สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน นิยามของคำว่า กาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.08 KB
วันที่แก้ไข21 กุมภาพันธ์ 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน นิยามของคำว่า กาย กายนี้คือวิญญาณ ที่อาตมาจะต้องเน้นอย่างนั้นก็เพราะว่า ภาษาไทย เมืองไทย ได้ผิดเพี้ยนไกลไปจากสัจธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า 2500 กว่าปีไปไกลมากเสื่อมและเพี้ยนไปไกล ที่เพี้ยนคือเข้าใจว่ากาย คือเป็นเพียงร่างภายนอกของคน และไม่มีความรู้สึกร่วมด้วยเลย กลายเป็นหมายถึงดินน้ำไฟลม เป็นสังขารปรุงแต่งของดินน้ำไฟลม ไปเข้าใจว่าอย่างนั้น จึงต้องออกข้อสอบถามพวกเรา แล้วกายที่มีสังขารปรุงแต่งกันด้วยดินน้ำไฟลม คืออุตุธาตุหรือพีชธาตุหรือจิตธาตุ ?....อุตุธาตุ พีชธาตุ หรือจิตธาตุ ที่ถูกต้องคือจิตธาตุ แต่เมืองไทยหมายถึงเพียงดินน้ำไฟลม เห็นไหม?พวกเราแท้ๆฟังมาหูแฉะก็ยังสอบตกมากกว่าสอบได้ คิดดูไม่ง่ายมันฝั้นเฝือสับสนมานาน ไปถามข้างนอกเขาตอบถูกตามของเขาหมดเลย กายคือร่าง แยกกายแยกจิต เขาก็ว่าจิตคือธาตุรู้กายคือไม่รู้เรื่องเป็นดินน้ำไฟลม เขาจะแยกกันขาดขนาดนั้นเลย เวลาสอนในเรื่องของศาสนาพุทธอาจารย์เขาสอนแยกกายแยกจิตพระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักแยกกายแยกจิต เป็นมูลกรรมฐาน 5 เริ่มต้นเลยผู้มาบวชจะต้องศึกษาอุปัชฌาย์ก็สอนเรื่องมูลกรรมฐาน 5 ให้แยกกายแยกจิต จะใช้เหตุปัจจัยเป็นตัวอย่างที่จะแยกผมขนเล็บฟันหนัง จะใช้อะไรก็ได้อยากให้ถูก ว่าอันไหนเป็นกายอันไหนเป็นจิต ถ้าเข้าใจไม่ได้ มิจฉาทิฐิอยู่ แน่นอนเขาก็จะแยกกายแยกจิตอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเข้าใจถูกก็จะแยกกายแยกจิตถูก คือ จะแยกกาย เมื่อใดเป็นกาย 1. เมื่อใดเป็นไม่ใช่กาย และไม่มีชีวะ 2. กับเมื่อใดไม่ใช่กายแต่ยังมีชีวะ 3. เมื่อใดเป็นกายเป็นจิตแยกกันไม่ออก เป็นกายที่เป็นจิตนิยาม เอา 3 ประเด็นนี้ อุตุไม่ใช่ชีวะ ดินน้ำไฟลม แม้พลังงาน สสารพลังงาน ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้าก็ยังเป็นอุตุ พีชะปรุงแต่งกันด

อ่านต่อ

้วยธาตุต่างๆ ตามที่มันมีความแตกต่างกันไป เป็นสังขารของแต่ละอย่างแต่ละชื่อแต่ละสมมติแต่ละเรื่องของมัน ก็เป็นตระกูลของมันเป็นหมวดหมู่ของมันไป กาย พจนานุกรมบาลีไทย กายแปลว่า กอง แปลว่าฝูง หมู่ ประชุม ไม่ได้แปลว่าหนึ่งเดียวเลย จะต้องมี 2 ขึ้นไป เมื่อเป็นจิตก็เป็นหมู่ของเจตสิก เจตสิกของวิญญาณ กายนี้คือวิญญาณ กายนี้คือวิญญาณก็คือเจตสิกของกาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร แล้วมันก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าต้องมีรูป องค์รวมขึ้นมาแล้วก็ต้องเป็นรูปสัมผัสได้ สัมผัสได้ในความหมายของกายนี้คือวิญญาณนั้น ต้องสัมผัสได้ด้วยภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย โผฏฐัพพะ ข้างนอก กายต้องมีภายนอกด้วย ใช้ศัพท์คำว่ากายในกายพิจารณาในโพธิปักขิยธรรมจะต้องพิจารณากายในกาย คำว่าพิจารณากายในกายนั้นไม่ขาดภายนอก แต่เน้นไปพิจารณาที่ข้างใน ฟังอีกทีนึง การเรียนรู้กายในกาย พิจารณากายในกายนั้น ในโพธิปักขิยธรรม 37 อันแรกเลยกายในกาย ถ้ามิจฉาทิฏฐิตั้งแต่กายในกายตัวแรกของโพธิปักขิยธรรมเลย อีก 36 ผิดหมด เพราะไม่เอาข้างนอก เพราะฉะนั้นการไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีภายนอก โมฆะหมดศาสนาพุทธ มันจึงเกิดอย่างนี้แหละ อาตมาหัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วก็ไม่มีอะไรมากที่จะยืนยันหลักฐานนอกจากในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาก็มายืนยันว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา ผู้นี้ ผู้ใดล่ะที่มีธาตุองค์รวมต่างๆยืนยันแสดงได้ว่าเป็น สยังอภิญญาผู้นี้ก็ไม่เห็นมีใครกล้ายืนยันนอกจากอาตมา แล้วอาตมายืนยันว่าต้องการอวดหรือไม่ อาตมาก็บอกว่าอาตมาอ่านใจตัวเองเป็น อาตมาไม่มีใจที่เป็นสาเฐยจิตตัวนี้ ที่ต้องการอวดโชว์ ยืนยันความจริง แต่ขนาดยืนยันความจริงด้วยความซื่อสัตย์จริงใจป่านฉะนี้เขายังไม่เชื่ออาตมาง่ายๆ ก็ดี ไม่เชื่อง่ายนั้นดีอยู่ แต่ไม่เชื่อเลยนั่นสิ อาตมาก็ว่าเสียประโยชน์นะ ก็คงต้องใช้ภูมิปัญญาของแต่ละคนเห็นดีเห็นงามอะไรก็เอาอันนั้นไม่ต้องมาโชว์ตัวไม่ต้องบอกว่าเห็นดีกับอาตมา จะมาบอกว่าเป็นลูกศิษย์อาตมาก็ไม่ต้องไม่มีปัญหาหรอกอาตมาไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีอิสรเสรีภาพ 100% ไม่มีอะไรเรียกร้อง เรียกร้องผู้ที่ได้แล้วไม่มานี่สิ ผู้ที่ไม่ได้นั้นไม่มาก็ไม่เป็นไร แต่ที่ได้แล้วไม่มานี่สิซับซ้อน ที่จริงไม่ได้เรียกไปบังคับอะไรเป็นแต่เพียง เปรยปราย ว่ามานะ ดีไม่ดีก็แต่งเพลง มีศิลปะให้ฟัง อย่างมีมารยาทสุภาพเรียบร้อย 630209_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน