580219_ความรัก๑๐มิติ(๑๘) สังคมพุทธ ไม่หยุดเอาภาระ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580219 _ ความรัก 10 มิติ( 18 ) สังคมพุทธ ไม่หยุดเอาภาระ
พ่อครูว่า..วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 19 ข ึ้น 2 ค่ำเดือน 4 ปีมะเมีย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ที่บวรราชธานีอโศก เวลาผ่านไปๆ อาตมาก็ถอนหายใจทุกทีบ่นแต่เรื่องเวลา เพราะว่าวันๆ หนึ่งที่ผ่านไปๆ อาตมาเห็นว่าเป็นเวลาที่มันน่าเสียดายที่เราไม่เก่ง เราทำประโยชน์ให้แต่ละเวลา วินาที มันเกิดงานอะไรที่เป็นสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ทำแล้วก็ไม่เก่ง อาตมานี่ทำแล้วก็แก้แล้วแก้อีก ไม่เก่ง มันก็เลยเสียดายเวลา เพราะเราเองไม่เก่ง มันน่าจะทำอะไรได้ดีๆ แล้วเป็นประโยชน์ทิ้งไว้ในโลก ใครจะเอาก็เอาใครไม่เอาก็ทำไว้ อาตมาแน่ใจว่าสิ่งที่เราทำไว้มันไม่เน่า แล้วก็คิดว่าคงจะมีคนเก็บไว้ เอาไว้ทำประโยชน์ เอามาไว้เพื่อศึกษาสืบสานเอาไว้บ้าง ก็คงไม่ขี้เหร่จนคนทิ้งขว้าง เหมือนกับคนที่เขาทำไว้เยอะ พอตนตายก็ไม่มีส่วนเหลือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ คนที่เป็นเช่นนั้นเยอะ ชีวิตเกิดมาทำอะไรเหลือค้างไว้แก่โลกไม่ค่อยเป็นสาระที่ยืนนาน สาระสำคัญที่คนเอามาใช้ แล้วก็เอามาใช้อยู่ รักษาเป็นคุณค่า ตัวอย่างพระพุทธเจ้าหรือปราชญ์ศาสดาเอกมากมาย แต่ว่าคนเรานี่เกิดมาตายไปไม่รู้กี่ล้านๆๆๆคน หมุนเวียนไป คนที่ทำงานแล้วก็เหลือสมบัติ เหลือความรู้ ผลงาน ก็ดี ที่เหลือไว้แล้วเป็นแหล่งที่จะขยายความรู้ ประโยชน์ให้แก่คนรุ่นหลังๆๆได้ มีไม่เท่าไหร่ ในคนที่มาเกิดในโลกไม่รู้กี่ล้านๆ ค น ปัจจุบั นคนมีประมาณ เจ็ดพันล้านคนในโลกนี้ เอาแต่ปัจจุบันนี้ก็ได้ เจ็ดพันล้านคน ที่บางคนก็ถือว่ามีคุณค่าเหลือเกิน คิดอะไรทำอะไรไว้แก่โลก แก่คนรุ่นต่อๆมา ไม่ว่าจะเป็นทางเทคนิค หรือคุณค่าทางมนุษย์ คุณธรรม อาตมาเห็นว่า คุณค่าทางเทคนิค จะถูกคนรุ่นใหม่กลบๆๆ น้อยที่จะเป็นความรู้ต้นทางหลัก นอกนั้นก็ถูกคนใหม่ทำได้ยิ่งกว่า
อ่านต่อ
กลืนหายไป ส่วนความรู้ทางคุณธรรม สำหรับมนุษย์ต้องอาศัยศึกษาฝึกฝนให้แก่ตน อาตมาว่ามีมากกว่า แล้วยืนยงยืนยาวกว่าด้วย เท่าที่ดูประวัติศาสตร์บันทึกมา หลายร้อยปี ก็เป็นความเป็นอย่างที่พูด ทางเทคนิคไม่ยืนนาน แต่ความรู้ทางด้านคุณธรรม หลายแง่หลายเชิงมาก เยอะ แล้วยาวนานมาหลายพันปีมีไม่ใช่น้อย ที่ยังยอมรับเอามาใช้ในชีวิต มากน้อยก็แล้วแต่ แต่ถ้าคนที่เห็นความสำคัญของความเป็นคน ความรู้เทคนิคเราก็เอามาใช้ได้ แต่ความรู้ทางธรรมะสิ คนส่วนใหญ่ สามัญสำนึก ถ้าถามจริงๆแต่ละคนๆ ว่าความรู้เทคนิคกับความรู้คุณธรรมอะไรสำคัญกว่ากัน เขาก็ตอบว่าคุณธรรมสิสำคัญกว่า แม้แต่เขาจะหลงเทคนิค เขาก็จะตอบว่าคุณธรรม เขาตอบได้ แต่เขาไม่ได้เอาชีวิต เวลาไปทุ่มเทให้คุณธรรมเท่าไหร่เลย เขาไปเพ่งทางเทคนิคมากกว่าทางธรรม เขาเน้นน้อยกว่า เพราะอะไร? เพราะกิเลสมันใหญ่ ความรู้จริงโดยสำนึก ปฏิภาณรู้ว่าอะไรดี แต่ก็สู้กิเลสไม่ได้ ก็ลองทบทวนตัวเองดู แต่ก่อนหรือแม้ปัจจุบัน เรารู้ว่าอันนี้ไม่ดี อันนี้ดี แต่ว่าจริงๆเราแพ้มันไหม?แต่ก่อนเราแพ้มันมาก อย่างไม่ได้ทบทวนเลย พอเรามาได้สนใจธรรมะเราก็ยังได้ทบทวน ยังได้ลงโทษตำหนิตนเองบ้าง พอมาศึกษาจึงรู้ ที่แพ้แล้วทบทวนก็เพราะมีกิเลสนี่แหละ กิเลสนี่มันไม่ใช่เล่นๆ ไม่ง่ายเลย ทีนี้กิเลสนี่มันแฝงมันซ้อน ถ้ากิเลส อยู่ในสายโทสะ พอเข้าใจว่า มันทำลาย ยิ่งทุกวันนี้เข้าใจมากเลยว่าทำลาย ในโลกก็เข้าใจ เขาก็พยายามลดความรุนแรงทั้งโลกเลย ตามลำดับ แต่ว่าเขาก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าอะไรคือความรุนแรงแท้จริง ก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรม หรือการกระทำที่ยังสนับสนุนส่งเสริม สร้างความรุนแรง เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ สังเกตดูนะว่า ชาวอโศกเรานี่ เราเรียนรู้ฝึกฝนรวมตัวกันมา 30 – 40 ปี ที่เราได้ผ่านมา พวกเราสังเกตดีๆอ่านดูปรากฏการณ์จริง ว่าพฤติกรรมทางรุนแรงเรามีมากขนาดไหน อย่างเทียบกับข้างนอกเขาที่เราได้รู้ข่าวคราว ข้างนอกเขาไม่ได้หมดไม่ได้น้อยลงเลย เพราะเขาเข้าใจแนวละเอียดซับซ้อนไม่ได้ แล้วให้คนตกอยู่ในภาวะรุนแรง เป็น ซาดิสม์ และมาซูคิสม์ มันชอบหรือเห็นว่า หลอกกันจนสะใจชื่นใจ มันดี มันเป็นโลกียรส อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้าให้พวกเราศึกษา ผ่านมา 30 – 40 ปี มีรายละเอียดให้เราประเมินผลว่า อาตมาประสพผลสำเร็จที่ลดความรุนแรงได้ ลดได้ถึงขั้นปาฏิหาริย์ ตรงไหนเป็นเครื่องชี้บ่ง ว่าลดความรุนแรงได้ถึงขั้นปาฏิหาริย์ ก็คือพาพวกเราไปใช้ความสงบ ไปปฏิบัติอยู่ในแวดวงที่เขาจะสร้างความรุนแรง วิจัยวิจารณ์ถึงด่าทอตำหนิแรงหนัก จนถึงขั้นต้องปราบปรามกัน เขาถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำการปราบปราม แทนที่จะมีฝีมือ ก็ปราบโดยความรุนแรงเพื่อให้สำเร็จผล แต่สุดท้าย เราทำสำเร็จ ความสงบ สยบความรุนแรงสำเร็จ อาตมาถือว่าปาฏิหาริย์ ใครจะบอกว่าเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ แต่อาตมาก็ว่าสำเร็จ เพราะเราไปนี่พยายามไม่ก่อความรุนแรง พยายามปรามกัน แต่ก็ต้องมีความแรงที่มีน้ำหนักให้เกิดผลได้ นี้เข้าใจได้ คนที่สามารถพูดอย่างนิ่มนวลแล้วให้คนแรงนี่หยุดแรงได้ ต้องมีบารมีมาก มันก็ต้องมีความแรงผสมบ้าง แต่ค่าเฉลี่ยนี้อาตมาเห็นชัดว่า พวกเรานี่ให้คะแนนได้เลย ว่าพวกเราสอบได้ไม่ได้ไปก่อความรุนแรงจริงๆ เหตุการณ์ที่เราได้ผ่านมานี่ นี่วันที่ 10 อาตมาต้องไปศาลแขวงดุสิต คืออาตมายังถูกข้อหาฝ่าฝืน พรบ.ความมั่นคง ซึ่งข้อหานี่ที่จริงมีความซับซ้อนมากเลย แม้อาตมาฝ่าฝืนพรบ.ความมั่นคง ที่เขาห้าม แต่มันน่าจะมีความเข้าใจว่า อาตมาฝ่าฝืนไปทำไม ความมั่นคงนี่เป้าหมายหัวใจคือเขาต้องการรักษาความสงบ ไม่ใช่จะต้องการสร้างความรุนแรง เราเองไปทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ จนมีน้ำหนักสยบความรุนแรง แล้วเราก็ทำได้ด้วย เขาจะรู้ได้ไหม นี่คือปาฏิหาริย์เกินสามัญ อาตมาว่า พรบ. ความมั่นคงนี่มีเนื้อหารักษาความสงบเรียบร้อยนะ แล้วอาตมาก็พาทำเช่นนั้น ประเมินแล้ว อาตมาว่าได้พยายามสร้างองค์ประกอบศิลป์และศาสตร์ให้สร้างความสงบสยบความรุนแรงจริงหรือไม่ ไม่ได้ทำเพื่อเสริมหนุนให้เกิดความรุนแรงเลย เทียบกับกลุ่มใดๆก็ได้ แม้แต่ในปี 2553 เราก็ใช้ความสงบ ที่จะมาสยบ ความเคลื่อนไหวที่มีทีน่าจะรุนแรง แต่ปี 2557 นี่เหตุปัจจัยมันตอบได้เลยว่า “ความสงบ สยบความรุนแรงได้” เป็นปรากฏการณ์จริงของมนุษยชาติ ที่มาปรากฏให้เห็นให้ได้ศึกษา เพราะอาตมามั่นใจว่าจะสร้างพฤติกรรมสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์คุณค่าแก่มนุษย์ อาตมาว่าตั้งใจทำเช่นนั้น อาตมาพยายามสร้างบรรยากาศให้มันรื่นเริงบ้าง ไม่ให้มันเงียบเหงา ทั้งเงียบอย่างสดชื่น หรือเงียบอย่างไม่เหงาไม่ซึมเซา แต่ถ้าสภาพมันดูเงียบเหงาซึมเซาก็จะให้มีบรรยากาศคลายเครียดขึ้นมาบ้าง แต่โดยจริงแล้วก็ไม่ได้อยากจะทำมาบำเรอจิตตนเอง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้วไม่เอร็ดอร่อยไม่รื่นเริงก็ไม่ใช่ โดยความหมายคือ คนที่ยังมีสุขกับการเล่น การเที่ยวก็ยังไม่เจริญเท่าไหร่ เวลาไปเสียกับการเล่น การเที่ยว คนเราหากเข้าใจ กรรมกิริยา พฤติกรรมในชีวิตแล้ว ไม่ต้องไปเที่ยวไปเล่นอะไร พระอนาคามีขึ้นไปก็เลิกเล่นเลิกเที่ยวแล้ว อานาคามีไม่ได้มีอารมณ์โลกีย์ ที่เกิดจากปสาทรูป โคจรรูป ว่าอันนี้เพลิดเพลินสนุก เป็นกามคุณแต่อย่างใด อนาคามีเหลือแต่อัตตา ส่วนเศษที่เหลือก็รู้ว่ามี แต่ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องสนุกสนาน อนาคามีจะรู้ว่ากิเลสที่ตนเหลือเป็นอัตตกิลมถะ เป็นเรื่องลำบาก เป็นภาระ เป็นเรื่องถ่วง เป็นเรื่องไม่ได้พาเจริญอะไร อนาคามีขึ้นไป อรหันต์ก็ไม่แล้วเรื่องเที่ยว จะรู้ค่าของเวลา ศาสนาพุทธรู้ว่า เวลากำลังล่วงไปๆ บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ นี่ก็เป็นข้อเตือนสติที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ แล้วเวลาผ่านไปเราไม่ทำอะไร มันมีข้อต่อไปว่า กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก มีค่าไหม มีประโยชน์ไหม ยิ่งทำสิ่งที่ไร้ค่า ก็แย่แล้ว แม้ไม่ทำสิ่งไร้ค่า แต่คุณปล่อยเวลาไปเฉยๆ ทำไม ถ้าเรารู้ว่าเราบำเรอตนเอง บำเรอด้วยกามด้วยอัตตา ต้องกำหนดรู้ อนาคามีหมดกามเหลือแต่อัตตา เมื่อหมดอัตตาอีกก็จบ อนาคามีเหลือแต่อัตตาไม่เกี่ยวกับโลกธรรมที่จะเอามาเป็นรสเลย ก็มีแต่อัตตาตนเอง ก็ไม่ต้องเที่ยว ไม่ต้องเล่น รู้อัตตาตนเอง ก็จะไปเสียเวลาบำเรอทำไม? จะรู้กรรมการกระทำ สัมมากัมมันตะ เราควรทำอะไร อะไรเป็นประโยชน์คุณค่า จะรู้พักรู้เพียร ชีวิตแต่ละวันก็เราไม่พักเราไม่เพียร คือผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว สูงสุดแล้ว คำว่าอัตตานี่ การบำเรออัตตาอย่างโลกีย์มันจะต้องใหญ่ทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม โลกธรรม นี่คืออัตตาทางอารยบุคคล ส่วนใหญ่ทางอริยะ คืออัตตาทางจิตใหญ่ เป็นอัตตาเต็มบ้อง มันเป็นนามธรรมเป็นตนเองมีศักดิ์ศรีมักน้อยสันโดษสุดโต่ง แล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกเลย มีประโยชน์น้อยกว่าก้อนดินก้อนหินอีก แล้วเขาก็ว่า มักน้อย แต่ว่าที่จริงมักน้อยสุดโต่งเป็นอัตตาเต็มบ้อง แต่ทุกวันนี้มีคนฉลาดแกมโกง เหมือนจะเป็นอาริยะ แต่ว่าเอาความเป็นโลกีย์ อารยะ บวกกับ อัตตาเต็มบ้องอริยะ ไปหลอกคน ไม่ใช่แบบมืดด้วยแต่เป็นแบบใส เป็นอาภัสรา แล้วผนวกเอากามและอัตตา มาสร้าง ออกแบบ ทุกอย่าง ออกมาให้มนุษย์ เป็นวิมานให้มนุษย์แล้วสำเร็จด้วย มีตัวอย่างให้เห็นของจริง เป็นตัวอย่าง แล้วมีฤทธิ์มากด้วย เป็นขั้นสร้างวิมานหลอกคนจนตนเองปาราชิกไปหลายครั้งแล้ว เพราะตนจะสร้างวิมาน ก็ไม่ประสีประสาในศาสนา ปาราชิกไปไม่รู้เท่าไหร่ อาตมากำลังตำหนิอย่างหนักไม่ได้ริสยาเลยนะแบบนั้น แต่พูดสัจจะเปิดเผยความจริงให้ผู้ใฝ่ดีใฝ่รู้ โลกทุกวันนี้เป็นโลกที่น่าสงสาร ต้องช่วยอย่างยิ่ง มากเลย อาตมาเองก็ทำงานมา ก็ขอบคุณพวกเราที่ช่วยกัน ทั้งแรงงาน ทุนรอน ความรู้ คนละเล็กละน้อย เห็นแล้วชื่นใจ น่าเอ็นดู พวกเราทำงานก็ไม่ได้เอาอามิสล่อด้วย พวกเราก็มีคุณค่ามีคุณธรรม จริงๆ ทำเพื่อล้างกิเลสตนเอง ยิ่งคนกิเลสลดแล้วก็มาช่วยกันอย่างจริงใจ สบายดีก็ยิ่งดีใหญ่ แม้ได้แค่นี้ก็มีรูปธรรมที่ยืนยันได้ เห็นชัด ในสังคมเรามีความถูกต้องดีงามก็ให้ช่วยกันรักษา อย่าให้เกิดความชั่ว ความเดือดร้อนเสียหายเลย เราก็อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งผู้ที่ไม่แข็งแรงนัก อาจถูกอุปัทวะเหตุ กิเลสเราก็มาก เราก็ไม่แข็งแรงกดข่มไว้ ก็อาจพลาดพลั้งได้ มีคนเขียน อะไรมาให้อาตมาก็แจ้งกับพวกเราดู ให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เขียนมาว่า
_ปัจจุบันนี้ทุกชุมชนชาวอโศกมีอุปกรณ์เทคโนโลยีใช้กันแพร่หลาย เด็กๆเราก็ไม่ให้ใช่ก่อนควร เพราะมันมีฤทธิ์แรงมีผีมีพิษภัยในนั้นมากจริงๆ สำรวจดูง่ายๆส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือที่ส่วนใหญ่สามารถใช้ได้มากกว่าแค่โทรฯ แม้แต่แค่โทรฯหากันก็มีพิษภัยพอสมควรแล้ว เราก็เลยไม่ให้เด็กมีโทรศัพท์ส่วนตัว ให้ใช้กับส่วนกลางได้เท่านั้น แต่ที่บ้านราชฯนี้ ผู้ใหญ่ให้เด็กใช้โทรหรือเล่นได้อย่างเอิกเกริก เหมาะควรหรือไม่เหมาะก็มีบ้าง ที่สำคัญบางคนใช้โทรศัพท์เป็นสื่อให้เด็กมาคลุกคลีสนิทสนมด้วย บางคนไม่รู้ประมาณ ไม่ว่าจะเด็กตื้อหรือว่าผู้ใหญ่จงใจล่อให้เด็กมาก็ตาม ขอกราบนิมนต์หลวงปู่กำราบ ผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็ก แต่ตนเองอ่อนแอ แล้วปรนเปรอเด็กแบบที่ตนเองอ่อนแอ แล้วเด็กก็หลงใหลเหยื่อเกม เหยื่อหนังให้คนติดด้วย ตอนนี้มีผู้เฝ้าดูติดตามพฤติกรรมผู้ใหญ่ผู้ชายที่ล่อให้เด็กสมุนพระรามผู้หญิงไปคลุกคลีด้วยในที่ต่างๆ ด้วยความห่วงใยก็กราบนิมนต์พ่อครูเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมอ่อนแอเช่นนี้ให้ปรับตนเองซะ เพราะท่านอาจไม่รู้เท่าทันกิเลสตนเอง หากพลาดเข้าไปสักวันจะเสียหายไปหมดทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน เด็กๆในโรงเรียนของเราเติบโตในรั้วของศีล ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะควรช่วยกันอบรมสั่งสอน (ไม่ได้ให้เพ่งโท ษ เด็กๆ) แต่ระวังสั่งสอนจนเด็กเอือมระอา หากผู้ใหญ่ประมาณไม่ถูกก็พึงให้ข้อมูลกับคุรุ ผู้ใดประมาณไม่ถูกก็ให้ข้อมูลต่อผู้ใหญ่ ทั้งทางตรงทางอ้อม ไม่ควรเอาข้อสันนิษฐานส่วนตัวไปพูดโดยไม่ระวัง จะทำให้เสียหายได้ แต่ไม่ได้ให้ปกปิด แต่ให้ช่วยกันบอก ขอพ่อครูชี้แนะว่าอย่างไรเรียกว่าไม่เพ่งโท ษ เพราะบางคนอยู่อย่างไม่เกี่ยวกับใคร ไม่เอาใจใส่สังคมเลย … ตอบ...การให้ข้อมูลกับการฟ้องนี่ไม่เหมือนกัน การฟ้องนี่ ช่างฟ้อง ขี้ฟ้องคือการเอาเรื่องไปบอกผู้ที่มีอำนาจจัดการอย่างมีเจตนาให้ร้ายจะทำร้ายคนที่เราจะจัดการ แต่การให้ข้อมูลอย่างสุจริตถูกต้องเหมาะควรนั้นเป็นการให้ข้อมูลไม่ใช่การฟ้อง เราจะไม่ทำอย่างฟ้อง เราต้องทำอย่างให้ข้อมูลกัน เราเป็นสังคมรวม ทั้งหญิงชายรวมกัน ทุกวันนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่กิเลสไม่จัดจ้านเท่าสมัยนี้ แม้ผู้ใหญ่ก็แข็งแรงได้เท่านี้ ยังไม่แข็งแรงดีนัก ในพระวินัยสงฆ์ห้ามมีการปกปิดนะ นะเป็นอาบัติ อ าตมาทำงานเริ่มต้นมา 40 กว่าปีนี่ มีต้ นทุนแล้ว ถ้าจะทำต่อไปจะมีอัตตาการก้าวหน้ามากกว่าเก่า ถ้าอาตมาได้ทำอีก 70 ปีจะเห็นหน้าเห็นหลังเลย ไม่ว ่ าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ เพราะเราไม่ได้เอาอามิส เอาโลกธรรมเอาฤทธิ์เดชอาเทสนาปาฏิหาริย์หรืออิทธิปาฏิหาริย์มาใช้ เหมือนบางสำนักรู้ไปหมดว่าใครตายไปเกิดเป็นอะไร รู้ไปหมด อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ปาราชิกด้านเงินทองไม่พอ ก็ปาราชิกด้านอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนเอง เราทำงานฝึกฝนปฏิบัติให้จิตวิญญาณมีจิตวิญญาณพระเจ้า เป็นมิติที่ 7 ที่มีความรู้ตามมิติที่ 8 และ 9 อย่างแท้จริง ล้างความเห็นแก่ตัวตามความรักมิติต่ำๆ มาเรื่อยๆ มาอยู่ฐานมิติที่ 7 ได้อย่างจิตเป็นจริงและมีปัญญาด้วย ความรู้ก็มีเท่านี้แหละ เขาก็จริงใจอยากให้มนุษยชาติเจริญก็มีแนวนี้แหละ เป็นสัจจะแนวเดียวกันแต่พลิกแพลงกันไปก็เลยเป็นสิ่งลดทอนไป สำหรับผู้ที่ไม่ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ อาตมาก็มั่นใจว่าทฤษฎีพระพุทธเจ้านี้สุดยอดแล้วอาตมาพาทำแค่นี้ก็พิสูจน์ได้ อาตมาว่าได้ไม่เหมือนกับสังคมกลุ่มไหนนะ ความรักของพระพุทธเจ้าต้องพยายามให้กิเลสหมดแล้วเป็นผู้ช่วยโลกมีเมตตาจริงๆ ไม่ใช่แค่มีแต่ภาษาพยัญชนะ ไม่ใช่แค่มาแผ่เมตตาเล่นๆ แต่มีภาวะจริง มีกรุณาก็ทำจริงลงมือจริง อาตมานี่พูดด้วยเมตตาจริงๆ ใจอาตมา ว่าเขาให้สะดุ้งสะเทือนสำนึก ที่ต้องว่าแรงๆ เพราะว่าไม่แรงมันไม่เข้า ยิ่งเป็นศัตรูที่เขามาล้มล้างสิ่งดีเราก็น่าจะต้องช่วยกัน หรือเราก็ต้องบอกประชาชนให้ช่วยกันหน่อย ว่าเป็นเรื่องบรรลัยจักรของประชาชนเลย เมตตาคือต้องการให้เขาแก้ไขสิ่งชั่วสิ่งผิด กรุณาก็ต้องทำ บางทีต้องเสี่ยงช่วยด้วย แต่มุทิตาก็ยินดีเมื่อเขาได้ดี อุเบกขาก็ไม่ต้องยึดมั่นในความดีนั้น แต่เขาแปลกันไม่เข้าสู่เนื้อแท้ของพระเจ้า เป็นการลดทอนความเป็นพระเจ้า มีแต่ตื้นๆ เมตตาคืออยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาก็อยากให้เขาเป็นสุข มุทิตาก็นั่งยินดีไปสิ แล้วอุเบกขาก็วางเฉยไป นี่คือความตื้นเขินของสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น..
_น้องเมย...หลวงปู่คะ ทำไมคนข้างนอกผู้หญิงทำไมอยากเป็นผู้ชาย ผู้ชายทำไมอยากเป็นผู้หญิง ตอบ...ยุคนี้มันเยอะจริงๆ มันเกลื่อนไปหมดเลย แล้วก็เห็นเป็นเรื่องสามัญนะ พระพุทธเจ้าเห็นเป็นเรื่องจริงจังนะ ทั้งหญิงอยากเป็นชาย ชายอยากเป็นหญิงท่านเรียกว่ากระเทยทั้งคู่ ก็ตอบว่า โง่ ...เพราะมันอวิชชา ไม่รู้เท่าทันกิเลส กิเลสมันทำให้เราเบื่อสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เพราะเขาหลอกกันว่ามีอะไรแปลกใหม่มาเรื่อยเลยถูกครอบงำความคิด แล้วทำไม? ก็เพราะว่า เขาไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง แม้ว่าสังคมจะมอมเมา ดึงดูดกัน ให้เป็น จนมีอีกเพศคือเป็นได้ทั้งสองฝ่ายคือเสือใบ มันเป็นเรื่องวิตถาร อุตริ พิเรน พิลึก ถ้าพูดทางธรรมะคือจิตเขามีกิเลสมาก
_เพชรเวียงพุทธ...บรรลุธรรมคืออะไร? ตอบ...คือ ธรรมแปลว่า ความดี บรรลุธรรมง่ายๆ คือผู้นั้นทำความดีสำเร็จ นี่คือความหมายง่ายๆ แต่ความหมายลึกคือผู้ที่มาเรียนธรรมะ ทฤษฎีพระพุทธเจ้า เช่นว่ากิเลสคืออะไร กิเลสคือจิตอกุศล เรียนรู้ให้เห็นอ่านให้ออก แล้วมีวิธีให้กิเลสลดหรือออกจากจิตได้นั่นเรียกว่า บรรลุธรรม
_เพชรแสงธรรม เอกีภาวะคืออะไรครับ? ตอบ...คำว่าเอก แปลว่าหนึ่ง เป็นที่หนึ่ง เป็นอย่างหนึ่ง ภาวะแปลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏขึ้น ทำได้สำเร็จ บางทีก็แปลว่า ความจริง ความจริงที่เป็นเอกีภาวะคือทำให้เกิดสภาพเป็นหนึ่งได้ ถ้าเรื่องสังคม คือสังคมนี้เป็นหนึ่ง คือสังคมนี้ไม่ทะเลาะกัน มีความเป็นปึกแผ่น พร้อมเพรียงกัน หรือสูงสุดคือ เป็นจิตที่เป็นหนึ่ง คือคนที่ทำให้กิเลสลดลงจนเกลี้ยง ไม่มีกิเลสเลย ไม่มีเพื่อนสอง เป็นจิตสะอาดหนึ่งเดียวไม่มีกิเลสเศษธุลีเลย คือเอกีภาวะคือสิ่งที่ปรากฏได้สูงสุดในจิต หรือว่าเป็นการทำสิ่งที่ทำได้ดีเป็นเลิศเป็นยอดเป็นที่หนึ่งก็เรียกว่า เอกีภาวะได้
_การเอาชนะใจตนเองทำไมมันยาก ทำยังไงจะเอาชนะได้ง่ายขึ้น? ตอบ...มันยากเพราะขี้เกียจทำ ไม่เอาจริง ต้องศึกษา หลวงปู่ก็สอน องค์อื่นก็ช่วยสอน เพราะไม่ศึกษาดีๆ ให้เข้าใจดีๆ ก็จะทำได้ยาก เคล็ดลับคือตั้งใจศึกษาให้ดี แล้วจะทำได้ง่ายขึ้น ต้องพากเพียรขยันศึกษาและปฏิบัติ ฟังธรรม แล้วเอาไปปฏิบัติ ทั้งฟังทั้งอ่าน แล้วไปปฏิบัติด้วย อนาคามีสนุกก็เป็นได้ มีจิตอภิปโมทยัง จิตตัง เป็นผรณาปีติ เป็นเครื่องอาศัยของจิต แต่ไม่ถึงกับร่าซ่า ผู้ใดปฏิบัติสัมมาทิฏฐิจะเป็นอย่างที่ว่า อบรมกายสังขาร ให้ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ลงมาเรื่อยๆ จนก ระทั่งระงับให้กายสังขารที่มีกิเลสปรุงแต่งระงับได้ แล้วก็มาระงับ จิตสังขารอีก เมื่อระงับกิเลสในจิตสังขารได้แล้ว ก็หมดกิเลส มีแต่จิตอภิปโมทยังจิตตัง ผู้ที่ศึกษาไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าใจว่ากายคืออะไร เวลาให้ระงับกายสังขารก็ไประงับที่กายร่างเนื้อไม่ให้กระดิกไม่เจ็บไม่ปวด กายสบายเบาเฉยๆ ไม่ทุกข์เขาก็เข้าใจเช่นนั้น ไม่ปวดไม่เจ็บไม่หนักเบาสบายกาย นี่คือเขาพิจารณากาย ความเป็นจริงแล้ว กายสังขารเป็นองค์ประชุมของรูป นามแล้วปรุงแต่งกัน ความเป็นกายจึงเกิด ในระดับของศีลของเรา เราก็กำจัดกิเลสให้กิเลสระงับในระดับของเรา พอกิเลสภายนอกเราลดได้แล้วก็เหลือระดับใน เหลือรูปราคะ อรูปราคะ เป็นภวตัณหาภายในอีก ให้เป็นปัสสัมภยัง จิตสังขารัง แต่ก็ต้องทำจิตใหัปัสสัมภยัง ให้มีอภิปโมทยังจิตตัง ให้เบิกบานร่าเริงเข้าไว้
_มีคำถามฝากมาว่า..._นมัสการค่ะ ขออนุญาตฝากท่านเรียนถามพ่อท่านว่า ทำอย่างไรไม่ให้เป็นผู้หญิงอีกในชาติต่อๆไปและทุกชาติค่ะ ถามถึงให้ถึงสุดสายป่านนะคือว่า สตรีเพศคนใดก็ตามแม้นบรรลุเป็นพระอรหันต ์ แล้วในขาติหนึ่งแล้วเขาตั้งจิตบำเพ็ญไปเป็น พระพุทธเจ้าด้วย ตายจากร่างกายในชาติที่สตรีเพศคนนี้ทำให้แจ้งแล้วในความเป็นอรหันต์ สตรีเพศคนนี้ที่บรรลุอรหันต์แล้ว ยังจะต้องมาเวียนวนกลับมาเกิดเป็นสตรีเพศกันอีกไหมนะ ถามอย่างกระจ่างเลยนะจะได้พ้นวิจิกิจฉาค่ะ และทำอย่างไรไม่ให้ต้องเกิดเป็นสตรีเพศถาวรค่ะ ตอบ...เรื่องนี้ คำว่า เพศ คำนี้ มันเป็นอจินไตยอย่างหนึ่งที่อาตมาไม่กล้าตอบเด็ดขาด แต่ตอบอย่างใช้ปฏิภาณว่า ผู้เป็นหญิงสามารถปฏิบัติจนบรรลุอรหันต ์ ได้ บรรลุเพศชายในสภาวะ เป็นอุตตมปุริสสะ เป็นภาวะไม่ใช่เรื่องตัวตนบุคคลเราเขา เป็นเรื่องธรรมะแท้ๆ ผู้เป็นหญิงปฏิบัติให้มีปุริสสภาวะ แม้ตัวเราจะเป็นหญิง จิตเป็นเอก เป็นเพศปุริสสะได้ เพราะเมื่อผู้ใดสามารถทำได้อย่างนี้ คุณไม่ต้องกังวลหรอกว่าชาติหน้าจะไม่เป็นชาย ไม่ต้องกังวลหรอก ที่อาตมาไม่กล้าฟันธง ต้องตอบตามปฏิภาณว่ามันมีวิบากของแต่ละคน แม้คุณจะบรรลุอรหันต์แล้ว ชาติหน้าคุณก็เป็นโพธิสัตว์ แล้วขนาดเป็นเจ้าแม่กวนอิมก็เป็นหญิง มีคุณธรรมช่วยโลกได้มากมาย แต่ก็แล้วแต่ตั้งจิตด้วย ผู้ที่สามารถข้ามชาติข้ามเพศได้ แต่ก็แล้วแต่วิบาก ตอบไม่ได้ แต่ถ้าคุณมีเจตนาไม่มีปัญหาหรอก ทำให้เป็นอรหันต์ได้ วันหนึ่งคุณจะได้เป็นผู้ชายตลอดไปเลย แต่ช่วงที่คุณเป็นอรหันต์แล้วจะได้เกิดมาเป็นชายก็แล้วแต่วิบาก แต่เมื่อหมดวิบากคุณมีเจตนาอยู่แล้วก็เป็นชายได้นอกจากคุณไปทำอนันตริยกรรม
_ 0824039xxx อัตตาในความหมายพ่อครูคือตัวตนฤาว่าสิ่งนั้นคือเรา!อัตตาตัวยึดดีถือดีว่าเป็นเราของเรา!ถ้าไม่ยึดไม่ถือว่าเป็นเราฤาเป็นของเราก็ไม่มีอัตตาถูกไหม?แล้วถ้าเราไม่รู้จักตัวตนของกิเลสแล้วทำลายตัวตนของกิเลสให้ลดละหน่ายคลายจางลงจนดับกิเลสได้ก็ไม่อาจรู้แจ้งสภาพความไม่มีตัวตนของกิเลสที่เรียกว่าอนัตตาใช่ไหม?อยากให้พ่อครูอธิบายตัวตนของกิเลสกับความไม่มีตัวตนของกิเลสที่หมายถึงอัตตากับอนัตตาอย่างละเอียดอีกครั้งจะได้ไหม?skk ตอบ . ..อัตตา คำว่า คือเราคือตัวตนก็คือเรา อัตตาคือตัวเรา คือเรา คือยึดดีถือดีว่าเป็นเราเป็นของเรา ถ้าไม่มีการยึดดีเป็นเราเป็นของเราก็ไม่มีตัวตนนั้นถูก แต่คุณต้องเรียนรู้สภาวะที่เป็นอัตตา ตั้งแต่หยาบ โอฬาริกอัตตา วัตถุ เงินทอง ข้าวของ พื้นดิน วัตถุสมบัติ อะไรก็ตามแม้จะยึดตุ๊กตาก็ยังยึดเลยแม้โตแล้ว ก็ยึด วัตถุสารพัดได้ หรือยึดบุคคล สัตว์สิ่งของ หรือยึด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พวกนี้โอฬาริกอัตตา ต้องอ่านให้รู้ว่าเรายึดเพราะอวิชชา มันเป็นของเท็จของไม่จริง เราไปยึดมันก็ทุกข์ จริงๆมันไม่มีตัวตน ด้วยญาณปัญญาจนเห็นว่าอัตตามันดับ แล้วถ้าเราไม่รู้จักตัวตนกิเลสก็ไม่อาจลดได้ จนอนัตตาก็จะทำไม่ได้ ตราบใดคุณไม่รู้จักตัวตนแรกๆ คือสักกายะที่รู้ได้แล้วลดตัวตนนี้ตัวแรกนี้ให้หมดความยึดได้ เป็นอนัตตาได้ก็ไม่มีทางไปถึงอนัตตาสูงสุดได้แน่ ต้องเรียนรู้อัตตาตั้งแต่อบาย แล้วไปกามภพ แล้วไปเรียนรู้ ภวภพ ทำให้หมดสิ้น อัตตา เป็นอนัตตาได้อย่างมีสภาวะไม่ใช่แค่ตรรกะ
_ 0816956xxx คนที่ทำผิด แล้วเราไปช่วยเขา เขาเลยเข้าใจผิด ว่า ผิดนั้นคือถูก ซุกหุ้น ยังเป็นนายกได้เลย กรรมคือการกระทำพวกเราต้องไปกินอยู่บนถนนเป็นปี แค่ซื้อที่ดินผิดได้ ไง ตอบ... จริงเขาทำผิดแล้วเราก็ไปช่วยเขา เขาเลยเข้าใจผิด จนทุกวันนี้เขาก็ยังคิดว่าเขาไม่ผิด เพราะเริ่มต้นซุกหุ้นเป็นคดีหลัก ก็เต็มใจที่จะใช้หนี้
_ 0818950xxx ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้ประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อ 2600 กว่าปีที่แล้วโฉมหน้าของโลกจะแตกต่างกันมากไหมคะ ตอบ...อาตมาตอบไม่ได้หรอก ถ้าตอบก็เดาเท่านั้น ตอบโดยปฏิภาณกว้างๆก็ได้ แต่จะผิด ถูกก็ไม่รู้ อาตมาว่า มันไม่มีอะไรค้ำยันเลย นี่ตอนต้นๆมาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ช่วยล้างกิเลสออกไปจากโลกได้ระดับหนึ่ง แต่มันเพี้ยนมาจนแย่ 2600 ปีแล้ว ตอนนี้อาตมานำเอาของพระพุทธเจ้ามาช่วยสังคมอีก ก็เห็นว่าช่วยได้ อย่างน้อยก็พวกคุณนี่แหละที่ได้มา ก็จะทำให้สังคมโลกนี้ดีขึ้นบ้าง ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิด อาตมาไม่ได้มีสิทธิ์เกิดหรอก ขนาดพระพุทธเจ้าทำมาก่อนได้พอสมควร อาตมามาทำตอนนี้ยังไม่ใช่แค่หืดขึ้นคอนะ แต่มะเร็งขึ้นคอเลย ยังดีที่คุณได้มาถาม เพราะถ้าเผื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่เกิด อาตมาไม่มีสิทธิ์เกิด เพราะอาตมาช่วยไม่ได้หรอก แม้อาตมามาเกิด คุณยังเห็นว่าโลกนี้แรงร้ายขนาดไหน ต่างประเทศยิ่งแรงกว่านี้นะ อาตมาพาคนมาจากโลกีย์ก็ได้พวกหนึ่งนะ ขอฝากถึงพวกที่ประมาทในโลกีย์นะ อาการโลกมันหนักหนามากเลย เหตุการณ์ที่ตะวันออก เขาเจตนาปาดคอโชว์เลยนะ ทำคลิปเลย เพื่อให้เห็นความโหดเหี้ยมขู่คนทั้งโลก มันอำมหิตสุดแล้ว เจตนาหยาบหยามเลย ที่จริงเขาก็ต้องพยายามไม่ให้ดูโหดร้ายนะ ทำกันตายทีละร้อย แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่าที่สร้างภาพนะ เป็นเจตนาทำรูปข่มโลกทั้งโลกเลย มนุษย์มันมีจิตสร้างองค์ประกอบไม่ใช่ศิลปะแต่เป็นเรื่องเลวร้าย มีเหตุการณ์อื่นๆ อีก ที่ไม่ได้เอามาพูดนะ ที่ว่าไฟประลัยกัลป์จะล้างโลกแล้วจะมีคนที่รอดอยู่ อาตมาก็กำลังพาทำให้รอดจากโลกนะ รีบมาช่วยกันสร้างสนามแม่เหล็กบุญนิยมให้แข็งแรง ...จบ