โพชฌงค์ 7 โดยพิสดาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข14 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

โพชฌงค์ 7 โดยพิสดาร ไปที่โพชฌงค์ 7 สติกับวายามะ เป็นคู่หู ที่จริงแล้วแยกได้เป็น 2 แต่จริงๆแล้วไม่แยกกันหรอก ถ้าแยกกันแล้วไม่มีงาน ไม่มีผลธรรมอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำงานร่วมกันไปเป็นคู่สำคัญ ทำให้คู่หู 2 ตัวนี้ต้องมีวิริยะเป็นตัวพลังงาน ขาดไม่ได้ 2 กับ 1 นี้เป็น สติ กับธัมมวิจัย รวมตัวเป็น 1 แล้วต้องอาศัยวิริยะทำงานสามเส้า รวมตัวเป็น 2 กับ 1 ถ้าสองตัวนี้แย้งกัน บวกกับลบ แย้งกัน สักวันก็จะระเบิดเหมือนระเบิดปรมาณู พลังงานบวกลบแล้วจะรอเวลาเป็น 3 3 คืออะไร ตอนนี้เกาะกันอยู่ตัวหนึ่งตัวที่ช่วยเกาะกันอยู่คือตัวที่ 3 สุดวิสัยแล้วมันไม่เกาะแล้วตอนนี้ มันจะแยกกันแล้วก็แยกอย่างระเบิดเลยทีนี้ แยกเป็น bomb เลย ระเบิดแล้วมีแต่เรื่องทำลายชิบหาย ระเบิดอย่างบอมบ์ หรือใช้ explorsion ระเบิด แต่ รวมตัวกันอย่างดี ในสามตัว สติ ธัมมวิจัย วิริยะ สติกับธรรมวิจัย เป็นตัวคู่หูแล้ว มีวิริยะจะเป็นประธานของสติกับธัมมวิจัย ก็ได้ จะถือว่า เป็นผู้ช่วยก็ได้ เมื่อมันไม่มีตัวตน ไม่ถือตัวตนแล้ว สติธัมมวิจัยก็ไม่ได้ถือตัว จะถือว่าเป็นประธานก็ได้ จะถือว่าเป็นผู้ช่วยก็ได้ เห็นไหม มันหมดตัวหมดต้นจะเป็นเช่นนั้น แต่ทำงานร่วมกันไม่แยกกัน ทำงานไปยังไม่มีอะไรขัดข้องเลยเสริมเติมกันไปตามหน้าที่ของแต่ละหน้าที่ ทำให้เต็มที่ 3 องค์นี้ทำงาน มันก็จะเกิดผลสำเร็จเป็นผล เริ่มต้นเป็นผล เริ่มต้นเดินมรรคมีผลไปตามลำดับ มันก็จะเกิดความยินดีด้วยความปิติ ใช่ ตรวจสอบผลของการมีปีติ คือทำให้มันมีปัสสัทธิ ทำให้มันสงบ ทำให้มันบริบูรณ์ ให้มันมีคู่ตัวเคลื่อนกับตัวหยุด ก็ทำตัวหยุดหรือตัวดับกิเลส เพราะคนมันไม่ดับ คนมันอวิชชา คนมันมีแต่เกิดๆๆ ทำแต่ตัวชาติ ไม่ทำตัว 0 ตัวดับ ทำแต่ตัวมี ไม่ทำตัวไม่มี พอทำได้ก็จะตกผลึกเป็นปัสสัทธิ ปั

อ่านต่อ

สสัทธิจึงไม่ใช่ตัวสงบที่เรียกด้วยพยัญชนะว่า สมถะ มันคนละสงบ อาตมาไม่ต้องลงลึกถึงพยัญชนะแต่ละตัว แต่ปฏิบัติให้เกิดสภาวะ แล้วมันจะเข้าใจ สภาวะมันเกิดก่อนพยัญชนะ คุณมีสภาวะแล้ว เอาพยัญชนะไปแปะ สลากยาไปแปะตัวยาสบายมาก ได้แต่พยัญชนะฉลาดยากแต่ไม่ได้สภาวะเดี๋ยวจะเลอะเทอะ กิเลสมันสงบมันหมดไปก็ได้ว่ามีความสงบปัสสัทธิ ปัสสัทธิ สันตะ กับ สมถะ สมถะ ของพระพุทธเจ้าไม่เอา แต่เอาปัสสัทธิ ปัสสัทธิตกผลึกลงเป็นสันติหรือ สันตะ เดี๋ยวนี้ใช้กันเละ คำว่าสันติ เหมือนกับคำว่าปัญญา คำว่าบุญ เดี๋ยวนี้ใช้กันเละเทะ สันติ แต่แท้จริงใช้คำว่า สันตะ คือ 1 สันติคือ 3 ตัว สันตะ สันตา สันติ อะ อา อิ ปัสสัทธิ สั่งสมลงเป็นสมาธิ แต่ไม่ได้หมายความว่าสั่งสมแต่ความสงบ สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงเป็นอจินไตย เป็นความคิดที่เดาเอาไม่ได้ อย่าว่าแต่สมาธิเลย แค่ฌานก็เป็นอจินไตย ฌานวิสัย เป็นอจินไตย ฌานที่เขาเรียนรู้กันอยู่ทั่วโลกเป็นโลกีย์ พวกเดียรถีย์นั่งหลับตาปฏิบัติ ก็เก่งทางฌานสมาธิกันทั้งนั้น แต่เป็นฌานสมาธิโลกีย์ อยู่อย่างนั้น วิธีทำเป็นแบบนั้น แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นอีกวิธี ไม่เหมือนกัน กว่าจะได้ปกติ กว่าจะได้ความสงบตกผลึกลงเป็น ความสงบนี้คือจิตที่สะอาดจากกิเลส สะอาดจากศัตรู สะอาดจากตัวกวน สะอาดอย่างไร คือตัวกวนถูกปราบ กิเลสถูกปราบ ตัววุ่นถูกปราบ กลายเป็นตัวสะอาด เพราะฉะนั้นจิตสะอาดจึงมีทั้งตัวพลังงานสร้างสรร มีทั้งพลังงานหยุด พลังงานจบพลังงานสงบ มีทั้งสองสภาพตกผลึกลงๆ เป็นมุทุภูตธาตุ จิตสะอาดเรียกว่า ปริสุทธา คือบริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสแล้วเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 จึงเกิดจิตปราศจากกิเลสอาสวะ ตัวสุดท้ายของจรณะ 15 ตัวสุดท้ายของวิชชา 8 เพราะฉะนั้นอาสวะเป็นตัวกิเลส เป็นตัวโจร เป็นตัวต้องดับให้ได้ หมดอาสวะแล้ว จึงเป็นจิตสะอาด จิตสะอาดแล้วจึงเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สมาธิเป็นจิตที่รวมตัวตั้งมั่น เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสร่วมด้วย เป็นจิตตั้งมั่น เป็นจิตที่หมดอาสวะแล้ว ทวนอีก จนกระทั่งถึงวิมุตติญาณทัสสนะว่าสะอาด เป็นวิมุติหลุดพ้นสะอาดจริงนะสะอาดแล้วจึงตกผลึกลงเป็น ปริสุทธา จิตที่บริสุทธิ์เป็น ปริสุทธา กว่าจะมาถึงปภัสสรา ปภัสราเป็นความบริสุทธิ์ที่สั่งส้มตกผลึกลงไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ตกผลึกเป็นปริสุทธา จิตใจบริสุทธิ์สะอาดตกผลึกตั้งมั่น ท่านจึงมีคำศัพท์ใหม่ว่าเป็น สมาหิตะหรือสมาหิโต ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นจิตตกผลึกลงเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่สมาธิของโลกีย์ที่ลวกๆทำตื้นๆ ทั้ง 2 แบบ กดข่ม เหมือนกับอาฬารดาบส อุทกดาบส หรือสั่งสมความสงบแค่ตรรกะ ไม่ใช่ แต่เป็นจิตที่มีกรรมวิธีของพระพุทธเจ้าที่สุดยอดจริงๆเลย จึงเกิดจิตสะอาดมาสะสม ตกผลึกร่วมกันเป็นจิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นสมาหิโต ถึงไม่ใช่จิตตื้นๆ ง่ายๆ ดังที่เขาคิด เขาทำเอาอย่างนั้นเป็นลัดๆ ไม่ใช่ ต้องละเอียดลออ ครบครัน ไม่มีขาดหกตกหล่น บริบูรณ์เป็นลำดับ ต้นกลางปลาย ที่ละเอียดราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเล สุดยอดเลย จึงสะสมตัวสมาธิ เรียกด้วยพยัญชนะแทนไปก่อนแต่สะสมเป็น สมาหิตะ จึงเรียกว่าสมาธิของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอย่าไปว่าแค่ ฌานเลย ฌาน คือตัวต้นที่จะเผากิเลส ทำลายกิเลสให้ได้ พอได้ก็เรียกว่า บุญ จากฌานมาเป็นบุญ พอบุญก็ได้จิตสะอาดมา สะอาดแน่ จบแล้วนะ ไม่ต้องมาทำบุญ ทำฌานอีก ไม่ต้องมานั่งเผากันใหม่ จบการเผาแล้วเป็นบุญแล้ว เป็นจิตที่ทวนแล้วทวนอีก จนเป็นวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว จิตนี้ตกผลึกรวมกันเป็นสัมมาสมาธิหรือใช้พยัญชนะว่า สมาหิโต ยืนยันอยู่ในเจโตปริยญาณ 16 เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้อธิบายคำนี้กันแล้ว ก็อธิบายแต่คำว่าสมาธิ แต่กลายเป็นมิจฉาสมาธิเลอะไปหมด มันจึงไม่เกิดสภาพจริงของจิตสะอาดบริสุทธิ์ ที่ถาวรยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ... สมณะฟ้าไท…พ่อครูได้ปัญญานี้จากพระพุทธเจ้า พ่อครูไขความว่า ทำไมต้องเป็นพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า…คำว่าสมาธิ ของพระพุทธเจ้านั้นแม้จะเรียกคำศัพท์ซ้ำกับของเขาว่า สมาธิ ที่จริงพยัญชนะเดิมมันถูก เป็นของพระพุทธเจ้า สมะ+อธิ เคยแจกแจงให้ฟังแล้ว อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรืออธิโมกข์ สมาธิ ของพระพุทธเจ้านี่ ผู้ที่ไม่รู้จักสภาวะจริง สับสนเอาสมาธิของฤาษีมายืนยัน เขาอธิบายได้แค่นั้น ทำได้แค่นั้นจริงๆ แต่อย่างนั้นมันไม่ยากหรอกที่เขาทำกันได้ มันไม่ยาก แต่อย่างที่อาตมาพาทำ มัน คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นคำตรัสยืนยันของพระพุทธเจ้าว่า ธรรมะของท่านเป็นอย่างนี้ ต้องเอาตัวเองมาปฏิบัติ เรียกว่า สันทิฏฐิโก เอาตัวเองมาปฏิบัติเลย ถึงจะถึงของสูงที่ต้องเลือก โอปนยิโก จนได้แล้วเอามายืนยันกับโลก ยืนยันประกาศบอก เขาก็หาว่าอวดดี อย่างอาตมาประกาศ เขาก็หาว่าอวดดี ก็ดีต้องอวดโชว์สิ แต่คุณโชว์แต่ของไม่ดีขี้หมามาอวด เอาความซ้อนว่า คนอยากอวดดีมันไม่ดี แต่เราไม่ได้อยากอวด แต่เปิดเผยความจริง โดยจิตเราไม่มีสาเฐยจิตไม่อยากอวด แต่มันบอกควร ควรอวด ควรโชว์แสดง ควรให้คนอื่นได้รับรู้ตามมาเป็นของดี ถ้าจะว่าแล้วควรซ้ำควรย้ำควรทวน เอาให้หนักเลย ยัดเยียด แต่ยัดเยียด ไม่บริสุทธิ์ไม่สะอาด ต้องให้เขามีปฏิภาณปัญญารู้มาเอาเอง อาตมาไม่ได้ล่อหลอก ไม่ได้มาแฝง เพื่อให้ได้โลกียะไม่มี บริสุทธิ์สะอาด ใครได้ก็ได้ไม่ต้องมาขอบคุณ ไม่ต้องมายกย่อง ไม่ต้องมาทำอะไรให้ก็ได้ ไม่ต้องเลย ได้แล้วคุณก็เอาไปทำต่อก็แล้วกัน ไปช่วยมนุษยชาติต่อก็แล้วกัน ให้เขาลด ละหน่ายคลาย พระพุทธเจ้าจึงสรุปว่าธรรมะนี้เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย ไม่ต้องมาวนเวียนเพื่อเป็นบุญคุณ ต้องรู้คุณค่า ต้องมาเคารพนับถือ ไม่ใช่ ไม่ต้อง พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนอีกว่าความสรรเสริญนั้นมันไม่มีค่าเลยที่จะทำให้บรรลุนิพพาน สรรเสริญน่ะ มีแต่ขัดเกลาตำหนิ ตำหนิแล้วตำหนิอีก กำหราบแล้วกำหราบอีกไม่ยั้งมือ เป็นความสอดคล้องของธรรมะพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้มันลงตัวกันหมด ชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อลงสุดท้ายสั่งสมเป็นสมาธิของโพชฌงค์แล้ว ตัวสุดท้ายเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ คำว่า สัมโพชฌงค์ก็คือมีคำว่า สมะ เข้ามาประกอบ สม คำนี้ยิ่งใหญ่มาก สัมโพชฌงค์เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นองค์ประชุมองค์ประกอบวิธีการให้เกิดความตรัสรู้ เมื่อมีสัมโพชฌงค์มาตลอดแล้วก็ปฏิบัติ สัมโพชฌงค์คือเครื่องปฏิบัตินั้นได้ผลมาเรื่อยๆจนมาถึงสมาธิ จุดจบอยู่ที่อุเบกขา ฐานนิพพานก็คืออุเบกขา สั่งสมลงมา เพราะฉะนั้นคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ของอุเบกขา คุณต้องรู้อาการของมันอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆเลยว่าสะอาดจากกิเลสแล้วก็สั่งสมตกผลึกลงมาบริสุทธิ์ คัดเอาตัวที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นอาสวะลงไปอีก ได้ตัวใหม่เพิ่มเติมขึ้นเป็น ปริโยทาตา ได้เพิ่มๆ แกนมุทุ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ 3 ตัวนี้เป็น 3 เส้าของ cyclic order ทำงานร่วมกัน สองตัวแรกเป็นตัวทำ มุทุเป็นตัวรวม ปริสุทธา ปริโยทาตา ตัว dynamic ส่วนมุทุ เป็นตัว static ถ้า ปริสุทธา ปริโยทาตา เป็นสภาพรูป อีกสภาพต้องเป็นตัวนาม เป็นตัวตั้งตัวหนึ่งต้องเป็นตัวเคลื่อนแล้ว ปริสุทธา ปริโยทาตา อะไรเป็นตัวตั้งอะไรเป็นตัวเคลื่อน ปริสุทธา เป็นตัวตั้ง ปริโยทาตา เป็นตัวเคลื่อน ก็ทำเพิ่ม ก็ได้สั่งสมลงไปเป็นความบริสุทธิ์ แม้ที่สุดสั่งสมเป็นปภัสสรา ก็เป็นตัวบริสุทธิ์ มุทุ เป็นตัวประธาน ปริสุทธา ปริโยทาตา ตัวทำงาน 2 อย่างเป็น หวังเฉา หม่าฮั่น มุทุ ก็เจริญขึ้นเป็นการเอามาทำงาน เป็นกัมมัญญา เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นอธิปไตย เป็นพลังงานใหญ่ เอามาทำงานให้กับคนจำนวนมาก เป็นการทำงานที่ดีมีความสามารถ ทั้งปัญญาที่พร้อมทำงานได้อย่างดีที่สุด ไม่ขาดหกบกพร่องอะไร ตามเหมาะควร จึงเรียกว่าการงานมั่นเหมาะควร กัมมัญญา เหมาะควรตามองค์ประกอบ ตามกาละ เทศะฐานะ ทำลงไปทำลงไปก็เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ

640414_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โพชฌงค์ 7 สัปปุริสธรรม 7 โดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน