สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน อาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์และปาราชิก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน อาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์และปาราชิก ขณะนี้เป็นเรื่องของความผิดระดับนิสสัคคียปาจิตตีย์ เป็นประเด็นนิสสัคคียปาจิตตีย์คือครอบครองของที่ไม่ควรแล้วไม่สละออก ครอบครองรถเบนซ์เป็นต้น แล้วเป็นความผิดขั้นติดคุกด้วย เป็นแต่เขาจะช่วยกันหรือไม่ ถ้าไม่ช่วยก็ติดคุก เขาก็แก่แล้วก็อาจช่วยกัน แต่ถ้าไม่ช่วยก็ต้องติดคุก เพราะเซ็นเองหมด เพราะหนีภาษี นิสสัคคีย แปลว่า ควรสละหรือเลิก, สิ่งที่ไม่ควรรับเอาหรือละทิ้งเสีย, อันต้องให้สละสิ่งของ ปาจิตตีย แปลว่า การละเมิดอันยังกุศลให้ตก, ซึ่งเมื่อต้องแล้วย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง, ชดเชยความผิดที่แล้วมา ดังนั้น ผู้ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ จึงได้แก่ ภิกษุของพุทธศาสนาที่ยังมีจิตยินดีในของที่ไม่ใช่บริขาร อันต้องสละของนั้นออกไปเสีย หากยังไม่สละก็ยังคงเป็นภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ตราบที่ยังชื่อว่ามีของที่ตนยินดีนั้นอยู่ ตราบใดที่ยังมีรถเบนซ์นั้นไว้ในครอบครองก็ไม่บริสุทธิ์อยู่ตราบนั้น ตนเองเป็นคนไม่บริสุทธิ์ไปทำสังฆกรรมไม่ได้ แต่ก็ไปทำ ทำให้เกิดบาปกรรมอกุศลที่ติดตัวไปอีกมากมาย กรรมเป็นอันทำ แม้ทุกวันนี้จะมีสารอะไรมาลบได้ขนาดไหน แต่ก็ลบกรรมไม่ได้ ต้องให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานถึงเลิกได้ แม้เป็นอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่เลิกวิบากกรรม ตอนนี้มีนิสสัคคียปาจิตตีย์ ที่มีสามระดับความผิด คือ ทุกกฏ ถุลลัจจัย ปาราชิก ถ้าปาราชิกแก้ไม่ได้ แต่ทุกกฏกับถุลลัจจัยแก้ได้อยู่ ปาราชิกอันที่ ๑ พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว พึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ในเพราะถือเอ
อ่านต่อ
าทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของ ไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้. ปาราชิกเป็นโทษที่สูงกว่าพรหมทัณฑ์ พรหมทัณฑ์เป็นโทษที่อยู่ร่วมได้แต่ไม่มีใครบอกสอน อาตมาเห็นพระทัยในหลวงที่ขอพูดว่าท่านอัดอั้นพระทัยไว้มาก ท่านแนะก็แล้ว บอกก็แล้ว แต่ข้าราชการไม่ทำตามที่ท่านแนะ แล้วท่านก็ไม่เซ้าซี้ให้ทำ ในหลวงก็ตรัสไม่กี่คำก็วาง จนหมักหมมมาก หลายครั้งจนท่านต้องตั้งสวน ชั่งหัวมัน นี่คือสัจจะ ทางออกของท่านก็คือ ชั่งหัวมัน คือการปล่อยวาง นี่คือสังคมไทยเราเกิดอะไรขึ้นมา ปาราชิกกันอย่างหน้าด้าน อาตมาพูดถึงว่าสมีอุ้มสมีกันในศาสนาพุทธเห็นๆ เขาอนุโลมกันโดยทำผิดมาไม่รู้กี่ชั่วคนแล้ว ขอพูดว่า สังฆราชไทยที่ปาราชิกก็ได้เป็นสังฆราชก็เป็นมาแล้ว ถ้าไม่ล้างบางคราวนี้ศาสนาพุทธไปไม่ได้แล้ว ปล่อยให้เชื้อตัวนี้ครองต่อไปไม่ได้ ถ้าอาญาสิทธิ์ไม่จัดการคราวนี้แล้ว อาตมาว่า อาตมาก็คงจะต้องไปสร้างสวนช่างหัวมันเลย เพราะมันสุกงอม ทุกอย่างชัดเจนแล้ว เหมือนปฏิวัติ สุกงอมแล้วก็สวย ขนาดประเทศไทยมีความเลวร้ายถึงพล.อ.สนธิ ปฏิวัติ ยังเอาดอกไม้มาเสียบปลายปืน แต่ประชาชนเห็นด้วยหมดเลย ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์สวยงามกว่านั้น ไม่ต้องเอารถถังหรือรถจี๊พมากมายเลย สวยงามเพราะสุกงอมแล้ว อันนี้ก็นัยเดียวกัน ถ้าอาตมาบอกพูดไปแล้วก็ไม่เข้าใจ อาตมาก็คงจะต้องจบเหมือนกัน คำว่าหาสังวาสมิได้ คือเมื่อคนนี้ทำปาราชิก คนๆ นี้จะมาร่วมในหมู่ พุทธมามกะ หรือพุทธบริษัท จะแสดงธรรม ถ้าเขามาในเขตจะได้ยินเสียงธรรมะก็ต้องหยุดเทศน์ อย่าให้เขาได้รับธรรมะแม้เสียงพูด พรหมทัณฑ์คือคนที่สอนเขาไม่สอน แต่เขาจะแอบฟังหรือนั่งฟังก็ได้ แต่ไม่บอกไม่สอน เขาขวนขวายเอาในหมู่ได้ แต่ปาราชิกจะมาฟังธรรมไม่ได้ โดยเฉพาะพูดเปล่งกล่าวธรรมะให้เขาได้ยินไม่ได้ ตัดถึงขนาดนั้น ตัดมือตัดไม้ นี่เป็นโทษสูงกว่าพรหมทัณฑ์ แต่ทุกวันนี้ประพฤติไม่เป็น แต่ทุกวันนี้หยาบกว่านั้น แค่ให้ฟังธรรมยังไม่ได้ กายกรรมก็ไม่ได้อีก นี่คือคนปาราชิก น่ากลัวไหม แต่ทุกวันนี้คนปาราชิกมาเป็นมัคนายกสอนธรรมอีก แล้วใครจะมากลัวปาราชิก เขาเอาแค่ว่าบวชไม่ได้ คนที่ไม่คิดบวชตลอดชีวิตเขาก็เป็นคนมีโทษปาราชิกหรือ มีน้ำหนักแค่นี้หรือ แต่ปาราชิกคือหมดโอกาสได้รับธรรมะตลอดชีวิตเลย ชาวพุทธต้องรู้จุดนี้แล้วอย่าให้เขาได้รับธรรมะ ถ้าเห็นต้องหยุด อาตมาเทศน์อยู่นี่เห็นสมีมาอาตมาต้องหยุดแล้วให้ขับออกนอกเขต ตอนนี้เขาไม่กลัวปาราชิก สมีอุ้มสมี ครองอำนาจในศาสนาอีกด้วย ไม่เข้าใจว่าปาราชิกมีโทษหรือตาลยอดด้วน ใบไม้หล่นออกจากขั้ว จะไปต่อไม่ได้ กระเบื้องแตกเป็นเสี่ยงแล้วจะเอามาต่อกันไม่ติดสนิทเหมือนเดิมแล้ว
ภุมมัฏฐวิภาค [๙๑] ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน ได้แก่ทรัพย์ที่ฝังกลบไว้ในแผ่นดิน ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ตาม แสวงหาจอบหรือ ตะกร้าก็ตาม เดินไปก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม้หรือเถาวัลย์ ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ขุดก็ตาม คุ้ยก็ตาม โกยขึ้นก็ตาม ซึ่งดินร่วนต้องอาบัติทุกกฏ จับต้องหม้อ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำหม้อให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทำหม้อให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก (ธนบัตรหรือรถยนต์นี่ ยิ่งกว่าหม้อนะ) ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไป ถูกต้องทรัพย์ควรแก่ค่า ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย กระทำให้ทรัพย์อยู่ในภาชนะของตนก็ตาม ตัดขาดด้วยกำมือก็ตาม ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุมีไถยมีจิต จับต้องทรัพย์ที่เขาร้อยด้ายก็ดี สังวาลก็ดี สร้อยคอก็ดี เข็มขัดก็ดี ผ้าสาฎกก็ดี ผ้าโพกก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย จับที่สุดยกขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ดึงครูดออกไป ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้พ้นปากหม้อ โดยที่สุดแม้ชั่วเส้นผม ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุมีไถยจิต ดื่มเนยใสก็ดี น้ำมันก็ดี น้ำผึ้งก็ดี น้ำอ้อยก็ดี ควรแก่ค่า ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก (ตีราคาประมาณ ๓๐๐ บาท) ด้วยประโยคอันเดียว ต้องอาบัติปาราชิก ทำลายเสียก็ดี ทำให้หกล้นก็ดี เผาเสียก็ดี ทำให้บริโภคไม่ได้ก็ดี ในที่นั้นเองต้องอาบัติทุกกฏ.
ถลัฏฐวิภาค [๙๒] ที่ชื่อว่า ทรัพย์ตั้งอยู่บนพื้น ได้แก่ทรัพย์ที่เขาวางไว้บนพื้น ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนพื้น เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้อง อาบัติปาราชิก.
อากาสัฏฐวิภาค [๙๓] ชื่อว่า ทรัพย์ลอยอยู่ในอากาศ ได้แก่ทรัพย์ที่ไปในอากาศคือนกยูง นกคับแค นกกระทา นกกระจาบ ผ้าสาฎก ผ้าโพก หรือเงินทองที่ขาดหลุดตกลง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ลอยอยู่ในอากาศ เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดีเดินไปก็ดี ต้อง อาบัติทุกกฏ หยุดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.
เวหาสัฏฐวิภาค [๙๔] ที่ชื่อว่า ทรัพย์ตั้งอยู่ในที่แจ้ง ได้ทรัพย์ที่แขวนไว้ในที่แจ้ง เช่น ทรัพย์ที่คล้อง ไว้บนเตียงหรือตั่ง ที่ห้อยไว้บนราวจีวร สายระเตียง เดือยที่ฝาบันไดแก้ว หรือต้นไม้ โดยที่สุด แม้บนเชิงรองบาตร ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในที่แจ้ง เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้อง อาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.
ยานัฏฐวิภาค [๙๗] ที่ชื่อว่า ยาน ได้แก่คานหาม รถ เกวียน เตียงหาม ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในยาน ได้แก่ทรัพย์ที่เขาเก็บไว้ในยาน ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในยาน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติ ทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติ ปาราชิก ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักยาน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก. อย่างนี้ชัดไหม อาตมาสื่อสารออกไป ให้รู้กันว่าเป็นเรื่องชั่วเลวที่เกิดในเมืองไทย พระเจ้าอยู่หัวเราก็บอกว่า ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง อย่าให้คนชั่วมาปกครอง อาตมาก็อนุโมทนากับท่านพุทธะอิสระกับคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ใครคนหนึ่งได้ฉายาว่าเมธาฯ ก็ประกาศว่า มีผู้นุ่งห่มจีวรคนหนึ่งกับฆราวาสคนหนึ่งมาก่อการเป็นตัวการ แล้วใครกันแน่ที่ก่อการไม่ดี หรือว่า ใครกันแน่ที่เป็นตัวการ มันไม่มีประตูที่จะแย้งแล้ว จะดันไปถึงไหน คุณไพบูลย์ นิติตะวัน กับท่านพุทธะอิสระก็ทำไปเลย นิวเคลียร์ฟิวชั่น นิวเคลียร์ฟิชชั่น กับนิวเคลียส ตัวนิวเคลียสคือ protoplasm มันจะมีวงซ้อนในนั้นอีก จะกลายเป็น protoplasm ที่ใหญ่ขึ้น มันเหนียวได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้าในนั้นมี protoplasm เส้นนี้รอบนี้ไม่เหนียวแล้ว เป็นเส้นรอบที่แปลงตัว เป็น zonar pellucidar เส้นนี้ก็เสื่อมถอยให้มวลเหล่านี้ออกไป จะไปหาพวกหรือเป็นฟิชชั่นฟิวชั่นต่อไปก็แล้วแต่ แต่อันนี้หมดความยึดมั่นถือมั่นก็สลายไป แต่ถ้าไม่สลายก็เหนียวต่อไป ถ้ามากสุดก็เป็นคู่ ได้แค่ ๕๘ ถ้า ๒๔ ก็เป็นโครโมโซม xx หรือ xy ตอนนี้เปิดหมดแล้ว เอามาแฉกัน ขณะนี้ ชีวิตคือกรรมที่เกิดกับกาละ ถ้าผู้ใดเข้าใจกรรมกับกาละ ก็เท่ากับเข้าใจสภาพของ space and time แต่ของพระพุทธเจ้าคือ continuum ของกรรมกับกาละ แต่ทางวัตถุคือ continuum ของ space and time ทุกอย่างของเอกภพในเทววัตถุแท่งทึบทั้งหมด ถ้าคุณรู้จะพบว่ามีเทหวัตถุมากมาย แต่ถ้าไม่รู้ก็เหมือนไม่มี มันมี ๑ กับ ๐ ใครสามารถทำ ๑ ได้เป็นปุงลิงค์ก็ดี แต่ถ้าทำได้เป็นนปุงสกลิงค์ก็พักได้ แต่ถ้าทำคนเดียวอย่างพุทธอิสระคือ ปุงลิงค์คือเหนื่อยนั้นเอง แต่อาตมาเป็นนปุงสกลิงค์ เป็นสถานะของอาตมา อย่างดร.มโนจะไปเชื่อมกับธรรมกายได้ ค่อยๆเป็นไป พุทธอิสระนี่ ใช้ความรู้เท่าที่ตนเองจบป.๓ มา ส่วนหมอมโนนั้นใช้ความรู้ดร.มาทำงาน ก็คนละเรื่องซับซ้อนอยู่ เป็นเรื่องที่ยาก ค่อยร้อยเรียงกันไป แต่มีตัวจริงมีตัวละคร ที่อาตมาตั้งชื่อนี้คือ phenomenology เป็นปรากฏการณ์วิทยา อาตมากำลังทำงานการศึกษาขั้น phenomenology ซึ่งจะรับปัญญาบัตร ไม่ใช่ PhD ที่เป็น Philosophy แต่ของเรา เป็นปริญญาเอกแบบ Phenomenology เป็นสิ่งยืนยันปรากฏได้ แต่ Philosophy มีแต่ปรัชญาความคิด มันต่างกันตรงนี้ เรากำลังจะมี เฮือนสวน. คืออาคาร สัมมาสิกขาวิชชารามนาวาบุญนิยม อาคารกำลังสร้างตอนนี้ที่บ้านราชฯ ยาว ๒๑๐ เมตร กว้าง ๘๖ เมตรในพื้นที่ ๑๑ ไร่
590219_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตอน๒