ปัญญา 8 กับมรรคมีองค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญา 8 กับมรรคมีองค์ 8 _Danuthum Virulhsirikul ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : กราบนมัสการ"พ่อท่านที่เคารพยิ่งครับ" ทุกวันนี้มีแต่"พุทธขี้หมา" พ่อท่านเคยพูดไว้ และ พระบางรูปได้สร้างเรื่องเหม็นๆ ให้กับศาสนาเป็นรายวัน อวดอุตตริสารพัด เสื่อมถอยลงทุกวัน.. ตู้พระไตรปิฏกที่อยู่ตามวัด น้อยนัก ที่พระน้อยรูปจะนำมาศึกษาพระธรรม คนเขานำมาถวาย ก็ปล่อยให้ผุพังไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งเป็นหน้าที่โดยตรงของพระ พระบางรูปเทศน์ตลกขบขัน คนเขาก็ชอบกัน แต่หาสาระทางธรรมไม่ได้เลย บวชแล้วไม่ศึกษา อย่างนี้ถึงบวชแล้วก็เป็น"โมฆะบุรุษ" ใช่ไหมครับ ผมเคยถามแม่ว่าไปฟังธรรม พระท่านสอนอะไรบ้าง แม่บอกไม่รู้แต่ท่านเทศน์ตลกขบขันดี เสียเวลาชีวิตเปล่าๆ ใครที่ได้มาฟังธรรมของพ่อท่าน"ทั้งพระและคนอื่นๆ" ถือว่าเป็นผู้มีบุญมาก ตรง ชัด และเข้าใจปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง..ไม่หลงโลก.ไม่หลงตัวเอง ไม่มีอัตตาตัวตน ไม่ยึดตัวยึดตนเพราะ ทุกคนเท่ากันหมด "คือทุกคนต้องตาย" พ่อครูว่า…อาตมาได้อธิบายขยายความเรื่องปัญญากับอนัตตา แต่พูดติดต่อยืดยาดแล้วไม่ได้จบง่ายๆ เพราะเป็นตัวภาษาไม่ว่าจะเป็นปัญญาหรืออนัตตา อนัตตาแปลเป็นไทยว่าไม่มีตัวตน สัญญาก็แปลว่าความรู้ แต่ความรู้มันมีคำนิยาม มีความจำกัดที่สุดยอด อาตมาเอามาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 มาอธิบายขยายความข้อ 92 เราก็ได้ศึกษามากันเรื่อยๆ ก็อยากจะขอทบทวน มีคนที่ฟังธรรมะอาตมาหรืออ่านหนังสือที่อาตมาเขียนก็บอกว่า อาตมาพูดวนซ้ำไปซ้ำมา อาตมาก็เคยอาศัยว่าก็ไปอ่านของพระพุทธเจ้าสิ พระพุทธเจ้าวนยิ่งกว่าซ้ำยิ่งกว่า เขาบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก ก็ยังต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจตั้งเท่าไหร่ หากตามพระพุทธเจ้าและท่านทบทวนไม่ให้ตกหล่นเลยตั้งแต่ต้นจนถึงปลายไม่มีตกหล่นเลย ยาวเท่าไหร่ท่านก็ต้องซ้ก เติมทีละมิตเบางครั้งคำ
อ่านต่อ
เติมคำเดียวจากทั้งพารากราฟ แต่ว่า ทุกอย่างมันวนเวียนซ้ำซากใครที่เรียนรู้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นทั้งนั้นแล้วก็ไปหานับไม่ถ้วน หนึ่งไปหานับไม่ถ้วน ที่นับไม่ถ้วนก็ย่อลงมา ให้เห็นความสำคัญ หนึ่งในความสำคัญที่สุดที่ชื่อว่ามี จากความมีก็ไปหาความไม่มีคือ 0 มันก็มี 0 กับมี ถ้าใครทำสภาวธรรมเพราะเรายังมียังต้องอาศัยอันนี้ทำประโยชน์อยู่ในที่สุดเราสามารถทำตาย ทำไม่มี ให้แก่ตัวเองได้สูงสุด สูงสุดถึงขั้นตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่อาตมาได้แล้วคือได้อรหัตตผล ทำความเกิดความดับได้จริงให้แก่จิตวิญญาณ ทำความเกิดความดับของจิตวิญญาณ ให้มันสำเร็จได้ บริบูรณ์แท้จริงเลยได้ อาตมาก็ว่า นี่แหละคือความสูงสุดในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่สามารถทำ อัตตา หรือวิญญาณ (แตกแยกออกเป็นเทวะกับอเทวะ )เราก็พิสูจน์ยืนยันมาได้ จนสามารถแยกธาตุให้เป็นอุตุนิยามได้ เมื่อสามารถทำให้เป็นอุตุนิยามได้จริงนั่นแหละคือ อนัตตา ความไม่มีตัวตน ความไม่มีตัวตนของวิญญาณ ความสสจไม่มีตัวตนของอัตตตาของตน วิญญาณก็เป็นตน จิตนิยามก็เป็นตนอยู่ เรารู้ความจริงแล้วตามสภาวะ แล้วเราก็ยังมีความรู้มีปัญญาเข้าใจว่า ก็เรายังไม่ยอมแยกธาตุ ให้มันเป็นอุตุไปเมื่อเราตายลง กายสเภทาปรัมมรณะ หลังตายจากร่างก็ทำ นิพพาน 3 คือ คือ ตายอย่างสูญเลยไม่สร้างนิมิตอะไรไว้ แล้วไม่ตั้งจิต อปณิหิตะ ว่างแยก ละลายไป หมดเลย สูญไปเลย อาตมาปณิธานและสร้างนิมิตรให้แก่ตัวเองด้วย สูญ อาตมาทำได้จะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่ก็ยังไม่ทำได้ ยังไม่ยอมจบ มีหลายนัย อาตมาไม่มั่นใจว่าโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าจะถึง 5,000 ปีไหมนี่ พยายามสืบทอดมา 50 ปี ได้กระหย่อมเท่านี้ พัฒนาการของมนุษยชาติ ปีนี้ตัวเลขประชากรจะหยุดเท่านี้หรือไม่ ตอนนี้ 7 พันล้านในอนาคตข้างหน้าอีก 100 ปีอัตราการก้าวหน้า จริงตอนนี้มันลดลง แต่ก่อนเขาไม่คุมกำเนิดเลย แต่เดี๋ยวนี้คุมกำเนิดกันและมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์คุมกำเนิดกัน ก็อาจจะลดลง แต่ถึงกระนั้นก็ดี มันก็ยังมีความเสื่อมที่เราไว้ใจไม่ได้ ว่ามันจะเสื่อม หรือมันจะเจริญ หรือรักษาสภาพ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาสภาพของโลกุตระธรรมไปให้ถึง 5,000 ปี โดยไม่มีพลังงานอะไรช่วยเลย มันจึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องเป็นพลังงานช่วยเสริมเติม แล้วพวกเราก็ช่วยกันทุกคนคนละไม้คนละมือ ก็ต้องสร้างคนขึ้นมา ให้มาช่วยกันสร้างความจริงอันนี้ผลิตความจริงนี้ขึ้นไปให้มันมีขึ้นมากๆทั้งปริมาณ คุณภาพ คุณภาพ อาตมาก็มั่นใจว่าเป็นคุณภาพที่ถูกต้อง ถ่องแท้ ไม่ผิดเพี้ยน จะมีผิดเพี้ยนก็ตามฐานะของบุคคลที่ยังทำได้ไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง ถ้าทำเต็มที่แล้วไม่มีใครมาทำให้โลกุตระธรรม หย่อนข้อแล้ว อาตมาว่าไม่มีใครหรอก นอกจากพวกเราแล้วไม่มีใครทำ เพราะถ้าเราทำโลกุตระธรรมให้เต็มเป็นอรหัตตผล แล้วเราอนุโลมหย่อนข้อแต่ตอนนี้ยังไม่เต็ม ก็ยังอ่อนข้อไม่ได้ แม้เต็มแล้วจะอนุโลมปฏิโลม ให้แก่คนอื่น คุณก็ไม่ได้เสีย ความอนุโลมไม่ได้เสีย เพราะสัจจะของพระพุทธเจ้า สิ่งที่เที่ยงแท้คือ นิพพานสมบูรณ์แบบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีแต่จะแแข็งแรงทวีขึ้นๆ หรือว่าคุณภาพจะดีขึ้น มากขึ้น ไปเรื่อยๆ ความจริงแล้วไม่มีอะไรทำให้เสื่อม มีแต่เจริญทั้งนั้น นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถือว่าเป็นอุตริมนุสธรรม ถือว่าเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งใหญ่จริงๆเลย เพราะฉะนั้นก็มาเพิ่มเติมอีก ทบทวนที่ว่า ความรู้เบื้องต้นที่ยืนยันกันเลยนะว่า โลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น คนจะรู้เอง ใครก็แล้วแต่ โดยเฉพาะเป็นชาวเทวนิยม ทิฏฐิเป็นเทวนิยม ลัทธิเป็นเทวนิยม ศาสนาเป็นเทวนิยม คุณยังไม่รู้จักโลกุตรธรรมเลย ไม่มีสิทธิ์จะมาละลาบละล้วงสร้างโลกุตระธรรมให้แก่ตัวเองขึ้นมาได้ มันไม่มี เชื้อของโลกุตระธรรมจะต้องต่อเชื้อมาจากคนจริงๆผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ถือว่าเป็นเจ้าของโลกุตระธรรม เป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของจริงๆ ที่จะมาประกาศลงไปให้โลก ผู้สนใจแสวงหามันก็มีอยู่ทุกยุคสมัย นอกจากในยุคพุทธันดร ซึ่งมีแต่คนที่มีภูมิธรรมจะศึกษาธรรมะได้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ประกาศ ท่านก็รู้แล้วว่ากาละอย่างนั้นคนรับไม่ได้ ประกาศไปก็สูญเปล่า เขาไม่เอา มันต้องมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมกัน ถึงจะเป็นไปได้ ปัญญาข้อแรก ทำไมต้องเอามาจากพระพุทธเจ้า คนอื่นไม่มีสิทธิ์จะรู้ได้หรืออย่างไร
เพราะว่า ความรู้ที่จะรู้ต้นธาตุต้นธรรมความรู้เบื้องต้น คำว่าต้นธาตุต้นธรรมก็เป็นพยัญชนะที่ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ที่ต้น พระพุทธเจ้าองค์ที่อุบัติเป็นองค์แรกอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เราไม่รู้ที่ต้น เพราะฉะนั้นไปใช้คำว่า ต้นธาตุต้นธรรมหรือที่ต้นของศาสนาพุทธของโลกุตรธรรมนี้ มีคนที่รู้จักโลกุตรธรรมเป็นคนแรก ใคร?..ก็รู้ไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นวิวัฒนาการของมนุษยชาติ และเมื่อมันได้สิ่งที่ข้ามรอบวันนี้แหละเป็นเรื่องที่ยากเช่นโลกียธรรม เช่น พลังงานอุตุจะพัฒนาพลังงานเป็น พีชะ อย่างนี้ฟโดยธรรมชาติมันก็พัฒนาเองขึ้นมาได้แต่มันใช้เวลานานจนกระทั่งมันทะลุออกมาเองเลย อธิบายอย่างชีววิทยา protoplasm มีเยื่อหุ้ม ข้างในมีนิวเคลียส รวมกันอยู่ ปรุงแต่งสังขารจนเต็ม ความยืดตัวของ cytoplasm ก็สุดท้ายต้องมีรูแตกร้าว เพราะมันเป่งจนมากสุด แต่ข้างนอกไม่มีสุด สามารถยืดหยุ่นได้ แต่จนถึงจุดจุดหนึ่งไม่มีของใคร ของมันเองนะมันก็ต้องรั่วพลุดออกไปได้ พลังงาน cytoplasm ก็จะออกนอก ไปเป็นตัวใหญ่ มันเป็นธรรมชาติธรรมดา พระพุทธเจ้าสอนวิธีลัด โดยไม่ใช่ว่าให้มันเต็มโดยธรรมชาติซึ่งมันนานเกิน ไม่หวาดไม่ไหวในการรอ คนหมดโลกก่อนพอดี พระพุทธเจ้าถึงใช้วิธีการที่แพร่ความรู้โลกุตระให้ทัน จะได้ช่วยคนได้ จึงมาค้นพบ เป็นทฤษฎีสำเร็จสูตรสำเร็จ เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี่แหละ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า จรณะ 15 วิชชา 8 หรือสรุปตัวปฏิบัติออกมาเป็นมรรคมีองค์ 8 เป็นหัวใจ หัวใจของศาสนาคือมรรคมีองค์ 8 แต่ถ้าบอกว่าจรณะ 15 มันยากเกินกว่าที่จะรู้ เพราะมันมีมากกว่าหลายก็กว่า ภาคความรู้ปฏิบัติ 15 อย่าง แล้วต้องขยายความลงไปใน 8 อีก ก็มาสรุปลงเป็นมรรคมีองค์ 8 เอาความรู้ทั้ง 8 มาเป็นสัมมาทิฐิ แล้วก็กระจายความรู้ไปที่สติบ้าง ไปไว้ที่ความพยายามบ้าง นอกนั้นก็เป็นฐานในการปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นกัมมันตะอาชีวะ ใช้กรรมแท้ที่ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทั้ง 5 องค์ทำงาน มี วายามะ กับสติ เป็นคู่หูคอยช่วยเหลือ สติเหมือนลม วายามะเหมือนไฟ หรือจะกลับกันก็ได้ เอาสติเป็นไฟ เอาวายามะเป็นลม ก็ได้ สภาวะจริงของลม ของไฟ คือ ประสิทธิภาพของมันก็เอาสาระของมันมาพยัญชนะจะไปเรียกไฟอย่าไปติดใจเลย อย่างนี้เป็นต้น สุดยอดของพยัญชนะของมรรคมีองค์ 8 คือ วายามะกับสติ เป็นคู่เอกที่ใหญ่จริงๆที่จะต้องมีอาการมันเป็นอย่างไร คุณต้องสร้างถ้าคุณไม่มีสติ แล้วมาไล่ทบทวนตรงนี้ ขยายความเป็นโพชฌงค์ 3 ตัวแรก สติ กับธัมมวิจัย คู่เอก เหมือน ลมกับไฟคู่เมื่อกี้นี้ สติ คือ 100 พลังงานนับ static คือแกน ส่วน วาจามคือ ตัวเคลื่อน สองอันนี้ทำงานร่วมกันมาตลอด ขาดกันไม่ได้เลย สติกับธัมมวิจัย ศาสนาพุทธเจริญก็เพราะมีธัมมวิจัย หากไม่มีสติ ก็ไม่รู้ทั้งการขยายและรวม วิจัยไม่ออก นิ่งตายแน่นอยู่ที่ 1111 แล้วลัทธิเทวะนิยมไปต่อไม่ออกก็ไปตายที่ 1 สูงสุดได้เท่าไหร่ก็ตายอยู่แค่นั้น เทวนิยมสูงสุดโดยเป็นเทวะ แล้วยึดเป็น 1 แล้วก็มีความรู้เท่านั้น สรุปแล้วไปเป็นโลกีย์ออกมาสู่โลกุตระไม่ได้ สรุปที่จะทำลายเลิกอัตตา ไม่วนเวียนอีก(โลก) อัตตาก็ไม่เหลือ จบทั้งโลกทั้งอัตตาก็เพราะว่า ท่านชัดเจนให้ความรู้เรื่องโลก อัตตา พลังงานที่เรียกว่า โลก พลังงานที่รวมตัวเป็น อัตตา นั่นแหละสุดยอด ก็รู้ 2 สิ่งคือ อัตตากับโลก ส่วนเทวนิยมนั้น อัตตาไม่รู้ ไม่รู้ตัวเอง แม้แต่ศาสดาก็บอกว่าไม่ใช่ความรู้ของตัวเองเป็นความรู้ของคนอื่น ของใครหนอ? ไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีความรู้ได้เองขนาดนี้ แล้วไม่เชื่อด้วย ของใคร สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไร ของใครก็เอามาใช้ประกาศให้แก่โลก ก็ได้รับตำแหน่งเป็นศาสดา แต่ตนเองไม่รู้ว่าได้มาอย่างไรความรู้นี้ บอกว่าได้จากพระเจ้า แล้วพระเจ้าประทานแบบไหน ยังไม่เห็นเลย ก็เห็นแต่ในหนัง เหมือนแผ่นบัญญัติ 10 ประการ เขวี้ยงออกมา ไฟลุกโชนมาให้โมเสกรับ ซึ่งเป็นผู้ประกาศคนหนึ่ง เป็นศาสดาคนหนึ่ง สำหรับโมเสคตามประวัติเขาก็ว่าอย่างนั้น คือ ความรู้มันไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นชาดก ประวัติศาสตร์ ตำนาน ที่สร้างด้วยกันมาแล้วก็ดูไม่ออก แต่ก็มีนัยแฝงว่า เหมือนจะมีความจริงอยู่ในนั้น แต่มันก็รู้ไม่ได้ฝากไว้อย่างนี้แหละ ฝากไว้ๆ จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย อาตมายืนยันทุกวันนี้ว่า ความรู้ที่เกิดมาแม้อาตมาเอง ความรู้ที่เป็นไปเพราะอาตมาสร้างมาเอง อาตมายังไม่ใช่ศาสดา ยังไม่ถึงขั้นเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง เพราะอาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า ถ้าหากอาตมาจะเป็นศาสดา ก็ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่เป็นศาสนาเทวนิยมองค์ใดองค์หนึ่ง แบบนั้นอาตมาเคยเป็นมาแล้ว เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ ยังมีอะไรเป็นความแฝงซ่อนอยู่ ขนาดพระเจ้าเขาก็ยังไม่รู้จริงเลย พระเจ้าแท้ก็คือตัวเขาเองแต่เขาก็ไม่รู้ตัวเอง พระเจ้าก็ไม่รู้ตัวเอง ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเอง แล้วจะเอาอะไรกับศาสดาแบบนี้ เขาไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบากที่เป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง เขาไม่รู้การเวียนว่ายตายเกิด แม้รู้การเวียนว่ายตายเกิดที่ยังไม่ครบสมบูรณ์บริบูรณ์จริงๆ เหมือนอย่างศาสนาเทวนิยม เหมือนกันในทิฏฐิ 62 ที่รู้จักการเวียนตายเวียนเกิดแต่ไม่สมบูรณ์ ไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้โลก ไม่รู้ ก็ยังไม่จบ ก็ต้องมาพากเพียรศึกษาเรียนรู้ความจริง ที่อธิบายไปนี้อาตมาเห็นจริงและเป็นจริงตามที่อาตมาพูดทั้งนั้น จึงไม่เอาสิ่งที่จะทำให้เสียเวลา เพราะเป็นสิ่งไม่เข้าท่า แต่เอาสิ่งที่จริง สิ่งที่ถูกต้อง เพราะอาตมารู้สิ่ง 2 แล้วก็เลือกเอาสิ่งที่เหนือชั้นกว่าเสมอ นี่เป็นเคล็ดวิชาวรยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า เรียนทีละ 2 และเลือกเอา 1 คุณก็คัด Champion ได้ ทีละ 2 แล้วก็ได้ผู้ชนะไปเรื่อยๆ คู่ชกหรือคู่ที่จะมาเทียบ ก็ต้องไล่เลี่ยสูงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายคู่ Champion สูงสุดเราก็ได้ผู้ชนะ Champion ผู้ที่ไม่ชนะก็คือผู้ที่ถือว่าเป็นรองแชมเปี้ยนไป ตกลงศาสดาโลกุตระกับศาสดาโลกียะ ศาสดาโลกุตระก็คือ ผู้ที่เป็น Champion ศาสดาโลกียะก็เป็นรอง Champion ถ้าเป็นรอง Champion แบบศาสนาพุทธก็ไม่แย้งพระพุทธเจ้า เขาจะยกให้พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นแชมป์เปี้ยนทั้งนั้นนอกนั้นรอง ในยุคใดที่เราเกิดมาอย่างอาตมาเกิดในยุคนี้ มีใครยิ่งกว่าอาตมาล่ะ แล้วผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิตรงกัน จะไม่แย้งกันหรอก ผู้ที่ยังแย้งอยู่คือผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิตรงกัน อาจจะมีตรงกันบ้าง ถ้ามีสิ่งที่ตรงกันแน่นอน มันต้องไม่เถียงกัน ไม่แย้งกัน ตรงกัน ถ้ามีสิ่งที่ไม่ตรงกันแล้วเราก็ยอมรับยอมเข้าใจว่า สิ่งที่ไม่ตรงกันนี้ของใครถูกของใครผิดหว่า ถ้าคนนั้นมีปฏิภาณก็จะรู้ว่าของเราผิด ของท่านผู้นั้นถูก(ไม่ใช่เรา) ผู้นี้ก็จบเหมือนกัน ยอมรับผู้นั้นว่าสูงกว่า แต่ถ้าผู้นี้บอกว่ายังไม่แน่วะ ก็แน่นอน ก็ต้องเอ็งกับข้า ข้ากับเอ็ง ใครจะแน่กว่ากัน จนกว่าผู้นี้จะเข้าใจ เกิดความจริงที่ตรงกันเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาปฏิบัติ เป็นสัมมาปฏิเวธ ครบสามเส้า ตรงกันจริงๆได้ ก็จะไม่แย้งกัน เพราะเป็นสัจจะที่มีหนึ่งเดียวเท่านั้น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬวิยูหสูตร หนึ่งเดียวจริงๆ จบในตัว อาตมาจึงไม่แปลกที่ผู้ที่แย้งอยู่นี้ ก็นับวัน ตอนนี้ แม้แต่ sms แม้แต่คอมเม้นอะไรแสดงออกมา ก็รู้สึกว่าจะเริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้น ที่แย้งที่เถียงที่ด่าก็มีอยู่บ้าง แต่น้อยลง แล้วผู้ที่เข้าใจจะมองได้อย่างลึกซึ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย
640414_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โพชฌงค์ 7 สัปปุริสธรรม 7 โดยพิสดาร