สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน Facetimeสัมภาษณ์พ่อครูเรื่องความขัดแย้งของสงฆ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข16 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน Facetimeสัมภาษณ์พ่อครูเรื่องความขัดแย้งของสงฆ์ ดนัยว่า...บางคนจิตตก บางคนจิตแตก ภาพแรกคือพระพุทธะอิสระนำมวลชนกลุ่มเล็ก วิ่งไปวิ่งมา ร้องเรียนตามที่ต่างๆ เพื่อกดดันให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพื่อขัดขวางสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ภาพที่สอง คือเห็นเจ้าคุณประสาร วัดมหาธาตุ นำกำลังพระและฆราวาส สักสามหมื่นคน เพื่อสนับสนุนสมเด็จช่วง ที่พุทธมณฑล จนเกิดปะทะกับทหาร ภาพสองภาพนี้บอกอะไร? มันสะท้อนความขัดแย้งระหว่างใครกับใคร? พ่อครูว่า...อาตมาไม่ค่อยได้ออกสู่สังคมข้างนอก แต่ที่นี่จะเรียกกันที่นี่ก็เรียก พ่อท่าน หรือ พ่อครู ดนัยว่า...มากราบนมัสการพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ภาพสองภาพของชาวพุทธที่จิตตกจิตแตก บอกความขัดแย้งอะไร ของใครกับใคร พ่อครูว่า...คนมีปฏิภาณไหวพริบก็พอรู้ ใครกับใคร ก็ใครที่แสดงตัว acting ออกมามากๆ คนนั้นก็เป็นคนนำกลุ่ม ทุกคนก็แสวงหากลุ่มหมู่มวลเพื่อเป็นกำลังมวล ยิ่งเป็นโรคประชาธิปไตยที่เอาแต่มวลขึ้นสมอง ก็เอาแต่อย่างนั้นน่ะ โดยไม่เข้าใจเนื้อแท้ของคำว่าประชาธิปไตยก็ตาม เนื้อแท้ของพุทธศาสนาหรือธรรมะก็ตาม เขาไม่ได้มองไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มุ่งไปสู่จุดนั้นเลย คนที่ผิวเผินก็ช่วยไม่ได้ที่จะจิตตกจิตแตก ดนัยว่า...ทั้งหลวงปู่พุทธะและเจ้าคุณประสารก็เป็นตัวแทนในการออกหน้ากลุ่มความคิด กลุ่มผลประโยชน์ ท่านมองว่า หลวงปู่เป็นตัวแทนกลุ่มไหน ท่านเจ้าคุณประสารเป็นตัวแทนกลุ่มไหน พ่อครูว่า...อาตมาตอบสั้นๆ ตามภูมิของอาตมานะ ท่านพุทธะอิสระเป็นตัวแทนของสาระสัจจะ ในความเป็นพุทธศาสนาตามภูมิของทั่วไปที่เข้าใจกันอยู่ ส่วนท่านเจ้าคุณประสารเป็นตัวแทนเปลือกศาสนาที่มุ่งแต่เอามวลมากๆ คำเดียว ดนัยว่า...แต่หลวงปู่ก็เล่นกับคำว่ามวลเช่นกันไม่ใช่เหรอครับ พ่อครูว่า.

อ่านต่อ

..ท่านคำนึงเป็นรอง ถ้าเทียบกันแล้วเจ้าคุณประสารเอามวลเป็นเอก ผิดหรือถูกไม่ค่อยมีปัญญา ดนัยว่า...คำว่ามวลในที่นี้จะขยายความได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ได้ ก็เอามวลประชาชนมานับหัวให้มากที่สุดเท่านั้นเอง ปริมาณอย่างเดียว คุณภาพคุณธรรมคุณสมบัติแทบไม่เกี่ยว ดนัยว่า...เรื่องเล่นกับมวล เล่นกับจำนวนมวลชนที่จะขนมาปะทะแสดงพลังกัน ผมมองว่าเป็นกลวิธี ย้อนกลับไปในเรื่องสาระ ทั้งสองกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวสังคม ควรทำความเข้าใจสาระแท้ๆ ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า...ถูกต้อง ควรเอาให้ถึงสาระสัจจะของพุทธธรรม คือโลกุตรธรรม ทุกวันนี้ไปไกลโลกุตรธรรมมาก ยกตัวอย่างตื้นๆ คือโลกุตรธรรมพระมีเงินไม่ได้ ท่านพุทธะอิสระเอาหลักนี้มาใช้ แต่ท่านเจ้าคุณประสารไม่มีเลย และคงจะไม่อยู่ในความคิดของท่านด้วย เอาแต่จำนวนมวลมาใช้ แล้วมวลที่เอามาใช้ เท่าที่ดูแล้วเป็นมวลสะเปะสะปะ ขออภัยอาตมาก็ไม่รู้ว่าจ้างมาหรือเปล่า ดนัยว่า...โอ้โห กล่าวหาแรงนะครับ พ่อครูว่า...อาตมากล่าวก่อนแล้วว่าไม่รู้ แต่สงสัย เพราะคนที่มานี่เห็น ปองอัญชะลี ก็นำมา insert ให้ดู มีคนมีหนวดหรือหลายคนก็เป็นฆราวาสปลอมมา อาตมาไม่เชื่อว่าคนที่มานั้นมาด้วยสมัครใจ ไม่รู้ผิดถูกก็ขออภัย เป็นความเข้าใจอาตมา ดนัยว่า...ท่านว่าพุทธะอิสระเป็นสัจจะกว่าท่านประสาร พ่อครูว่า...เป็นสัจจะกว่า ดนัยว่า...แสดงว่า ในกลุ่มพุทธะอิสระนั้นน่าจะรวมสันติอโศกด้วยหรือไม่ พ่อครูว่า...ไม่ได้ไปร่วม เป็นนานาสังวาสกัน แต่ความคิดอาจใกล้กัน แต่เราเป็นนานาสังวาสกันกับท่าน โดยพฤติกรรมบทปฏิบัติธรรมวินัยไม่ให้ร่วมกัน อาตมานานาสังวาสทั้งกลุ่มเจ้าคุณประสารและพระพุทธะอิสระ ดนัยว่า...แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มความคิดความเชื่อก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน พ่อครูว่า...จะบอกว่ามีส่วนร่วมในเนื้อหาสาระสัจจะส่วนหนึ่ง แต่โดยพฤติกรรมการงานไม่ได้ไปร่วมกันเท่าไหร่เลย ดนัยว่า..พระที่วิ่งไปวิ่งมากระเปิ๊บประป๊าบ เอามวลชนไปตั้งเกมส์การเมืองตลอดเวลา เป็นสัจจะได้อย่างไร พ่อครูว่า...ถ้าจะไปหมายถึงพฤติกรรมที่ขยัน ไม่ได้ใช้คำว่าสะเปะสะปะ ของงานศาสนาธรรมะนี้ มันน่าจะมองให้ค่า ไม่น่ามองว่าจุ้นจ้านวุ่นวาย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะศาสนาถูกกวนมาก ฟอนเฟะมาก คนที่มีปัญญาเข้าใจ ว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของผู้ที่เป็นภิกษุ ที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ เพราะฆราวาสต้องทำมาหากินของเขา เขาไม่มีเวลา เขามีภาระครอบครัวอีก ผู้เป็นภิกษุต้องเอาภาระดูแลศาสนา ไม่น่าพูดว่าแส่ ถ้าอย่างนั้นอาตมาว่ามองตื้นเขินไปใส่ร้ายไป ความจริงแล้วน่าจะมองไปที่เขาเอาภาระ เขาทำประโยชน์แก่ศาสนา เรามองลึกซ้อนไปอีกว่า ผู้ที่วิ่งเต้นคนนี้เขาทำเพื่อเงินทองลาภยศหรือไม่? ฝ่ายเจ้าคุณประสาร นี่พูดตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมเสียเวลา เขาทำเพื่อลาภยศชัดเจน อย่างน้อยก็ตำแหน่งหน้าที่สมเด็จที่จะดันให้เป็นสังฆราช นี่ไม่ใช่ยศหรือ? ดนัยว่า...เจ้าคุณประสารพยายามเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อสมเด็จช่วง เป็นเรื่องหวังลาภยศหรืออย่างไร? พ่อครูว่า...คุณมองไม่เห็น ตาคุณไม่ถึงก็แล้วกัน อาตมาว่าไม่ต้องมองยาว ดูสั้นๆ นี้เห็นได้ชัดว่าเขาดึงดันเพื่อให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช แม้ ๕ ข้อหลักที่เขาเสนอไปนี้ คุณยังสรุปว่า มีเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือเอาสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช แล้วคุณยังจะมาเลี่ยงไปไหน อย่ามาไล่อาตมานะ คุณปองเขาว่า นี่พระไล่ทันนะ ดนัยว่า...เจ้าคุณประสารหวังจะได้อามิสสินจ้างในการส่งให้เจ้าคุณช่วงเป็นสังฆราช หลังจากนั้นน่าจะได้ยศช้างขุนนางพระที่สูงขึ้นใช่ไหม พ่อครูว่า...คุณก็ว่าเขาพ้นจากกรอบโลกธรรมหรือไม่? ดนัยว่า...แล้วบอกว่าหลวงปู่พุทธะที่ท่านว่าเป็นพระในแนวสัจจะและท่านเจ้าคุณประสารเป็นเปลือก ผมตั้งข้อสังเกตว่าทั้งแนวพุทธะและแนวเปลือกล้วนไม่ปล่อยวางทั้งคู่ ทำไมไม่ปล่อยวาง พ่อครูว่า...คำว่าปล่อยวางเป็นคำสุดท้ายของการบรรลุธรรม ผู้ที่ปล่อยวางแล้วจะเป็นผู้ไม่ปล่อยวาง จะเอาภาระ ผู้นี้จะเข้าใจสัจจะของสสัมภาระคือผู้เอาภาระ เป็นกรรมกิริยาของธาตุสองธาตุขึ้นไปที่จับตัวเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นธาตุธรรมชาติแต่ไหนแต่ไร โลกนี้มีนิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น มีตัวที่แตกตัวแล้วกระจายเป็นฟิชชั่น กับอีกอันแตกแล้วจับตัวกันคือฟิวชั่น คุณพูดก็หมายถึงสองความหมายคือ หนึ่งเขาเอาหมู่มวลมารวมกันเป็นพลังเพื่อเอามายกอ้างเอาสังฆราชขึ้น อีกมวลรวมตัวเพื่อเอาภาระทำสาระของศาสนาจากความถูกต้อง ถ้าคุณเข้าใจประเด็นเนื้อแท้ออก ถ้าเข้าใจได้ก็ไม่สงสัยหรอก ดนัยว่า...ผมยังเป็นบัวปริ่มน้ำ ก็ต้องซักท่านเยอะหน่อย พ่อครูว่า...อาตมาว่ายังดีเป็นบัวปริ่มน้ำ ถ้าเป็นบัวใต้โคลนจะหนักกว่านี้ ดนัยว่า...ก็เป็นอาหารปลา ยังเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่น ดนัยว่า...ฝั่งเจ้าคุณประสารพยายามหนุนสมเด็จช่วง เป็นวาระชั้นเดียวเชิงเดียว แต่ในเมื่อปักธงว่าพุทธะอิสระเป็นสัจจะ ทำไมกลุ่มสัจจะต้องปักธงไม่ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม ทำไมปล่อยวางไม่ได้ พ่อครูว่า...การรวมตัวกันไม่ใช่ปล่อยวางไม่ได้ เจ้าคุณประสารก็รวมตัวกันอยู่ เป็นลักษณะสัจธรรมธรรมชาติพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น แต่รวมตัวสองอันนี้เทียบกันอีกได้ แต่มองได้ว่ารวมตัวเพื่ออะไรมากกว่ากัน เจ้าคุณประสารรวมตัวเพราะลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นชั้นเดียว ไม่ลึกลับอะไรไม่ประหลาด ส่วนอันนี้มีเนื้อหาสัจจะมากกว่าอันโน้น เพราะมีเนื้อแท้สาระกว่าอันโน้น ที่มันไร้สาระจริงๆ ดนัยว่า...การขัดขวางสมเด็จช่วงไม่ให้เป็นสังฆราชองค์ใหม่ เป็นสัจจะสาระอย่างไร พ่อครูว่า...เอาตื้นๆ ขณะนี้นายกฯ และรองนายกฯ พูดตรงกันว่า ถ้าเรื่องสังฆราชไม่เรียบร้อย ยังขัดแย้งอยู่ จะไม่เสนอชื่อทูลเกล้าฯ นายกฯ กับรองนายกฯ ใช้คำนี้เป็นเขื่อนกั้น แล้วให้ทางนี้สังเคราะห์กันต่อไปจนกว่าจะสงบ จึงทูลเกล้าฯ ตอนนี้เป็นกระแสตีกันระหว่างคนหนึ่ง ดูเนื้อว่าคนหนึ่งเขาเห็นว่าสมเด็จองค์นี้ไม่ควรขึ้นเป็นสังฆราช ยังไม่สะอาดบริสุทธิ์ ส่วนอีกข้างหนึ่งแน่นอนเห็นสมควรก็ต้องผลักดันเต็มเหนี่ยว ประเด็นที่ควรแก้ไขคือ หนึ่ง ทางด้านเจ้าคุณประสารก็เอามาแฉสิว่าแก้ว่าสะอาดสมควรอย่างไร ทางด้านพุทธะอิสระก็เอาหลักฐานเหตุผลประดามีว่าไป ถ้าทำตรงนี้สำเร็จทุกอย่างก็กระจ่าง ดนัยว่า...ผมเห็นด้วย ถ้าเรื่องไม่สงบยังตีกัน ก็ไม่เสนอชื่อ แล้วบอกว่ากระบวนการหาข้อยุติ จะให้ดีเบตกัน อย่างนายกฯ ว่า เป็นทางออกของสถานการณ์จริงหรือไม่ ในช่วงหน้า

ดนัยว่า...มาสนทนาธรรมกับท่านต่อ ทุกคนเห็นด้วยถ้ายังตีกันก็ไม่ทูลเกล้าฯ แต่กระบวนการหาข้อยุติต่อไปจะทำอย่างไร? พ่อครูว่า...อาตมาค่อนข้างสนุก ฟังแล้วก็สนุก ถ้าดีเบตกันได้ ถ้าเจ้าคุณประสารกล้าดีเบต ความจริงจะปรากฏชัดเจนไม่น้อย ถ้าได้ดีเบตกันจริงๆ เพราะอาตมามองตัวแทนของกลุ่มประชาชนผู้ออกหน้าว่าต่างคนต่างพุทธศาสนาทั้งคู่เนี่ย อาตมาว่า ความจริงมันก็จะน่าได้ดีเบตตามค่านิยมทั้งโลก ใครมีความจริงก็ขนออกมา ผู้ที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังก็จะได้รู้ ทั้งน้ำหนักเนื้อในต่างๆ ออกมาชัดเจน ถ้าได้ดีเบตกัน อาตมาว่าความคิดของนายกฯ เฉียบ ดนัยว่า...นายกฯ บอกมาวันนี้เองว่า ประกาศยกเลิกแนวคิดจะให้ดีเบตแล้ว แต่ก็หยิบมาถามได้ แต่ชาวพุทธบางส่วนไม่เห็นด้วยว่า เอาพระมาพูดกันแล้วให้ประชาชนตัดสินว่าคนไหนถูก จะยิ่งทำให้เกิดความร้าวลึก พ่อครูว่า...จะพูดเชิงนั้นก็เป็นได้บ้าง แต่ในสิ่งที่จริงเนี่ย ในยุคพระพุทธเจ้า ท่านปักกิ่งไม้กันเลยนะ ถ้าแย้งความคิดกัน ก็มาสากัจฉากัน ในยุคพุทธกาลมี ปุจฉาวิสัชนา ดีเบตกันนี่แหละ เวลามีประเด็นขัดแย้งกัน ขณะนี้ในทิเบตก็ยังทำกันอยู่ ท่านเรียกว่าสังคายนา สัจจะจะตัดสิน ประชาชนตัดสิน โดยมีฆราวาสทั้งนักบวช ดนัยว่า...แล้วประชาชนมีภูมิขนาดไหนจะตัดสินเรื่องที่พระขัดแย้งกัน พ่อครูว่า...การเป็นประชาธิปไตยจะดูถูกประชาชนนี่ผิดแล้ว ทุกคนมีความคิดของตนเองแม้เป็นคนอีเดียดก็ตาม ดนัยว่า...แต่เขาเกรงจะตีกันหนักกว่าเก่า โดยเฉพาะฆราวาสที่ถือหางพระ พ่อครูว่า...อาตมากล้าพูดได้ว่าศาสนาพุทธสองพันหกร้อยกว่าปี ยังไม่มีสงครามในศาสนาพุทธ เอาประเด็นศาสนามาพูดกันแล้วถกกันด่าว่ากันนี่มี ดนัยว่า...ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาให้ทะลุกันเลย สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ว่าพระเอาชายฉกรรจ์ไปปิดล้อมหน่วยราชการแล้ว หรือพระไปล็อคคอทหาร ก็ได้เห็นแล้ว มันก็เกิดขึ้นได้แล้วนาทีนี้ พ่อครูว่า...ถึงอย่างไรก็ไม่รุนแรงกว่านั้นหรอก แต่อาตมาว่าลึกๆแล้ว อาตมามองมนุษย์ชาติทางจิตวิญญาณ เช่น อาตมามองมนุษย์ชาติในโลก จิตวิญญาณของชาติอินเดีย อีกชาติหนึ่งก็จีน นี่สองขั้ว ขั้วหนึ่งปัญญา ขั้วหนึ่งเจโตหรือศรัทธา หรือแม้แต่ศาสนาในเชิงมนตราศรัทธาอย่างทิเบตก็ตาม ซึ่งต่างจากศาสนาเมืองไทย เมืองไทยนี่ใช้ปัญญานำ แต่ทิเบตใช้ศรัทธานำ เป็นแบบเทพเจ้าแน่นอน อาตมามองคน โดยเฉพาะแง่ศาสนามองทางจิตวิญญาณหรือปรมัตถ์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นในทางจิตวิญญาณหรือปรมัตถ์ เมืองไทยก่อตั้งเป็นพุทธดีๆ มาจนทุกวันนี้ ยังฝังรากลึกอยู่ เพราะฉะนั้นในโลกจึงยอมรับว่า พุทธเถรวาทมีหลายประเทศ แต่เขาก็ยกให้ประเทศไทยเป็นเบอร์หนึ่ง เกียรตินี้ไม่ใช่เกียรติป้อยอหรือปลอม แต่เป็นเกียรติสัจจะที่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งตีตนไปก่อนไข้ ดนัยว่า...ท่านกำลังจะบอกว่าตรงนี้คือรากปัญญาของศาสนาพุทธ แตกอย่างไรก็ไม่ถึงขั้นตีกัน เรื่องพระล็อคคอทหารหรือพระปิดหน่วยราชการแค่มายาคติชั่วคราว แต่แกนนี้อย่างไรก็ไม่ตีกัน แต่ศิษย์พระจะตีกันไหม พ่อครูว่า...ศิษย์พระที่ไม่ใช่พระจริงเป็นได้ จะบอกว่านี่พระไปตีกันกับพระ พระไปตีกับฆราวาส แล้วแต่งตัวเดี๋ยวเป็นฆราวาส เดี๋ยวแต่งเป็นพระ แล้วที่ปลอมเป็นพระแล้วไปนี่จะอย่างไร แล้วมันหลอกลวงกัน ดนัยว่า...แนวคิดดีเบตแล้วให้มวลชนตัดสิน เข้าใจว่านายกฯ เปลี่ยนใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นมีแนวทางอื่นหรือไม่ พ่อครูว่า...มี คือขอให้ท่านพุทธะอิสระทำเต็มที่ ดนัยว่า...ที่วิ่งไปวิ่งมาไม่พอ ต้องทำให้เต็มที่ พ่อครูว่า...ไม่พอ ดนัยว่า...สันติอโศกจะร่วมด้วยไหม พ่อครูว่า...ร่วมไม่ได้อยู่แล้ว เป็นนานาสังวาส ได้แต่ตีกองเชียร์ ดนัยว่า...โลกเขาเรียกว่ายุนะครับ พ่อครูว่า...มันอยู่ที่สัจจะ ที่พูดไปนี้พูดในแง่สัจจะ ถ้าท่านพุทธะอิสระรามือนี่อาตมาว่าเสียคนด้วยนะ ดนัยว่า...ถ้าถอยถ้าหยุดเสียคนนะ ต้องเดินหน้ามากกว่านี้ พ่อครูว่า...เพราะอาตมามีตัวที่เป็นคำตอบในตัวมันเองว่า ทำไมอาตมาว่าให้ท่านพุทธะทำเต็มที่ เพราะท่านพุทธะอิสระถูกต้องกว่า จงดำเนินไปอย่าหยุด ดนัยว่า...เอาล่ะ ที่บอกว่าสมเด็จช่วงไม่สมควรขึ้นสังฆราชต้องขัดขวาง ทำไม พ่อครูว่า...เอาประเด็นง่ายๆ ตื้นที่สุด ประเด็นที่รถเบนซ์เก๊หรือไม่เก๊ นี่ DSI นี้กำลังเปิดเผยไรๆ อยู่แล้ว ก็บอกว่าเอามาให้ชัดเลย ดนัยว่า...ประทานโทษผมตั้งลูกให้ท่านเตะเข้าโกลแล้วครับ เอาเป็นว่าถ้ายังมีวิบากกรรม มีข้อเคลือบแคลงทางโลกก็ให้สะสางเสียให้เรียบร้อย แล้วค่อยขึ้น ขึ้นท่ามกลางความขมุกขมัวไม่ดี อยากจะบอกเช่นนั้นใช่ไหม พ่อครูว่า...อาตมาอยากจะพูดอย่างนี้ ผู้ที่จะขึ้นเป็นสังฆราชคือยอดของผู้ที่จะต้องบริสุทธิ์สะอาดที่จะต้องเคารพกันทั้งนั้นอย่างสำคัญ แม้แต่สถาบันชั้นสูง แม้พระเจ้าอยู่หัวก็เป็นองค์พุทธมามกะ สมเด็จสังฆราชควรบริสุทธิ์สะอาด ในประเด็นตื้นๆ ง่ายๆ แค่นี้ ความเป็นจริงเอาหลักสัจธรรมมาจับตื้นๆ ความรู้ของสมเด็จพระสังฆราชที่จะขึ้น น่าจะรู้ว่ามาบวชแล้วไม่สะสมอย่างนั้น อย่าว่าแต่สะสมรถโบราณเลยที่เป็นเปลือก จริงๆ แล้วผู้ออกมาบวชเริ่มต้นต้องมาแต่ตัวกับหัวใจ โภคขันธาปหายะ แปลว่าไร้ซึ่งโภคทรัพย์ ทรัพย์สมบัติบ้านช่องเรือนชานไม่มีแล้วเป็นอนาคาริกชน นี่คือผู้มาบวชแก่ศาสนาพุทธ ประเด็นตื้นๆ ที่ผู้บวชแล้วต้องท่องโภคขันธาปหายะ ประเด็นแค่นี้ยังทำไม่ได้เลย จะไปเป็นสังฆราช นี่ก็ตัดสินแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสะสม ไม่ต้องพูดถึงของหรูหราฟู่ฟ่า แล้วไปพูดอีกว่าชื่นใจจริงๆ เกิดมาไม่เคยได้เหยียบดอกไม้เช่นนี้ แค่ศีลข้อมาลาคันธวิเลปนะ ก็ไม่มีแล้ว ดนัยว่า...ใครชื่นใจครับ พ่อครูว่า...ก็ผู้ที่เขาว่าจะขึ้นเป็นสังฆราชไง ดนัยว่า...แล้วใครปูดอกไม้ให้เหยียบครับ พ่อครูว่า...ก็ธัมมชโยไง ดนัยว่า...ตกลงผมจะเสียความเป็นกลางหรือไม่นะ ที่เตะลูกที่สองให้ท่านเตะเข้าโกลอีกแล้ว พ่อครูว่า...ความเป็นกลางต้องอยู่ในความถูกต้อง ดนัยว่า...ตกลงขวางสมเด็จช่วงหรือธรรมกาย Agenda จริงๆคืออะไร พ่อครูว่า...มันพ่วงกันไปหมด ดนัยว่า...เมื่อมาเป็นแพคเกจ ก็ต้องจัดการไปด้วยกัน ดนัยว่า...มีชาวพุทธกลุ่มหนึ่งเสนอว่า พุทธะอิสระสึก ธัมมชโยสึก สมเด็จช่วง ถ้ายังเคลียร์ไม่จบ รักษาการณ์ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขึ้น ดีไหม พ่อครูว่า...คิดดูสิ คนเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาคิด คือคนที่โง่ยิ่งกว่าคนโง่อีก ดนัยว่า...เป็นไปไม่ได้คือพุทธะอิสระไม่สึก ธัมมชโยก็ไม่สึกแน่นอน พ่อครูว่า...พุทธะอิสระถึงกับว่าจะสึกนะถ้าไม่สำเร็จ แต่ธัมมชโยเคยหรือ? ดนัยว่า...ถ้าเป็นไปได้ เป็นทางออกไหม พ่อครูว่า...ไม่จบไม่กระจ่างเลย ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ดนัยว่า...ดูเหมือนท่านหมายมั่นปั้นมือจะจับสมเด็จช่วงเข้าคุกให้ได้นะครับ พ่อครูว่า...อาตมามีหน้าที่ตรงไหน อาตมาพูดไปตามเนื้อผ้า ตามสัจธรรม พ่อครูว่า...ขอพูดสุดท้ายว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธจริงๆ ที่เจ้าคุณประสารออกมานี้มีเนื้อหาแค่โลกียะแท้ๆ ไม่ได้ก้าวข้ามสู่โลกุตระเลย ศาสนาพุทธตอนโน้นก็มีศาสนาพราหมณ์เกิด ในตอนนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ในสมัยนั้นมีอาจารย์ของพราหมณ์ เช่น โปกขรสาติพราหมณ์กับลูกศิษย์ คืออัมพัฏฐมานพ ที่ถือว่าเป็นผู้ฉลาดสามารถรู้พระเวทย์ เป็นศิษย์เอก มาหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ซักไซ้ไล่เลียงได้ความจบว่า เธอกับอาจารย์เสื่อมไปจากแม้แต่สิ่งที่ผิดของสัจธรรมกัลยาณธรรม ไม่ต้องไปพูดว่าเสื่อมไปจากสิ่งที่ถูกนะ ข้างโลกุตระไม่ต้องพูดเลย นัยเช่นนี้ก็คือเหมือนกับตอนนี้ ขณะนี้ถ้าจะปล่อยอันนี้ไป อาตมาค้านแย้งเต็มที่เลย แต่อาตมาเป็นนานาสังวาสกับเขา ทำได้เพียงพูดคัดค้านอย่างจัง ไม่สามารถไปฟ้องร้องก่อเรื่องอะไรได้ ดนัยว่า...ในนามบัวใต้น้ำ ก่อนกราบท่านสมณะโพธิรักษ์ก็จิตตกจิตแตกกันบ้าง จิตตกจิตแตกกันมา แต่มาแล้วผมจะพยายามทำจิตให้สว่างก็แล้วกัน ขอย้ำว่าในนามของบัวใต้น้ำเหยื่อเต่าเหยื่อปลาครับ ขอลาท่านผู้ชมไปก่อนครับ สวัสดีครับ

590218_รายการเฟสไทม์สปริงนิวส์ สัมภาษณ์พ่อครูเรื่อง ความขัดแย้งของสงฆ์ไทย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน