อย่าอยู่กับกิเลสอย่างสีลัพพตปรามาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
อย่าอยู่กับกิเลสอย่างสีลัพพตปรามาส _ในปางฝัน...เราจะอยู่กับความมี คือมีกิเลสอย่างไร ไม่ให้เกิดกิเลส จะทำใจอย่างไรเมื่อเราเห็นกิเลสของเรา เราจะทำให้ได้แค่รู้ แต่ไม่ให้เชื่อมัน ไม่ทำตามมัน เพราะบ่อยครั้งเราก็มักจะเข้าใจว่ามันเป็นเราแล้วเราก็จะเชื่อมันค่ะ พ่อครูว่า...ก็มองหาสัจจะ เราก็ต้องพิจารณาไปถึงสัจธรรมความจริงให้ลึก เราจะไปมาทำไปทำมาจะมองมัน มันมองเรา เรามองมันอยู่เฉยๆไม่ได้ ก็ต้องเห็นว่า เราต้องมองเข้าหาสัจธรรมลึกๆว่า ถ้ามันอยู่กับเรามันอยู่ที่จิตเรามันมีอำนาจอยู่กับเรานี่แหละ เราก็แย่เท่านั้นเอง ต้องมองเข้าไปเห็นความจริงลึกๆพวกนี้ เมื่อเราชัดเจนถึงความเป็นจริงว่า เออ เราจะไปมองมันเล่นก็เป็นพวกไม่พอ สีลัพพตปรามาส เห็นกิเลสก็อยู่กับมัน เล่นกับมันลูบๆคลำๆเล่นหัวอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องจัดการกับมันให้หายตายจากไปเลยให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะ ..เคยได้ยินสำนวนโบราณไหมว่า เล่นกับหมาหมาเลียปาก เล่นกับสากสากตีหัว มันจะลาม พวกนี้จะลามยิ่งกว่าขี้กลาก กิเลสนี่ลามลุกเร็วยิ่งกว่าขี้กลาก อย่าเหลาะแหละอยู่กับมันเด็ดขาด ต้องใช้ความจริงให้ไปถึงปัญญา เรียนมาถึงขนาดนี้ก็จะรู้ว่า สิ่งที่จะปราบกิเลสได้คือปัญญาอันยิ่ง เป็นอธิปัญญาหรืออภิปัญญา ต้องเป็นปัญญาอันยิ่ง สัมมัปปัญญา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีอะไรปราบมันได้นอกจากปัญญา ปัญญาเป็นอาวุธยิ่งใหญ่ ปัญญานี่คือตัวฌาน มันเป็นสิริมหามายา ฌานกับปัญญาคือสองหน้าในตัวเดียว one in two หน้าที่จะประหารคือฌาน แล้วหน้าที่เรียกอีกหน้าใช้ภาษาเรียกปัญญา พระพุทธเจ้าตรัส ฌานอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ใดฌานอยู่ที่นั้น ศาสนาอื่นฌานของเขาไม่เป็นปัญญา ฌานของศาสนาอื่นเป็นแค่ กดข่ม เขาสร้างปัญญา 8 ไม่ได้ เขาสร้างธาตุรู้ ความรู้ความฉลาด
อ่านต่อ
โลกุตระอย่างปัญญาไม่ได้ ปัญญาจะเกิดได้ต้องตามปัญญา 8 ต้องพบพระพุทธเจ้าได้ความรู้จากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสามีมาตั้งเท่าไหร่ไม่รู้กี่ล้านชาติทุกองค์ อาตมาก็บำเพ็ญมาเรื่อยๆจนเป็นขั้นที่ 7 ก็ได้ประมาณนี้ ไม่ใช่อยู่ดีๆอาตมาจะมีอย่างนี้ได้ ไม่ใช่ อาตมาก็บำเพ็ญมาตลอด ชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าจะได้ปัญญามาอย่างไรก็ตามหลักปัญญา 8 ท่านตรัสรู้ด้วยตัวเองแล้วเอามาบอก ไม่มีผู้รับได้ก็จะไม่รู้เรื่อง ส่วนคนที่พอจะฟังได้แสวงหาตั้งแต่ฟังด้วยดี ฟังด้วยดีก็จะได้รู้ความเข้าใจบ้าง เอาไปปฏิบัติก็จะได้ปัญญาในอนาคต เมื่อกี้นี้ประเด็นที่อาตมาแว๊บๆ พูดถึงพระพุทธเจ้ากับอาตมาว่า พระพุทธเจ้าดุ อาตมาไม่ดุ มันคนละคน คนละกาละเทศะ พระพุทธเจ้านอกจากจะดุแล้วพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าท่านสอนใบไม้กำมือเดียวด้วย หมายความว่า ท่านจะจบจะหยุดแล้ว ท่านทำมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ก็คือ เป็นโพธิสัตว์ในระดับ 8 ไปยืนอยู่ในบัลลังก์สัมมาสัมโพธิญาณ เป็นแต่เพียงว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดที่จะมีสัมภาระวิบากอย่างไรของแต่ละองค์ สำหรับพระพุทธเจ้าสมณโคดมจะมีสัมภาระวิบากที่เป็นอย่างนี้ คือจะต้องผ่านการสอน ผ่านการช่วยคนจำนวนมากมาก่อนได้ แล้วก็ค่อยๆลดลงๆๆ ตามกาละที่อายุกาลที่เสื่อมจากศาสนา ก็ช่วยคนได้น้อยลงๆ จนมาถึงปางสุดท้าย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านก็สุดจะเมื่อยสุดจะเบื่อ เต็มแล้ว เต็มจนกระทั่งไม่เอาอะไรมากหรอก ขอตายดีกว่า ฉะนั้นท่านจึงแสดงอาการเข้ม ดุ คนก็จะได้ไม่เข้าใกล้มาก แม้อายุท่านก็ไม่เอาถึงกัป ตัดสินใจปรินิพพานตอนอายุ 80 พระอานนท์ไม่มีปฏิภาณอีก ท่านก็บอกว่าเอาเถอะถ้าเผื่อว่ามันจะเดือดร้อนอะไรก็ต้องอาศัยผู้อื่น หากว่าพระอานนท์เห็นดีเห็นควรก็จะอาราธนาเอง ท่านก็ทำนิมิตตั้ง 16 ครั้ง พระอานนท์ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วไม่อาราธนาให้เราอยู่ต่อ เราได้ตรัสไปแล้ว เราได้พูดไปแล้วว่าเราจะตายเมื่อใด เป็นความผิดของเธอ พระอานนท์ก็เลยถูกปรับอาบัติด้วยเหตุเช่นนี้ ต้องเข้าใจเป็นความซับซ้อนอีกเยอะ ส่วนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่ต้องทำงานพวกนี้อีกเยอะอีกนานมากก็ หากไปดุคนก็หนีหมด แม้ตอนนี้ไม่ดุ มีเล่นบ้างก็ยังขนาดนี้เลย ขนาดเด็กๆยังเข้ามาสนิทสนมกลมเกลียวไม่กลัวเลย ขนาดนั้นผู้ใหญ่ก็ยังไม่เอาเลย มันไม่อยากได้ไม่กลัว กลัวธรรมะจะกินตัวหรือไง
640412_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 34 ที่บ้านราชฯ