สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ผ่าความจริงของอรหันต์เดาอรหันต์เก๊.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ผ่าความจริงของอรหันต์เดาอรหันต์เก๊ _บ้านเล็ก เมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

ขออนุญาตช่วยอธิบายถึงสาเหตุที่ว่า " เมืองไทยมีแต่อรหันต์เดา พูดบอกไม่ได้ " พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าสามารถบอกได้ ภิกษุด้วยกันผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน เห็นเองว่าใครเป็นอรหันต์แล้วก็บอกกันได้ เมื่อชัดเจน ก็มีพระวินัย ว่ามีสติวินัย ต้องยกไว้เลยว่าอรหันต์ไม่มีผิดวินัย เพราะถ้าเป็นอรหันต์จริงท่านมีภูมิพอ มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 พระพุทธเจ้ามีทั้งพระวินัยและแบบอย่างไว้หมด แต่คนไม่รู้ ก็ได้แต่อวดดีสู่รู้ตู่กันไปตู่กันมา เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติของคนก็เลยเกิดเป็นเช่นนั้นไม่มีปัญหาอะไร ก็เลยน่าสงสาร อาตมาจะได้อธิบายเพิ่มเติมว่าทำไมอาตมาต้องบอก

ส่วนหนึ่งในนิยามของความเป็นผู้ดี ถูกกำหนดว่า ผู้ดีต้องไม่ว่าใคร เป็นคนดีต้องไม่บอกว่าตัวเองดี ใครบอกว่าตัวเองดี จะกลายเป็นอวดตัวอวดตน ไม่ใช่ผู้ดี ถ้าอยากเป็นผู้ดีก็ต้องตามนี้ นี่คือการออกแบบค่านิยมที่เป็นตัวควบคุมความคิดและกำหนดพฤติกรรมของสังคม หรืออีกนัยหนึ่งคือการควบคุม Demand-Supply ให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ยกตัวอย่างการออกแบบค่านิยมในงานศิลปะ(ทางโลกียะ) Art Dealer คือนายหน้าผู้ค้างานศิลปะ ลูกค้าก็คือเศรษฐีที่ไม่มีแม้แต่ศิลปะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่ชื่นชอบในการสะสม ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การค้ากำไร ผลงานที่จะโก่งราคาได้สูงจึงต้องมีอยู่ชิ้นเดียว และศิลปินเจ้าของผลงาน ได้ลาโลกไปแล้ว ตามเงื่อนไขเหล่านี้ Art Dealer จะเป็นผู้รวบรวมสินค้าไว้เป็น Collectionให้เหล่าเศรษฐีไว้ทำกำไรกัน ผู้คนทั่วไปก็ตกเป็นเหยื่อของค่านิยมเช่นนี้ จนเกิด Demand-Supply กลายเป็นผู้มีส่วนร่วม รับรองการตีมูล

อ่านต่อ

ค่างานศิลปะไปโดยไม่รู้ตัว ศิลปินที่เดินตามระบบ ผลิตผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ จะถูกหมายตาไว้ ถูกซื้อผลงานไว้เก็งกำไร โดยสะสมไว้อวดโชว์กันเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเมื่อศิลปินผู้นั้นลาโลกไป มูลค่าก็จะสูงขึ้นหลายสิบเท่า และหลายร้อยเท่าถ้าเลี้ยงดูปูเสื่อพวกนักวิจารณ์งานศิลป์ทั้งหลายดีๆ ทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยค่านิยมที่ออกแบบมาอย่างแยบยล ลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้าศิลปินแกล้งตาย เพื่อรอให้มูลค่าผลงานของตัวเองสูงขึ้นมากๆ แล้วค่อยเผยโฉม ผลิตผลงานเพิ่มออกสู่ตลาด อะไรจะเกิดขึ้น? แล้วจะเป็นอย่างไร? ถ้าศิลปินที่แกล้งตาย นำผลงานเหล่านั้นมาแจกฟรี....... ผลที่จะตามมาคือ Demand-Supply ที่ควบคุมไม่ได้ !!!

ความกลัว ที่จะควบคุมไม่ได้นี้เอง คือที่มาว่า ทำไมผู้มีอำนาจ จึงไม่ปล่อยให้ผู้ใด ประกาศตนเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยตนเอง และจะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้น ทำลายการยอมรับนับถือ เมืองไทยจึงมีแต่อรหันต์เดา

หากมีบุคคลผู้ไม่เดินตามระบบ ไม่ยอมผ่าน Dealer ถึงแม้จะถูกตรง จริงแท้ เพียงใด ก็ยากที่จะได้รับการเหลียวแลจากคนส่วนใหญ่ในสังคม อรหันต์เดา จึงเป็นสินค้าไว้ป้อนแก่ผู้งมงาย เป็นเรื่องของผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ที่ไม่มีอยู่จริง และเป็นการแอบอ้างถึงผู้ที่มรณภาพไปแล้วเท่านั้น

เพราะหลักประกันความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจที่สุดแก่ผู้มีอำนาจ คือ ความเหลวไหล และคนตายที่พูดไม่ได้ พ่อครูว่า...อาตมาไม่แคร์ว่า ใครจะว่าอาตมาเป็นอรหันต์หรือไม่ อาตมายืนอยู่บนฐานของความจริงอย่างเดียว และก็แสดงยืนยันทุกอย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยมไม่มีความเอียงอาย ไม่มีความเก้อเขิน ไม่มังกุ ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ไม่มีอะไรแฝงซ่อน มีแต่ความจริงใจปรารถนาดี มีแต่ความต้องการให้รู้ว่านี่คือความจริงๆๆๆ จริงๆๆๆ จบด้วยความจริง ก็น่าจะขยายความหลายประเด็น ยกตัวอย่างศิลปิน ศิลปะมาประกอบก็ผ่านไป เอาเข้าเนื้อว่าทำไม?โลกนี้ จึงอยู่กับความเหลวไหลกับอรหันต์เดา และอยู่กับอรหันต์คือคนตายที่พูดไม่ได้ หากคนเป็น จะยืนยันว่าตนเองเป็นอรหันต์ไม่ได้ ไม่ได้ อรหันต์ต้องตายแล้วพูดไม่ได้ คืออรหันต์ คนตายไม่รู้หรอก แต่ให้คนอื่นมาตีราคาว่าเป็นอรหันต์ได้ ถ้าคนเป็นอยู่คืออรหันต์เดา อรหันต์แท้ บอกคนอื่นไม่ได้ จนผู้รู้ตีความว่าผู้บอกว่าตนเองบรรลุธรรมคือผู้ไม่บรรลุธรรม อาตมาก็ไม่รู้ว่า ไปเอาเหตุผลหลักเกณฑ์หลักการแบบนี้มาจากไหน เอาอะไรมาตัดสินอย่างนี้กัน อาตมายืนยันว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้อาตมาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร เป็นคนแปลกประหลาดพิสดาร เป็นคนที่ ภาษาอังกฤษว่า Untouchable คนไม่เข้าใกล้ ถ้าไม่ดีก็คือ อย่าไปใกล้เลยทิ้งห่างให้ไกลเลย น่าเกลียดน่าชัง แต่ถ้าเป็นคนสูงสุดจริงก็อย่าไปวิจารณ์ท่าน ถ้าเป็นคนที่นับถือสูงสุดแล้วแตะไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ว่าไม่ได้เลย ซึ่งเขายกให้สูงมากเลย สูงจน พูดตรงนี้แล้วก็นึกถึง คิมจองอึน แม้แต่ขี้ไปขี้ที่ไหนก็ต้องขนกลับบ้าน สุดยอด อย่าว่าแต่เอาขี้กลับบ้านเลย สถานที่ขี้ต้องหอบเอาไปด้วย เกิดมาในโลกนี้ 84 ปีเพิ่งเคยเห็นคนแบบนี้มีในโลกด้วย จะเห็นได้ว่า ศักดินาของพวกคอมมิวนิสต์ ต้องแรงและสูงขนาดนั้น ยิ่งกว่าเรื่องของสถาบันกษัตริย์อีก ค่านิยมของคนหรือความยอมมันสร้างได้อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นการสร้างอำนาจให้แก่ตัวเอง โดยวิธีการใช้ทุกอย่างเลย จนสุดท้าย เป็นคนมีอำนาจแบบนี้ ไม่ว่าคนในยุคไหน ก็ล้วนแล้วแต่อยากเป็นเช่นนี้ ขออภัยยกตัวอย่างตัวเอง อาตมารังเกียจ และอาตมาจะไม่ทำการให้ใครมายกย่องเคารพเชิดชู อาตมาไม่แคร์ใครจะหาว่าต่ำต้อยเลวทรามยิ่งกว่า Untouchable ขนาดไหน ใครจะกดว่าอาตมาต่ำต้อยขนาดไหนก็ไม่ว่า อาตมาจริงใจมีสิทธิ์พูดความจริง อาตมาได้คัดเลือกมนุษย์ ที่มีความรู้เองเป็นของตนเองเฉลียวฉลาด ว่าอันนี้คือสุดยอดความรู้ เขาจะรู้ว่าอาตมามีความรู้อันนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาแสดงออกไปอย่างไม่แคร์อะไรอย่างนี้ มันเท่ากับเป็นการคัดเลือกคนให้ใช้ปัญญาของตนเอง ใช้ปัญญาอย่างสุดยอด จึงเป็นการ screen ผู้คนเข้ามาได้อย่างนี้ อาตมาก็สบาย เพราะได้คนที่ผ่านเข้ามาผ่านการกรองผ่านการคัดเลือกด้วยสัจจะ มาแล้ว ถึงไม่ได้เดือดร้อนยุ่งยากในการทำงาน เพราะคนที่ไม่มีปัญญาไม่เข้ามาที่นี่หรอก เพราะฉะนั้นคนมีปัญญาจึงเป็นคน สุภระ สุโปสะ แล้วก็มาทำให้เกิด วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนจนนั้นดีที่สุดในโลก ไม่ใช่เป็นคนเกียจคร้าน ผลาญพร่า ประพฤติเลว แต่เป็นคนจนที่ประพฤติดีเยี่ยมยอดด้วย เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย ไปง่ายมาง่าย พัฒนาอบรมฝึกฝนกันได้ง่ายทุกวันทุกวัน เป็นนักเรียนที่ดีใส่ใจศึกษา คนใส่ใจมากก็ได้มาก เป็นคนใคร่ศึกษา เป็นคนสันโดษใจพอ อาตมาภาคภูมิใจที่ให้พวกเรามาไม่ต้องมีทรัพย์สิน ทำงานฟรีไม่ต้องได้เงินทองแลกเปลี่ยนเลยคุณก็พอ ชีวิตพอ ทำงานฟรีไม่ต้องมีรายได้ตอบแทนอีกแล้ว ทำแล้วก็สร้างสรรร่วมกันกินร่วมกันใช้ในสังคมนี้ สบม.ทมด.ปกต.หห.จจ.อาตมาทำงานนี้สำเร็จ มีของจริงไม่ใช่พูดลอยลม ได้พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าถึงที่สุด สมัยพระพุทธเจ้านั้นสาธารณโภคีเกิดไม่ได้ในหมู่สังคมฆราวาส เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์คนเป็นทาส เขาไม่มีอิสระเสรีภาพ เขาไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนด้วย ฆราวาสทำไม่ได้ ก็เอาคนที่อิสระ พระพุทธเจ้าก็ประกาศลัทธิของท่าน ประกาศกฎเกณฑ์ของท่านใครจะมาอยู่ในจารีตกฎเกณฑ์นี้ ก็มาเองอย่างอิสระ ไม่ได้บังคับล่อหลอกหว่านล้อมอะไรให้ใช้ปัญญาเลือกเฟ้น ศึกษาและมาเป็นเอง พระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่ในยุคโน้น ท่านก็ไปตามระบบของท่านมีลัทธิของท่านแบบของท่าน คนจะมาเข้ารีตมาเป็นคนของท่าน จากแคว้นไหนประเทศไหนไปที่ไหนในทวีปอินเดีย สมัยโน้นเขายกให้หมดเลย ประเทศที่ใหญ่ที่สุดคือแคว้นโกศล แคว้นมคธ เลยประกาศได้ทั่วเลยในทวีปนั้น การคมนาคมยังไม่ได้ออกนอกทวีป ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ไปทั่วโลกเลย ท่านประกาศเองหรือมีธรรมทูตไป แต่ก็มีธรรมทูตออกมาจากประเทศอินเดีย ทวีปอินเดียออกมาสู่เอเชีย ไปสู่ยุโรป สรุปแล้วพระพุทธเจ้าเป็นคนที่รู้ความเป็นมนุษยชาติ กับความเป็นสังคมที่สุดยอดแล้ว เป็นความเป็นมนุษย์และเป็นความสุดยอด เช่น อย่างชาวอโศกเป็นมนุษย์สุดยอดของสังคม ขออภัยที่พูดอย่างไม่เหนียมอาย ขออภัยคนที่คิดว่าการยกตัวตนเป็นคนไม่ดีไม่ยิ่งใหญ่ คนมีปัญญาฟังก็เข้าใจ คนถือสาฟังก็อาจจะมี อาตมาไม่แคร์ทั้งหลักเกณฑ์กฎเกณฑ์อะไรทั้งนั้น เพราะในยุคนี้ 1. มีอิสระเสรีภาพที่สุด 2. เป็นยุคที่มีความเจริญความฉลาดมากเพียงพอ สูงแล้ว ยุคนี้คนโง่ตกเป็นทาสในสังคม คนฉลาด แม้ฉลาดเฉโก ก็เป็นนาย ทุกวันนี้มีนายมีทาสที่ซ้อนแฝงหลอกกันเท่านั้นเอง อาตมาไม่มีจริตในการหลอกเลย มีแต่เปิดเผยความจริง ไม่มีมุมซ่อนแฝงที่จะปิดบังความจริง เปิดเผยความจริงทั้งหมด โต้งๆเลย ไม่เหลืออะไรที่จะปิดบัง อาตมาจึงเป็นคนที่พูดตรงไม่เสียเวลาไปแวะ พูดเปรี้ยงๆๆๆ เลย ฟังได้ก็ฟัง ฟังไม่ได้ก็ต้องฟังเพราะได้ยินไปแล้ว อาตมาเกิดมาในยุคนี้นั้นสุดๆแล้ว แสดงอะไรสุดๆ ไม่มีอะไรต้องบันยะบันยัง เพราะคนเราจริงๆแล้วลึกๆต้องการความจริงสุดๆใช่ไหม ต้องการความรู้สุดๆใช่ไหม ต้องการความจริงสุดๆใช่ไหม อาตมาจะต้องไปยึกยักกั๊กไว้ทำไม คนที่มั่นใจว่านี่คือความรู้ที่ใช่ คนที่มีปัญญาที่จะพิจารณาเอาความจริงให้แก่ตัวเอง เขาก็มาเอา อาตมาจึงได้ลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีความเจริญฉลาด ลูกค้าที่โง่ไม่รู้เรื่องสอนยากก็ไม่มา มีแต่ลูกค้าที่สอนง่าย จึงเจริญได้ พาให้เป็นคนชนิดนี้เป็นคนอาริยะ อาตมาประกาศไปแล้วว่าชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนพระศรีอารย์เป็นชุมชนแผ่นดินพุทธ ประกาศไปแล้วอย่างไม่ยึกยักไม่มังกุอะไรเลย เต็มๆ ประกาศไปอย่างบริสุทธิ์สุดๆ และความจริงอันนั้นก็ปรากฏ ปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์โลก โลกยุคนี้ ในปัจจุบันนี้อาตมาก็ขอพูดความจริงอย่างเปิดอกว่า นี่แหละคือมนุษย์สูงสุด มนุษย์เจริญ civilized สูงสุดแล้ว จนเป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่มีพฤติกรรมชีวิต อย่างนี้ เป็นคนมีวรรณะ 9 ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) มีเท่าไหร่ก็เอามารวมกับกองกลางเป็นสาธารณโภคี ซึ่งเป็นระบบที่สูงส่งที่สุดในโลก คอมมิวนิสต์ก็ต้องการอย่างนี้ ประชาธิปไตยก็ต้องการอย่างนี้ได้เอาเข้ากองกลางให้แก่ประชาชนมากที่สุด และเอาให้มากที่สุดจากสมาชิกในชุมชนในสังคม ชาวอโศกมีสมาชิกในสังคมนี้ทุกคนอยู่ในนี้ มีเท่าไหร่ก็เอามาไว้กองกลางหมด แล้วมันจะเหลือเป็นของตัวตนที่ไหน ไม่ได้สะสมเป็นของตัวตนเลยเป็นที่สุดแห่งที่สุดแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าจะมีสเปกเอาไว้ว่า Specification ว่า ผู้ที่ทำงานอาชีพสูงสุดจะต้องทำงานอาชีพที่ทำงานฟรี ไม่เอาอะไรแลกกับคืนมาเลย แม้แต่การแลกเปลี่ยนของแลกของหรือเอาไปตีราคาเป็นเงินก็ไม่มี ทำงานฟรี สูงสุดแล้ว สัมมาอาชีพพ้นมิจฉาชีพ สูงสุดคือคนทำงานฟรี ในความเป็นสัมมาอาชีพสูงสุดของคนและสังคม ในสังคมไหนมีการทำงานให้ฟรี ไม่มีการแลกเปลี่ยนตีราคาของหรือแรงงาน ไม่มี แจกฟรีหมด แจกกันไปแจกกันมาให้กันไป เผื่อแผ่กันไปเผื่อแผ่กันมา เกื้อกูลกัน เป็นสังคมที่สุดสุดแล้ว สมาชิกในสังคมนี้จึงเป็นสังคมตัวอย่างของโลก พูดอย่างไม่แคร์ไม่เหนียมอายไม่กั๊ก พูดความจริงเต็มสุดๆตัวเลย เปิดเผยโป๊เปลือย อย่างไม่เหลืออะไรซุกซ่อนปิดบังอำพรางเหนียมเลย ไม่มีจริตความจริงแบบนั้นไม่เหลืออะไรเลยเปิดหมด เพราะฉะนั้นใครอยากจะมาดูมนุษย์สูงสุด อยากจะมาดูสังคมของมนุษย์สูงสุดมาที่อโศกนี่ ขออภัย วันนี้พูดใหญ่เหลือเกิน ใหญ่ยิ่งกว่า โดนัลด์ทรัมป์ คิมจองอึน หรือใหญ่กว่าทักษิณอีก สมณะฟ้าไทว่า..มั่นใจมีรูปธรรมชัดเจน พ่อครูว่า...อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาแสดงอธิบายให้ละเอียดยิ่งกว่าผุยผงอีก ขนาดนี้มีใครจะมาอธิบายอย่างนี้ ขนาดเป็นอรูปเป็นนามธรรมก็อย่างละเอียดเข้าไปอีก คนฟังก็เลยอาจจะไม่รู้ว่าในหัวอันไหนหางอันไหนตีนสับสนกันได้ อาตมาก็เห็นใจแต่ว่าจะต้องพูด ก็ในยุคนี้ เป็นยุคที่ต้องพูดต้องแสดงต้องเปิดให้หมด มันยังเหลืออีกอย่าว่าแต่เปิดก็เปิดอีกยังเหลืออีก ก็จะเกิดแล้วเปิดอีก หรือยังไม่รู้ก็จะเกิดแล้วเปิดอีกจนกว่ามั่นใจว่าจะได้แล้ว เปิดเผยสัจธรรมพอแล้ว เนื้อหาสัจธรรมนี้ มีที่จะให้มนุษย์สื่อสารสืบทอดต่อไปจนกว่าจะถึงครบ 5000 ปีของศาสนาพระพุทธเจ้าหมดหน้าที่แล้วก็ค่อยมา แต่ยังไม่พอยังเผื่อพออยู่ในขณะนี้ อาตมาก็ยังจะต้องคิดว่าจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ด้วยความจริงเกิดมาในชาตินี้ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น ยังต้องการจะเกิดต่อ บอกได้ ตายชาตินี้แล้วจะเกิดมาอีก เพราะไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีฝีมือปลูกฝังจนกระทั่งแข็งแรงมั่นคงถาวรแล้ว อย่างนี้นำพาไปได้ อาตมาไม่เชื่อว่าตัวเองจะเก่งขนาดนั้น ขนาดอาตมายังไม่เชื่อตัวเอง สมณะฟ้าไทว่า...แสดงว่า จะเกิดมาดูว่าไปได้หรือเปล่า พ่อครูว่า...ได้ เป็นโพธิสัตว์ก็เกิดมาดูว่า ธรรมะพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าดำเนินไปดีแน่นะ สุคโตนะ ไปรอดแน่นะ แล้วเราก็ไม่ต้องไปเปิดเผยตัวอะไร ไม่มีใครจะมาประเมินเราได้ เราต้องมาประเมินของเราเอง เพราะเราสูงหรือยิ่งใหญ่เกินกว่าใครที่จะประเมินได้ อาตมาต้องมาประเมินเอง พูดไปเขาว่าคุยโม้ ก็มาลงที่อรหันต์เดา อาตมาสงสารจริงๆ อรหันต์เดา หากใครชัดเจนสิ่งเหล่านี้ที่มีอยู่จริงในสังคม มันน่าสงสารที่มีแต่อรหันต์เดาและหลอกกัน หรือหลงว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เขายกย่องเป็นอรหันต์ก็เลยรับสมอ้างเลย แต่เขาไม่มีความรู้จริง อาตมาก็เลยต้องมายืนยันว่าอย่างนั้นไม่ใช่อรหันต์ อย่างนั้นมันเสียของพระพุทธเจ้าเลย ไปบอกว่าคนนี้เป็นอรหันต์อย่างนั้นมันไม่ใช่ ยกตัวอย่าง อย่างธัมมชโย เข้าไปยืนยันว่าเขาเป็นสุดยอดอรหันต์เป็นต้นธาตุต้นธรรมด้วย แล้วคนไปหลงเชื่อก็ฉิบหายใหญ่เลย อาตมาก็ต้องมา ฉีกชี้ ยืนยัน มีหลักฐานจากพระไตรปิฎกหรือจากที่ไหนรับรองก็เอามายืนยันอ้างอิง อาตมาถึงอยู่รอดเพราะอาตมามีพระไตรปิฎกเป็นหลักยืนยันได้ ยังดีว่าในสังคมไทยยังยอมรับ คนที่ไม่ยอมรับก็ไม่เชื่อฟังไม่นับถือแม้จะอ้างอิงอะไร แต่อาตมาอ้างอิงยืนยันตามพระไตรปิฎกและแสดงธรรมะตามพระไตรปิฎกที่มีอ้างอิงยืนยันตลอด เขาจะยิ่งเห็นจริง เช่น อาตมาเอาคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ว่าแม้แต่แค่บาลีแต่ละคำ สูตรแต่ละสูตร ไม่ว่าจะเป็นขยายคำแต่ละคำ แต่ละสูตรแต่ละสูตร อาตมาก็ว่าอาตมาขยายละเอียดลออ ยกตัวอย่างง่ายๆ คำว่าสมาธิ มีใครขยายสมาธิขนาดอาตมา แม้แต่ในประเด็นว่าสมาธิไม่ใช่ฌาน มีนัยยะแตกต่างกันของฌานกับสมาธิ ฌานคือภาคที่ปฏิบัติ สร้างพลังงานอุณธาตุไปล้างไฟ ราคะโทสะโมหะ ไฟที่ชื่อว่าฌาน มันเป็นพลังงานที่มีฤทธิ์อำนาจ หากถูกต้องเป็นไฟฌานจริง ก็จะสลาย ไฟราคะโทสะโมหะได้ ฌานมีพลังงานมากจริง ราคะโทสะโมหะก็หมดได้ อรหันต์ชำระ ราคะโทสะโมหะได้เป็นผู้ที่ชำระกิเลสได้เก่ง สร้างฌานมาเผากิเลสได้สำเร็จจึงเกิดเป็นบุญ เป็นการทำลายราคะโทสะโมหะให้สูญสิ้นไปเลย ไม่เกิดอีกเลยดับสนิทเลย ไม่เวียนวนกลับเลย “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มีใครนำพยัญชนะและหลักฐานมายืนยันอ้างอิงอย่างเช่นอาตมาบ้าง แม้แต่คนอื่นเขาก็อ้างอิงหลักฐาน ก็ให้มาเทียบกันเลยว่าอันนั้นผิดอันนี้ถูก เช่น อรหันต์ที่นี่ถูก อรหันต์ที่อื่นผิด อนาคามีที่นี่ถูก อนาคามีที่อื่นผิด สกิทาคามี แม้แต่โสดาบันเขาก็มั่วหมดแล้วไม่ได้มีรายละเอียดเลย พูดกันว่าปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ต้องอรหันต์ เป็นนิพพานไปเลย เขาดึงอรหันต์มาใช้กับพระโสดาบัน เลยราคาพระอรหันต์มาอยู่ที่โสดาบัน เขาไม่รู้ว่าอรหันต์กับโสดาบันต่างกันไม่รู้เท่าไหร่ ก็ตีราคาอรหันต์=โสดาบัน คือโสดาบันเขาเป็นกันไม่ได้ ก็เลยบอกว่าเป็นโสดาบันก็สุดยอดแล้วคืออรหันต์อันเดียวกัน มันน่าสงสารมากกว่า ก็เลยเหนื่อยก็ไม่ยอมเหนื่อย เมื่อยก็ยังไม่ยอมเมื่อย คำที่คุณจำลองพูด เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อยเราไล่ไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย เขาก็กลบเกลื่อนประโลมใจไม่งั้นท้อถอย ก็ทำงานสำเร็จมา 610613_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผ่าความจริงของอรหันต์เดาอรหันต์เก๊

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน