สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน ลักษณะของวิญญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน ลักษณะของวิญญาณ สรุปว่ากายนี้คือจิตวิญญาณ วิญญาณพระพุทธเจ้าท่านขยายไว้ในพระไตรปิฎกอันหนึ่ง ว่า วิญญาณัง อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง ทูรังคมัง ไปได้ไกล (เดินทางไวกว่าแสง) เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง หน้าตา หรือรูปทรง คูหาสยัง อาศัยกายเป็นขอบเขตคูหากำบังอยู่ ผู้ที่เริ่มศึกษาไปจะมีสภาวะจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า เราสัมผัสได้เองเป็นปกติทางของเราเอง เราก็จะรู้ของเราได้เองแล้วก็จะตรงกับคนอื่นที่มีความรู้ที่ตรงกัน มันจะตรงกันจริงๆเลย แต่มันต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างสัมผัสของตัวเองกัน ก็ต้องรู้ที่จิตของเราเองวิญญาณของเราเองเราก็ดูของเราเองเราก็จะรู้เห็นของเราเองของใครก็ต้องดูของใคร ของคนนั้นก็ต้องรู้ของคนนั้น มันก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงของตัวเอง จึงจะเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติจะรู้แจ้งของตัวเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเรียนรู้แล้ว หากไม่มีสภาวะธรรม ได้แต่คาดคะเนเดาเอา ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้อย่างโน้น ก็จะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้เรื่องก็พูดกันอย่างเลอะ รู้กันไม่ตรงกันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พูดไปก็ไปไหนมาสามวาสองศอก เอกจรัง ไปแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร จิตวิญญาณผู้ตายไปแล้ว จิตวิญญาณของคนเป็นตัวของคุณเท่านั้น คุณไม่ได้เห็นได้รู้กับใคร ที่บอกว่า ตายแล้วไปเจอคนนู้นคนนั้นไปเจอวิญญาณปู่วิญญาณทวดวิญญาณอะไรนั้นมั้ย ถามจริงๆคุณนอนหลับแล้วคุณก็อยู่กับวิญญาณของคุณ วิญญาณของคุณนอนหลับแล้วคุณเจอกับใครไหม ก็ไม่เจอหรอก วิญญาณอยู่ในภพของตัวเอง ตายไปแล้วก็อยู่ในภพตัวเองเหมือนคนนอนหลับ ไม่รู้กับใ
อ่านต่อ
ครสัมผัสกับใครหรอก เอกจรัง หนึ่งเดียว ไปเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย(เอกะ) จระคือไป ที่บอกว่าอาจารย์มั่นไปเจอกับวิญญาณชาวเยอรมันไปเจอวิญญาณนั้นวิญญาณนี้ ดีไม่ดีไปเจอวิญญาณพญายมด้วย คุยกันเป็นตุเป็นตะสารพัด มีคำพูดโต้ตอบกันได้ตลกเรียบร้อยเอาไปสร้างหนังได้อีกเยอะ ทำความไม่รู้ก็เป็นอุปาทาน สร้างเรื่องเองพวกนี้เป็นนักประพันธ์ชั้นหนึ่งทั้งนั้น มีเรื่องมีราวในภพชาติแต่งไปเถอะเป็นเรื่องเป็นตุเป็นตะ เก่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง เอกจรัง เพราะวิญญาณไปเดี่ยวไม่มีเกี่ยวกับใครไม่มีใครรู้ด้วย อสรีรัง ไม่มีรูปร่าง สรีระคือรูปร่าง ไม่มีรูปร่างไม่เห็น แล้วที่พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนท่านให้เรียนในนี้ คูหาสยัง กายยาววา-หนาคืบ-กว้างศอกพร้อมสัญญาและใจ ในร่างนี้จับไม่ได้ บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะอยู่ปลายนิ้วมันจะอยู่ตรงพุง ทางธรรมกายเขาก็บอกอยู่ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ทางด้านอภิธรรมก็บอกว่าอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 ซึ่งไม่มีที่อยู่แน่นอนหรอก หทยรูป ถ้าเรามีสัญญาของเรากำหนดรู้เข้าไปกระทบจะดูได้อย่างไร รู้ได้ด้วยอาการ นิมิต ลิงค มีเครื่องหมายบอกอาการนี้ อาการนิมิต ซึ่งมันจะแตกต่างกันด้วยอาการก็เรียกชื่อต่างๆกันไป เช่น เวทนา สัญญา สังขาร เจตนา อะไรพวกนี้ หรือแยกเป็น เวทนา 108 ก็เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ เราก็จะรู้จักธาตุรู้เหล่านั้น ที่มันทำงานตามหน้าที่ของแต่ละชื่อแต่ละชื่อ เวทนาก็ทำงานอย่างนี้ สัญญาก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้ สังขารก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้ กายิกเวทนาก็ทำงานอย่างนี้ตามองค์ประกอบอย่างนี้ชื่อนี้ จิตเวทนาก็ทำงานอย่างนี้ชื่อนี้อาการอย่างนี้ ความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ทำงานอย่างนี้อาการอย่างนี้ชื่อนี้ แล้วจะมีดีกรีอย่างนี้ ความสุขข้างนอกหยาบ ความทุกข์ข้างนอกหยาบ มามีภายในเป็นโสมนัสโทมนัสก็มีอย่างนี้ ไม่มีอาการสุขอาการทุกข์ เป็นอุเบกขาหรืออุเบกขินทรีย์ เป็นอินทรีย์ 5 มีฤทธิ์ ก็มีขนาดของมัน มันก็ต้องมีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยภายนอกเรียกว่าสุขทุกข์ เหตุปัจจัยข้างในเรียกว่าโสมนัสโทมนัส ถ้าเป็นกลางๆเรียกว่าอุเบกขา โลกียะก็รู้ สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ เคหสิตะเขาก็รู้ โลกียะเขาก็กำหนดรู้ของเขาเหมือนกัน แต่ก็เป็นแบบที่มีกิเลสมาปรุงแต่ง ปรุงแต่งอย่างเอากิเลสออกไป เขาเรียกว่าเนกขัมมะสิตเวทนา เขามีแต่กดกิเลสเอาไว้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องรู้แต่จิต กิเลสไม่ให้เกิดมารู้ เลือกรู้แต่จิต กดกิเลสไว้ ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งภายนอกด้วย เพราะมันไม่มีประสิทธิภาพ ของโลกียะนี้ปฏิบัติธรรมแบบสะกดจิตไม่มีประสิทธิภาพไม่เกี่ยวกับภายนอก แต่ของพุทธะของพระพุทธเจ้านี้เกี่ยวกับข้างนอกมาตามลำดับตามลำดับ เริ่มต้นตั้งแต่เกี่ยวข้องสัมผัสกับสัตว์กับคนโดยเฉพาะคนนี่แหละ เราจะเกิดความโกรธความโลภเกิดความหลงอะไรหรือไม่ เรียนให้ดี มันมีองค์ประกอบซึ่งจะมีตัวกิเลสไปปรุงแต่งร่วม ให้เลือกตัวปรุงแต่งนี้ออกไปแล้วเข้าใจให้ได้ว่ามันไม่เป็นตัวจริงมันเป็นมายามันเป็นตัวหลอกมันเป็นอาคันตุกะ มันอยู่ไหนก็ไม่รู้มันมาจากไหนก็ไม่รู้ เราต้องเห็นความจริงว่าไม่เชื่อมันหรอกมันไม่มี เราต้องเห็นด้วยปัญญาว่าเอ็งอย่ามาหลอกข้า มันก็จะพ่ายแพ้ความจริงมันก็จะลดน้ำหนักลงจนมันไม่มีในจิตไม่เกิดในจิต ก็ศึกษาพิสูจน์ความจริงไป ตั้งแต่องค์ประกอบประชุมกันเป็นสังขาร หยาบๆ ขั้นหยาบ โลก เขาเห็นว่าเป็นเรื่องหยาบเป็นเรื่องเสียหายเสียเวลาทุนรอนแรงงานเลอะเทอะ ด้วยการไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไรดีไม่ดีเละ เสียเปล่า ไม่ได้เกิดคุณค่าประโยชน์ เสื่อมด้วย ร่างกายเสื่อมชีวิตเสื่อม พฤติกรรมที่อยู่กับสังคมก็เสื่อม 630209_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน1