สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อันตคาหิกทิฏฐิ 10 ข้อ 1 และ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.55 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อันตคาหิกทิฏฐิ 10 ข้อ 1 และ 2 [337] อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) ไปหลงสุดโต่งว่าโลกเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลงไม่อนิจจัง ศาสนาพุทธนั้นทำให้โลกเที่ยงได้เพราะมีอำนาจอธิปไตยอยู่เหนือโลกจึงทำให้โลกเที่ยงได้ โลกมันหมุนไป แต่โลกที่บังคับให้เที่ยงได้มี โลกคือ ความปรุงแต่งหมุนวนอยู่ระหว่างกายกับจิต ภายนอกกับภายใน เป็นธรรมะ 2 วนเวียนอยู่อย่างนั้นไปไปมามาไม่หยุด เพราะฉะนั้นคุณไม่หยุดไม่หมุนไม่ไปไม่มาอีกเลย นั่นแหละคือโลกเที่ยง เช่น คุณเลิกโลกอบายดับจบ ไม่มีโลกอบายแล้ว สูญไปจากจิต จิตไม่ไปไม่มากับอบาย มันทำอะไรเราไม่ได้ เราก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันเหมือนมันไม่มีในโลก อย่างเที่ยงแท้อยู่เหนือโลกแล้ว มีเกวัฏฏะ ไปหาที่สุดแห่งโลก เดินตามหาที่สุดแห่งโลก ไปถามว่าใครรู้จักที่สุดแห่งโลกบ้าง ไปเจอพระพรหม หรือเขาเรียกพระอินทร์ คือจิตวิญญาณที่ใหญ่ที่สุด ก็ถามว่า ที่สุดแห่งโลกอยู่ที่ไหนท่าน พระพรหมก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ๆ ใหญ่ที่สุดไม่มีใครเท่าเทียม ถามถึงสามครั้งพระพรหมก็ตอบเช่นนั้น พระพรหมก็ดึงเข้าไปในม่าน ไม่ให้บริวารเห็น บอกว่ามาถามต่อหน้าคนอื่นได้อย่างไร พระพรหมเสียหน้าหมดตอบไม่ได้ ให้ไปถามพระพุทธเจ้าเอง ท่านรู้ที่สุดแห่งโลก กูไม่รู้กูใหญ่อย่างเดียว อาตมาก็ถามพวกเรา มีใครอธิบายอย่างนี้บ้างให้เข้าใจชัดเจนอย่างนี้ตามตำนานก็มีตัวอย่าง ก็บอกไป ก็เลยกลับไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเหมือนนกติรทัสสี ที่ชาวเรือหลงทางในทะเลหาฝั่งไม่เจอ ก็เลยปล่อยนกติรทัสสี มันจะเห็นฝั่ง แล้วมันก็กลับมา จะรู้ว่าฝั่งอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็บอก

อ่านต่อ

ว่าเธอเหมือนนกติรทัสสี ที่สุดแล้วก็กลับมาถามเรา

2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) พ่อครูว่า...ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่อัตภาพที่ไปยึดว่า ชีวะ อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) 7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.) 8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.) 9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.) 10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.)

พ่อครูว่า… คำว่ากาย หากเข้าใจผิดแล้วปฏิบัติไม่ได้ แม้แต่มูลกรรมฐาน 5 ท่านก็ให้แยกกายแยกจิตให้ออก กรรมฐาน 5 คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ห้าส่วนนี้ ก็พิจารณาไปเป็นส่วน เช่น เล็บ เล็บของเราอยู่กับตัวเรา เล็บส่วนไหนที่ไม่เป็นกายเราแล้ว ส่วนไหนยังเป็นกาย ส่วนไหนที่ไม่เรียกกายเรียกจิต แต่จิตนั้นต้องมีกายนะ เล็บของเราหากไม่มีจิตคือไม่มีธาตุรู้ร่วมด้วยไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ส่วนที่มันเป็นเล็บส่วนที่ไม่มีความรู้สึกไม่มีเจตนาไม่รับรู้ได้ แต่มันเป็น พีชธาตุ มันยังเป็นชีวะยาวได้งอกได้อยู่ เล็บของเราก็จะยาวอยู่ได้เรื่อยๆ แต่ที่ยาวออกมาพ้นจากประสาทจากจิตแล้วไม่ใช่กาย เล็บส่วนที่ไม่รับความรู้สึกแล้วไม่ใช่กาย แต่มีชีวะ หล่อเลี้ยงด้วยธาตุอาหาร เหมือนพืช หรือเช่น เป็นมนุษย์พืชถาวรแล้วไม่มีพลังงานที่จะฟื้นขึ้นมาได้แล้วเป็นพลังงานจิตได้อีก เป็นพลัง พีชธาตุเท่านั้น เป็นมนุษย์พืชตลอดกาล ไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก ไม่มีรักโลภโกรธหลง ถ้าเราเข้าใจว่า ความเป็นกายมันไม่มีแล้ว หากจะแยกพีชนิยาม อุตุนิยาม จิตนิยาม กรรมฐาน 5 นี้ผู้ปฏิบัติธรรมต้องแยกกาย หากแยกกายแยกจิตไม่ชัดเจนก็ไปไม่ได้ เป็นกรรมฐานเบื้องต้น บวชมาแล้วอุปัชฌาย์ต้องให้กรรมฐาน 5 ต้องให้แยกกายแยกจิตให้เป็น แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้พิจารณาอย่างนี้ เขาให้พิจารณาว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา แม้จะมีคำสอนอยู่แต่อุปัชฌาย์ที่บวชให้ก็ไม่รู้ จึงเรียนกายในกายไม่ได้ แยกกายในกาย กายนอกกายไม่ได้ กาย ต้องมีทั้งภายนอกและภายในและต้องมีเชื้อสัมพันธ์ แม้ไม่ใช่กายแต่เป็นชีวะเราต้องรู้จัก ชีวิตินทรีย์ของมัน

สายนั่งหลับตาสะกดจิตตัวเองได้เก่งได้แน่นๆ เป็นตัวอัตตาตัวเอง ไม่ยอมแจกจ่าย พลังงานตัวเองมันไม่เป็นจิตแล้ว มันตายไปแล้ว เสร็จแล้วก็ยังยึดถือจิตตัวเองอยู่นั่นแหละ แทนที่จิตมันพอแล้ว ขนาดนี้เป็นจิตนิยาม ตายแล้วก็เลิก อย่าไปคิดว่าร่างกายมันเป็นเราเป็นของเรา คนสามัญธรรมดาไม่ได้ยึดถือขนาดนั้น แต่แล้วก็ปล่อยร่างกายไปให้มันตายเน่า แต่คนที่ยึดถือจิตมากจะไม่ปล่อยได้ ทำพลังงานนั้นอยู่เป็นชีวะออกมาเลี้ยง คนหลงผิด นั่งหลับตาสะกดจิตเป็นอัตตา ยึด ตายแล้วไม่ยอมทิ้งร่าง เพราะฉะนั้นจึงไม่เน่า คนก็ไปบูชาเคารพนักปฏิบัติธรรมแบบนี้ ว่าเป็นผู้ประเสริฐ ที่แท้เป็นผู้มิจฉาทิฐิไปหลงอัตตา เอ็งเป็นแค่พีชะ ก็ยังปล่อยให้เล็บยาว มีพลังงานเลี้ยง เหมือนพืช ต่อท่อให้อาหารร่างกายก็ไม่เน่า ก็เลยไปหลงผิดกันว่านี่คือ ความวิเศษ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความไม่รู้ ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักจิต ไม่รู้พีชนิยาม อุตุนิยาม ศาสนาพุทธนั้นรู้หมด อย่างเป็นมนุษย์พืชนี้ พลังงานเหลือแต่พีชนิยาม ไม่เป็นจิตนิยามแล้ว เขาก็ไม่ยอมให้ตายอีก ไปหลงเป็นหลงตายอีก หรือพวกตายไม่เน่าถือว่าเป็นมนุษย์วิเศษอีก 610613_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผ่าความจริงของอรหันต์เดาอรหันต์เก๊

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน