว่าดีเอสไอมีคำสั่งอายัดเสียก่อน ขณะที่วัดพระธรรมกายได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว แต่มาติดปัญหาที่ดินถูกอายัด ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ จึงต้องมาเจรจาขอซื้อที่ดินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยทางวัดจะขอเรี่ยไรเงินจากผู้มีจิตศรัทธามาซื้อที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด กระนั้นก็ดี กล่าวสำหรับกรณีธรรมกายนั้น ต้องบอกว่า ขณะนี้ประชาชนได้ตื่นตัวกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากล่ารายชื่อ 50,000 คนเพื่อยื่นเรื่องต่อรัฐบาลให้มีการตรวจสอบ และมีการปฏิรูปศาสนา รวมถึงมีการเสวนาเพื่อระดมความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมาดากล่าวในการสัมมนาเรื่อง “กึ่งพุทธกาลกับมารศาสนา ลัทธิสัทธรรมปฏิรูปตรรกะวิบัติของธรรมกาย กรณี ธุดงค์ธรรมชัยวิบัติ” ว่า จริงๆ แล้ว คำว่าธรรมกายเดิมทีชื่อนี้มีความหมายที่ดี เป็นชื่อหนึ่งของพระพุทธเจ้า มาจากกาย แปลว่า กอง ที่รวม ที่ประชุมแห่งธรรม แต่ภายหลังถูกบิดเบือนไปใช้เรื่องของความหมายที่รับรู้กันว่า กลุ่มบุคคล กลุ่มสงฆ์ผู้แสวงหาที่ใช้วิธีการแสวงหาผลประโยชน์ ในนามพระพุทธศาสนา ในนามของต้นธาตุต้นธรรม ที่ก่อให้เกิดการบิดเบือนและก็ความเข้าใจผิด “ธรรมกายจัดกิจกรรม ธุดงค์ธรรมชัย ได้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมทั้งบวกและลบ แต่ว่าเขาก็หวังผลว่ามันจะเกิดผลทางบวก ถึงแม้ว่าลบมันก็จะทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ที่สุดวันหนึ่งเขาก็จะอ้างว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีใครทำ ทำดีก็โดนว่า “และกลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง ในแง่ความบริสุทธิ์ใจที่เรามองเขา เขามีความหลงโดยบริสุทธิ์ใจ หรือเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ อย่างกลุ่มทุน อสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยีศึกษา รวมถึงกลุ่มบริษัทก่อสร้างจะอยู่ธรรมกายกันเยอะ ฉะนั้นต้องมีการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพราะอย่าลืมว่าพระก็อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และเมื่อวัดเข้าไปจดในพระราชบัญญัติสงฆ์ เกี่ยวกับการจัดสร้างวัด ก็ต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพราะมีบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจากทางราชการ”นายแทนคุณแสดงความคิดเห็นและกล่าวด้วยว่า ถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ ปรากฏการณ์ธรรมกาย ก็จะครอบงำและกลืนกินสังคมพุทธไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส เลขานุการเครือข่ายพุทธชยันตี-สังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่าการเผยแผ่ธรรมของธรรมกายได้ก่อให้เกิดความสับสน ผิดเพี้ยนไปจากในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะการนั่งสมาธิและวิชาธรรมกาย ทำให้เกิดกิเลส การเอาดวงแก้วไว้ที่ศูนย์กลางของตัวเอง ต้องมีการขยายเต็มตัว เต็มห้อง เต็มแผ่นดิน เต็มโลก เต็มจักรวาล นั่นแปลว่ามีตัวตนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ดังนั้นเมื่อกระบวนการเรียนรู้ผิดตั้งแต่ต้น เป็นนิพพานมีอัตตาคือ การเห็นจากตรงกลางของตัวเองตลอดเวลา จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้คล้อยตามว่าธรรมกายอยู่เหนือพระพุทธเจ้าอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็คือยังมีตัวตน เป็นลัทธิถืออัตตาไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า “โดยลึกๆ มันจะมีกิเลส มีโลภะอย่างละเอียดเข้าไปเจือในสมาธิ ซึ่งเราเรียกว่า เป็นมิจฉาสมาธิ และปัญหาที่น่าห่วงมากเลยก็คือ มีการบอกเล่ามาว่า ถ้าเป็นคนกลุ่มที่มีเงินเยอะๆ จะมีการไปเข้าคอร์สพิเศษ ซึ่งธรรมกายจะส่งภาพให้เห็นนิมิตได้มากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งนั่นเป็นความลับที่เป็นการเปิดจุดอ่อนให้เข้ามาสะกดจิต โดยวิธีที่เรียกกันว่าการอัดธรรมกาย ที่อ้างว่าจะทำให้เห็นภาพได้เร็วกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันตรวจสอบให้มากๆ” ทั้งนี้ จากเอกสารวิชาการว่าด้วย “กรณีธรรมกาย” ที่สภาปฏิรูปพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (สปพช.) ได้จัดทำขึ้นมีรายละเอียดของพระไตรปิฎก ว่าด้วยเรื่องนิพพานเป็นอนัตตา ที่ธรรมกายได้มีการพยายามทำให้เรื่องของนิพพานเป็นอจินไตย ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน ที่มีอยู่ 4 อย่าง คือ พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก และโลกจินตา ความจริงคือ นิพพานไม่จัดอยู่ในอจินไตย 4 และเรื่องที่เป็นอภิปรัชญา เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ แต่จะทรงตอบในเรื่องที่ทำให้ดับทุกข์ได้เท่านั้น อันเป็นเรื่องที่ควรคิด ควรเข้าถึง ซึ่งนิพพานที่อยู่ในกระบวนการดับทุกข์ คือเป็นนิโรธอริยสัจ นิพพานจึงไม่ใช่เรื่องเชิงปรัชญา หรืออจินไตยที่ธรรมกายใช้เผยแผ่กัน สำหรับหัวใจสำคัญของเอกสารวิชาการดังกล่าวได้อธิบายว่า ลัทธิที่ถืออัตตาไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า ดังระบุข้อความในอภิ.ปุ. 36 / 103 / 179 โดยพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ศาสดาที่บัญญัติอัตตาว่าเป็นของจริงแท้ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้านั้นเป็นศาสดาประเภทสัสสตวาท คือ เชื่อว่ามีอัตตาที่เที่ยงแท้แน่นอน ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติอัตตาว่าเป็นของแท้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นั่นก็คือ อัตตาไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ มีแต่ในภาษาสมมุตนั่นเอง โดยอัตตาเป็นเพียงการยึดถือสภาวธรรมในหมู่ปุถุชน เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวตนเป็นเพียงภาพความคิดที่เกิดขึ้นในใจ เป็นโลกความคิดซึ่งซ้อนบังภาพในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากสภาวธรรม เมื่อยึดถือหรือคิดเข้าใจอย่างนั้นก็เป็นอัตตทิฏฐิ (ความเข้าใจว่ามีอัตตาอยู่จริง) ซึ่งเมื่อละอัตตทิฏฐิได้ ก็จะเห็นสภาวะธรรม และเห็นนิพพานได้ในที่สุด อัตตาจึงเป็นแค่เพียงความยึดถือเข้าใจไปเองของคนเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่แต่แรกแล้ว นี่คือความจริงของวัดพระธรรมกาย ซึ่งถึงเวลาที่พุทธศาสนิกชนจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรกันอย่างจริงจังเสียที ….จบบทความ พ่อครูว่า...ให้ตั้งสติดีๆ คุณกำลังตกเป็นเหยื่อ ยิ่งกว่าสมัยรัสปูติน นี่คือรัสปูตินสมัยใหม่ สะกดจิตเก่งหลอกไปได้ทั่วบ้านทั่วเมืองเลย ขอยืนยันว่าคือวิชาสะกดจิต อาตมาเคยทำมาเป็นแต่ไม่เอาวิชาพวกนี้มาทำชั่วเพื่อสร้างบริวาร เรื่องที่อาตมาเห็นแย้งคือ นิพพานไม่จัดอยู่ในเรื่องอจินไตย และ โลกวิสัยนั้นคนจะเข้าถึงโลกวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิสัยก็คือคนที่อยู่เหนือโลกได้ มีฌานได้ ก็จะไม่ใช่เรื่องอจินไตยสำหรับคนนั้น แล้วเรื่องนิพพานนี่ไม่ใช่อจินไตย แล้วพุทธวิสัยก็มีแต่พระพุทธเจ้าที่รู้ แล้วอธิบายได้ อจินไตยคือเรื่องที่คนจะคิดเดาเอาไม่ได้ คิดนึกเอาไม่ได้ แต่ปฏิบัติเข้าถึงได้ แล้วนิพพานคือตัวดับทุกข์ เป็นสุดยอดอจินไตยเลย อัตตาโดยเนื้อแท้แล้วสำหรับผู้ปฏิบัติได้แล้วก็ไม่มี แต่โดยสมมุติแล้ว อัตตาเป็นเรื่องที่มีอยู่ แต่โดยตัวของมันเองมันไม่มี แต่คนอวิชชา หลง อ่านความยึดติดอัตตาตนเองไม่ได้ก็เลยคิดว่าอัตตาไม่มีหรือไม่รู้ว่าอัตตามี คนที่ล้างอัตตาได้ จะรู้ว่าอัตตาไม่มี แต่จะรู้สมมุติว่า ต้องอยู่กับอัตตา อาศัยอัตตาอย่างสมาทาน มีการยึดไว้อย่างมีปัญญา มีเจโต จะวางปล่อยเมื่อไหร่ก็ทำได้ คนที่เข้าถึงจะทำได้ แต่โดยแท้จริงสูงสุดในปรมัตถ์อัตตาไม่มี แต่มีอยู่ในภาษาสมมุติและคนที่เขายึดติดอัตตาอยู่จริงก็มีสำหรับเขา เพราะเขาไม่มีความสามารถปล่อยอัตตาที่เขามีได้ ยกตัวอย่างในโลกมีคำโกหก มีคนโกหกอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่คำโกหกไม่ใช่ของจริง อัตตามันก็มีอยู่ คนก็ยึดอยู่ อาศัยอยู่ แต่คนที่หมดความยึดอัตตาก็อาศัยได้ ผู้บรรลุธรรมแล้วตนเองอาศัยนิดหน่อยเท่านั้น แต่มีสมรรถภาพ ทำงานได้มากกว่าตนกินตนใช้เป็นคนมีประโยชน์ต่อโลก คนที่ละอัตตาได้แล้วจะไม่พูดว่า “ อัตตาจึงเป็นแค่เพียงความยึดถือเข้าใจไปเองของคนเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่แต่แรกแล้ว” วิชชาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าจะล้างได้พรวดเดียวหมด ต้องมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จัดกรอบตัดกรอบของตนเอง ทำได้แล้วจะรู้โครงสร้างเป็นโมเดล แล้วค่อยขยายโมเดลไป ธรรมะพระพุทธเจ้าราบเรียบไม่มีอะไรขรุขระเหมือนชายฝั่ง ผู้ใดปฏิบัติไม่เป็นลำดับไม่มีทางหมดเกลี้ยง แค่คำว่า ถวายเข้าพระพุทธเจ้าได้ก็เป็นเรื่องอัตตาแล้ว แล้วที่เขาทำอย่างอื่นอีกอุตริมาก ไม่ใช่อุตริมนุสธรรมนะ อาตมาพูดนี่ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับธรรมกายนะ คำสามคำนี้ ใกล้เคียงกัน แต่สภาวะนั้นต่างกันมากเลย คือ อารยะ อริยะ และอาริยะ อริยะจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทป่าชัดๆ ประเภทเมือง คนโลกๆ ชัดๆ ประยุกต์ป่าและบ้าน อย่างธุดงค์ธัมชัยนี่ประยุกต์ใช้ เลวร้าย พวกป่าก็ หลอกได้แต่คนชอบป่า พวกเมืองก็หลอกได้แต่คนชอบเมือง แต่นี่หลอกได้ทั้งสองแบบนะ อารยะคือโลกาธิปไตย อำนาจที่รวบรวมความเป็นโลก โลกมี ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข อัตตทัตถสุข อัตตทัตถสุข ก็แยกเป็นพวกจิตนิยมหรืออัตนิยม subjective อีกพวกคือโลกวิสัย เป็น objective พวกนี้จะถูกข่ม โดยพวก subjective โลกปุถุชนจะมีอำนาจทางโลก วัตถุ ทรัพย์สิน บงการ ใช้ซื้อเลย เขาก็ซื้อกันอยู่ ทุกวันนี้พยายามสร้างอำนาจให้แก่ตน เขาก็พยายามพิมพ์เศษกระดาษมาเป็นเงินให้คนรับรองเขา แล้วเอามาซื้อสิ่งของให้ประเทศตน จนแม้ประเทศตนไม่มีทองคำเป็นสิ่งประกัน เขาก็ปั๊มเศษกระดาษ ออกมาทั่วโลก สักวันมันจะแตกออก ตอนนี้ก็แข่งกัน ระหว่าง หยวน กับดอลล่า ใครจะใหญ่ อารยะแปลว่าผู้เจริญผู้ประเสริฐ แต่ไม่รู้จักจิตวิสัย เรียนรู้ได้แต่ consciousness เข้าสู่ subconsciousness หรือ unconsciousness ไม่ได้ คนที่จะเข้าถึง unconsciousness ต้องเป็นระดับอาริยะ สามารถอยู่เหนือได้ไม่เป็นทาสกิเลสพวกนี้ ชาวอโศกเป็นได้ เรากล้ารับรองว่าเราอยู่เหนือโลกธรรมได้ ไม่หลงใหล ถ้าจะได้ลาภ ยศ ได้มาก เช่น หาเงินได้เดือนละ 1 ล้าน เราก็มีได้แต่ไม่ติดยึด เราสะพัดให้คนอื่นแล้วเราไม่จำเป็นต้องมีเงินล้านก็ได้ แต่ถ้าคนติดเงินล้าน เป็นทาสคือจะไม่ยอมเสียเงินล้าน ถ้าคนไม่เป็นทาสก็ไม่หลง สามารถสร้างทำได้แต่ไม่หลงยึดติดเงินล้านนี้ จะมีกี่ล้านก็ตามก็เป็นจริงได้ ไม่ติดยึดได้จริง คือคนพ้นทาส โลกธรรมในด้านลาภ ยศ คือขอบเขตอำนาจในการปกครองบริหาร ผู้ใดได้ยศมาเท่าที่ตนได้รับมองแต่งตั้งมา แต่ทำงานได้ตามกรอบ คือทำงานไม่ได้หลงเอายศมาล่าลาภ เบ่งทับคนอื่น ผู้รู้จักยศก็คือการได้อำนาจทำงานกรอบนี้เป็นผู้รับใช้ไม่ใช่ให้เอาไปเบ่งข่ม มีแต่ทำให้ดี ผู้นี้อยู่เหนือยศ แม้จะไม่ได้รับแต่งตั้ง แต่คนนี้ทำงานได้ก็คือมียศโดยธรรม เป็นคนดูแลคนเป็นร้อยคน ก็คุมคนเป็นกองร้อย เป็นนายร้อย แล้วทำงานโดยตนไม่เอาจากคนอื่น จัดสรรทรัพยาการอย่างเหมาะสม คนไหนต้องใช้มากจำเป็น หรือคนไหนต้องใช้น้อย ก็ให้ตามสัดส่วนจำเป็น เด็ก คนป่วย คนชรา ก็จะเข้าใจ หรือคนนี้สมรรถภาพต่ำกว่าเราก็ต้องให้คนด้อยกว่า แม้มีสรรเสริญก็ไม่ติดสรรเสริญ ผู้รู้จักกามคุณ 5 อยู่เหนือกามคุณ 5 ได้ มันเป็นนามธรรม รสติดยึดรสอร่อยทางทวาร ไม่มีจริง รสชื่นใจในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในรส ในสัมผัส มันไม่มีจริง คุณยึดทั้งนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงจุดก็ไคลแมกซ์ก็รู้แล้วไม่ต้องเอาอย่างนั้นได้แล้ว จิตก็หมดความยึดติดในสุขได้ แม้อัตตาก็ล้างมาตามลำดับ อย่างอนาคามี หมดกามแล้ว มีแต่อัตตา อนาคามีรู้อัตตาจริง รู้จักจิตแท้ อาศัยจิต ยึดจิต เหลือเชื้อ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ที่เหลือเชื้อ จึงเป็นผู้รู้จักอัตตาจริง รู้สิ่งที่อุบัติอยู่ รู้จักอุปปาติกะ ก็เรียนรู้ล้างไปจนหมดเป็นอรหันต์จะไม่มีอุปปาติกะ แต่จะรู้จักใช้อุปปาติกะ อนาคามีจะมีอุปปาติกะ อยู่ จึงเรียกอนาคามีว่าเป็นผู้อุปปาติกะ ในอารยะ คนเจริญที่ว่านี้เข้าใจจิตเจตสิกไม่ได้ เข้าใจแค่จิตสำนึก ระดับจิตใต้สำนึกหรือไร้สำนึกเข้าใจไม่ได้ เข้าถึงไม่ได้ ซึ่งอัตตานั้นมีหลายระดับ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา คนที่ล้างอรูปอัตตาได้ก็จะกลับมาอยู่กับมโนมยอัตตา กลับมาอยู่ที่การทำจิตสำเร็จได้โดยตน มโนมย คือทำจิตสำเร็จ ถ้าอรหันต์จะยังอยู่ ก็มีตน อัตตทิฏฐิ (ความเห็นของคนที่เข้าใจ รู้อัตตา) ผู้ใดปฏิบัติแล้วอ่านสภาวธรรมของอัตตาว่ามันทำงานอยู่ แล้ว ผู้นี้เรียกว่าอัตตานุทิฏฐิ คือผู้รู้เห็นตามเห็นทิฏฐิของตนได้ จึงเป็นคนที่จะลดอัตตา ลดกิเลสได้ ส่วนอารยะนั้นอัตตาระดับจิตสำนึกเขาก็รู้ไม่ชัด อัตตาระดับกลาง จิตใต้สำนึกก็รู้ยาก ส่วนอัตตาระดับจิตไร้สำนึกเขาไม่มีสิทธิ์รู้จัก แต่อัตตาทุกอันเป็น potential energy คุณยึดอย่างอกุศลจิตมันก็มีผลบังคับคุณตลอดเวลา คุณสู้มันไม่ได้หรอก อารยชนจึงอยู่ในระนาบกว้างไม่ลึกถึงจิต แต่ปรุงแต่งเก่ง โลกธรรมก็ใช่เก่ง สร้างโลกมาทับถมโลก พวกอบายมุขนี้อารยมนุษย์จะไม่รู้ ทุกวันนี้ นายเต้นแร้งเต้นกานี่รวยชะมัด เขาก็หลงส่งเสริมอบายมุขกัน เขาก็หลงซาดิสม์และมาซูคิสม์ อีกพวกหนึ่งก็หลงใหล romanticism ปรุงแต่งหวานจ๋อย มีทั้งสองทิศเลย จัดจ้านแน่นแรง โลกอารยะไม่รู้ แล้วใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือหากินด้วย ใครมีนักกีฬาเก่งๆ ก็ขายได้แพงๆ ทั้งที่ไร้สาระทำลายรุนแรงเขาก็กลับส่งเสริม นี่คือโลกอารยะ หรือนักธุรกิจหาเงินได้เก่งมีวิธีการเรียกค่าลิขสิทธิ์แพงๆ นี่คือโลกอารยะทุกวันนี้จึงได้เปรียบกันมหาศาล แล้วเขาก็ตั้งเป็นกฎเกณฑ์โลกเลย เราจะไม่ตกเป็นเหยื่ออารยะคือเราต้องเลิกละ อบายมุข ธุรกิจการค้าคือความรวย และธุรกิจการเมืองคืออำนาจ อย่าไปตกในวงจรเขา เราก็หลุดพ้นออกมา คนเขาโกงเก่ง จะมีเหลี่ยมมุมอย่างไรก็เอามาโกง จนคนเขาเรียกว่า ไอ้หน้าเหลี่ยม แล้วเอาอำนาจการเงินการบริหารยังไม่พอก็เอาอำนาจทางศาสนาอีก อารยธรรมทุกวันนี้ใช้ทั้งโลกและศาสนามาหลอกคนเลย ผู้เรียนรู้ทันก็จงออกมาจากวงจรอารยธรรม ผู้ที่เข้าใจว่าตนไม่ควรตกในอำนาจอารยธรรม ก็ดีแต่ว่าไม่มีวิธีออก ก็หนีเลย คือพวกอริยะ หนีลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เรื่องกามก็กดข่มไว้ ไม่รู้จักอัตตา หนีลาภ ยศ สรรเสริญและกามมีวิธีสะกดจิต หรือลืมตาสะกดจิต พยายามไม่ยุ่งเกี่ยว ก็ทำได้มีผลสำเร็จ แต่ไม่มีการเรียนรู้ทางจิตวิเคราะห์ จิตเจตสิก รูป นิพพาน เขาไม่รู้รายละเอียด ไม่รู้จักเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่รู้จักวิญญาณจริงที่เกิดจากการกระทบสัมผัสทาง ทวารทั้ง 6 เลย ไม่รู้จักผัสสะ 3 ไม่รู้ ปสาทรูป โคจรรูป แล้วมีผัสสะเกิดวิญญาณ เป็นภาวรูป ก็ไม่รู้ เมื่อเขาไม่เรียนรู้ก็ใช้วิธีสะกดจิต หลับตา ดับหลับเขาไป สายหลับตาสำเร็จ ได้การสะกดจิตแต่ไม่มีความรู้โลกีย์เลย อยู่กับอัตตาตนเองเต็มบ้อง นี่คือสายหนึ่ง สายอริยะ ป่า อริยฤาษี อีกสาย อรยะลืมตา สายอริยะบ้าน สายนี้ก็พยายามสะกดจิตตนเองก็ไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเหมือนกัน แต่ไม่จิตวิเคราะห์ psychoanalysis ไม่มีการเรียนรู้อย่างชาวพุทธสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่เป็นพระบ้านก็ใช้วิธี รู้ นิ่ง เฉย สะกดจิตตน ไม่รู้อัตตาซ้อน เสพไปตามบารมี พอเป็นไปได้ ถ้ามีปฏิภาณดีๆก็ว่าสะสม กามคุณ มากๆ เขาไม่ยินดีกันนะก็ซุกซ่อนซับซ้อน ได้ระดับหนึ่งก็ของตนเองทนได้ แต่ก็จะทนไม่ได้ต่อไปเมื่อมันมากๆ ขึ้น จึงใช้ฉลาดแกมโกงหลอกชาวบ้าน คือพวกพระบ้านประยุกต์ เอา subjective และ objective มาผนวกกัน ทั้งอัตวิสัยและโลกวิสัยมารวมกัน โดยการสะกดจิต พอคนถูกสะกดจิต เขาก็ไม่รู้ว่า คนสะกดเป็นเจ้านาย แล้วถูกใช้ให้ไปทำงานเอาเงินมาถวายวัดธรรมกาย นี่ก็คราวก่อนก็ปาราชิกไปแล้ว 900 ล้าน คนร่วมกันทำก็ปาราชิกกันทั้งพวง นี่ก็มาอีกคดี 700 ล้าน ให้มีนายหน้าทำ แต่จำนนด้วยหลักฐาน ปาราชิกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ทำไมเขาไม่กลัวบาปกรรมเลย ไม่กลัววิบากเลย แล้วดันมารู้ด้วยว่า ใครตายแล้วเป็นอะไร เก่งฉิบหาย คนอะไรรู้กรรมวิบากแต่ไม่กลัวกรรม สรุปว่าเขาไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก ไม่รู้กรรมชั่วกรรมดี ก็เลยพูดออกมาอย่างย้อนแย้ง คือมันทำลายศาสนาพุทธนะ อย่ามาหลงเทวทัตเลย เทวทัตเขายังไม่ใช้เทคโนโลยี่อย่างนี้ ใช้ psychology ก็เก่งนะ อาตมาสู้ไม่ได้เลยไม่เก่งใช้เล่ ห์ เหลี่ยมอย่างนี้ ใช้ทั้งเทคโนโลยี่และ psychology ต้องใช้ศัพท์ว่า เก่งฉิบหายนะ ที่พูดนี่เจตนาดีว่าหยุดเถอะ คุณหาเวรภัยต่อตนทั้งนั้น อาตมาพูดอย่างจริงใจ ว่าให้หยุดเถอะ อาตมาไม่ได้ไปทำด้วยกับคุณนะ สงสารจึงต้องติงเตือนนะ คุณจมลงไปในสังสารวัฏนะ ให้ตั้งสติกันดีๆ อย่าหลงเป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป

ใครร่วมมือกับเขาก็คือมอบตนในทางผิด พระพุทธเจ้าให้หลีกออกจากคนพาล มาอยู่กับบัณฑิตให้ได้ อย่าไปร่วมพูด ร่วมคิด ร่วมทำ เริ่มต้นไม่ร่วมทำได้เบื้องต้นแล้วต่อไปก็ไม่พูดส่งเสริมให้คะแนนทางโน้น จนกระทั่งสามารถพูดต้าน พูดลบ พูดปฏิกโกสนาคือคัดค้านอย่างแรง อาตมาถือว่าเป็นนานาสังวาสนะ แต่ถ้าอาตมาถือว่าพรหมทัณฑ์ก็จะไม่พูดด้วยไม่บอก ถ้าระดับนานาสังวาสอาตมาทำขนาด ปฏิโกสนา แต่ไม่ทำถึง อุโกฏนา คือไปฟ้องร้องเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ อาตมาใช้แค่มุขสตี ปากพูดตำหนิเท่านั้นไม่ได้ไปทำถึงถูกเนื้อถูกตัวไปตบตี ตบเบาๆก็ไม่ทำ เพราะเหมือนกระเทย ทำแค่ปากหอก ไม่ได้ละเมิดคำสอนพระพุทธเจ้าเลย เพื่อสาธยายชี้แจงให้เข้าใจสัจจะ วันนี้เป็นวันสำคัญระลึกถึงรอบที่เราได้ทำสงครามทางโลกมาแล้ว ก็มารบกันทางศาสนา ทางธรรม ซึ่งไม่แบกอาวุธ ระเบิดปืนมา แต่เขาใช้แค่ มุขสตี เท่านั้น อาตมาจริงใจในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ทางเถรวาทไม่เข้าใจโพธิสัตว์ ซึ่งเถรวาทเข้าใจว่าโพธิสัตว์คือปุถุชน แต่ที่จริงแล้ว โพธิสัตว์คือผู้ที่มีภูมิตรัสรู้ คือรู้ตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัส ปฏิบัติมีสภาวะ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ นี่คือความรู้ที่ตรงกับพระพุทธเจ้าสอนมา ตรวจสอบแล้วตรงกัน นี่คือผู้มีความตรัสรู้ ทีภาษาบาลีว่า โพ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน