สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พุทธบริษัท 4 มีศีลเป็นสามัญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พุทธบริษัท 4 มีศีลเป็นสามัญ อาตมาทำงานมา 45 ปี ก็ได้ผลเกิดกลุ่มหมู่มีนักบวชและฆราวาสที่บรรลุธรรมได้ อุบาสก อุบาสิกา นักบวชชาย นักบวชหญิง อยู่ในสภาพพุทธบริษัท 4 พุทธมีสี่เหล่านี้ นอกนั้นไม่ใช่พุทธ พุทธบริษัท 4 เป็นอาริยบุคคลทั้งสิ้น มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งสี่บุคคลนี้มีของจริงที่เป็นธาตุจิตที่บรรลุธรรมเป็นบุคคล ๘ ตามเป็นจริง คนในศาสนาพุทธมีสามสถานะ พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธบริษัท พุทธศาสนิกชน คือชาวพุทธทั่วไปที่ไม่ได้เอาถ่านเรื่องการปฏิบัติ เป็นพุทธศาสนิกชนโดยสำมะโนครัว ไม่มีคุณสมบัติของพุทธ และมีโทษสมบัติด้วย เป็นคุณสมบัตินอกพุทธ และใช้คำว่านอกพุทธทั้งสิ้นด้วย ที่พูดอย่างนี้ก็คือ นอกพุทธตรงไหน เพราะไม่มีศีลเป็นสีลัพพตุปาทาน ศีลไม่ได้ชำระกิเลส ไม่ได้ใช้ศีลชำระกิเลส เข้าใจผิด ขนาดสอนกันในมหาวิทยาลัยเป็นดอกเตอร์ สอนว่าศีลขัดเกลาแค่กายกับวาจา แท้จริงแล้วศีลจะขัดเกลากิเลสในจิตจนถึงหมดกิเลส คำว่า ศีลคือปกติไม่ทำสิ่งนั้นๆ เช่น คนที่กินเหล้า เขากินเหล้าเป็นปกติ คนอย่างนี้ไม่ได้มีศีล คนทั่วไปเขาก็กินเนื้อสัตว์เป็นปกติ อย่างนี้ไม่มีศีล เป็นคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อให้สัตว์อื่นต้องตายมาเป็นอาหาร ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ถ้าคุณยังกินสัตว์ก็ยังมีส่วน เข้าใจว่าเป็นปกติอีก ไม่เข้าใจชัดเจนว่าคำว่าปกติหรือเป็นธรรมดาสามัญ คือจิตที่ไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว กับสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง มันจบในตัวของมันเอง คำว่าศีลเข้าใจว่าเป็นปกติก็เข้าใจผิด แล้วศีลนี้จะมีคุณสมบัติที่เป็นศีลที่สมบูรณ์คืออย่างไร อธิบายกันไม่ได้ แล้วจะไปพากันปฏิบัติให้มีศีลได้อย่างไร อธิบายผิดอีก ที่ชัดเจนคือ ในวงการของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ นั่นคือจุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีล คือศ
อ่านต่อ
ีลแท้ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมาสร้างศาสนา พระเดี๋ยวนี้ก็เกี่ยวกับแค่ วินัย 227 ข้อ วินัยเป็นหลักเกณฑ์ที่ตราขึ้นทีหลังเมื่อคนทำผิด จึงได้เกิดพระวินัย จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คนมาปฏิบัติผิดศีลจนกระทั่งท่านเก็บมาเป็นพระวินัย ตั้งขึ้นมีบทลงโทษ มีโทษต่ำสุดคือทุกกฏ ต่อมาเป็นปาจิตตีย์ เป็นโทษขั้นต้น ปาจิตตีย์คือการละเมิดศีลหรือวินัย ไม่ต้องลงโทษก็ผิด แต่พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ทำให้สิ่งที่พระพุทธเจ้าตราไว้นี่ถูกละเมิด เช่น ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ถ้าคุณไปฆ่าสัตว์ก็เป็นปาจิตตีย์ ละเมิดศีลก็ทำให้กุศลธรรมเสื่อมลง ปาจิตตีย์คือการละเมิดอันยังกุศลให้ตกลง เมื่อละเมิดแล้วเราต้องทำให้บริสุทธิ์ คือมาสารภาพ มาบอก เราตั้งใจสารภาพว่าจะไม่ทำอีก แล้วสังวรระวังอย่าทำอีกให้ได้ เช่น ละเมิดไปฆ่าสัตว์ก็สารภาพผิด จากนั้นก็สังวรระวังไม่ทำให้สัตว์ตาย คุณก็ได้กายวาจา แต่ถ้ามีพลังปัญญาชัดเจน พลังปัญญาจะมีอำนาจมีธรรมฤทธิ์จริง ถ้าสมบูรณ์เต็มจะเป็นพลังความรู้ ทำให้อินทรีย์พละเพิ่มจนเต็ม มีฤทธิ์แล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็เป็นได้เอง คือตถตา คือความจริงที่เต็ม เป็นธรรมดาเป็นปกติ เป็นสามัญของพลังงาน นี่คือตัวมีศีลเต็มสมบูรณ์ ไม่ต้องทำอีกจบกิจของการมีศีล เมื่อผิดปาจิตตีย์หรือทุกกฏ ทำให้เสียจากหลักของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้กุศลเสื่อมไปก็ต้องสารภาพกับใครกับคนสิ ถ้าไม่มีใครเลย ก็สารภาพกับควายหรือ? เพื่อให้เป็นพยานหลักฐาน หากไม่มีใครรับรู้เลย สารภาพกับควายควายก็ไม่รู้เรื่อง ก็คือเหมือนสารภาพกับหัวตอ แต่สารภาพกับคน ก็จะได้เป็นหลักฐาน ถ้ายิ่งสารภาพกับหมู่ หมู่ก็จะยิ่งช่วยคุณ คนรู้จะไม่ถือสา เช่น เราขโมยเงิน แล้วถูกจับได้จนทางต้องคืนเขา ก็แก้คืนไม่ได้ ตอนนี้เป็นยุคเลข 9 ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตอนนี้เกิด Big Bang แตกแล้วใครจะอยู่กับฝ่ายชั่วฝ่ายดีเท่านั้น ตอนนี้รอแต่ว่า ผู้มีอำนาจจะลงมือ ก็อดใจไว้ ผู้ที่ทำได้ดีก็ทำไปต่อ เหตุการณ์ทางศาสนาก็สุกงอมเต็มที่ เราก็เป็นตัวร่วมในเรื่องศาสนาไปพอสมควรละ พวกเราชาวอโศกตอนนี้ก็อยู่บนภู ดูหมูกัดกัน สิ่งเหล่านี้มีเหตุปัจจัยลงตัว อาตมาแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็มีอะไรลงตัวบ้างแล้ว อาตมาใช้สิ่งเหล่านี้พอสมควร พระพุทธเจ้าว่า เอามือไปจิ้มในดิน ดินติดเล็บขึ้นมา เปรียบกับคนในศาสนาพุทธ ส่วนอื่นเหมือนดินทั้งหมด อาตมาเทศน์ไปตามธรรมดาปกตินี่แหละ คนมีภูมิปัญญาเขาจะมาเอง พระพุทธเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๕) อาตมาทำอย่างบริสุทธิ์สะอาด ยังมีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย แม้น้อยก็ไม่เป็นไร ของจริง อาตมาไม่ต้องการปริมาณ แต่ต้องการคุณภาพ เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง ทำมาได้ 45 ปีถือว่าเต็ม (15 15 15) 15 คือสามเส้าของ 5 ( 5 5 5 เป็น 15) เลข 5 คือเลขเกิดของอาตมา อาตมาเกิดวันที่ 5 การเกิด 5 ยังไม่สูงเท่าไหร่ ยังมีเกิด 7 เกิด 9 เพราะฉะนั้นอาตมาอยู่ที่เส้า 5 เป็นตัวเต็ม อยู่ในวงกรอบหมุนรอบสามตัวนี้เป็นจักรแก้ว อาตมาปาง 7 ไล่มา 5 มาถึง 6 อาตมาจึงใช้วิบากไป 6 ปี 6 เดือน 6 วัน ก็เส้าของ 6 ที่ถูกจับ ว่าความไป แต่อย่างไรอาตมาก็ต้องจบเรื่องราวหมดวิบาก ก็เสร็จไปละ
590219_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตอน๒