สื่อธรรมะพ่อครู(บุคคล 7) ตอน ธรรมะ 2 ของบุคคล 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บุคคล 7) ตอน ธรรมะ 2 ของบุคคล 7 พ่อครูว่า...เหตุปัจจัยในความเป็นมนุษย์ก็ดีความเป็นสัตว์โลกก็ดี มันก็เป็นเหตุปัจจัยที่จะสื่อแสดงให้เห็นถึงความพากเพียรถึงคุณค่าประโยชน์ต่างๆ ของแต่ละสัตว์แต่ละคน แต่ละฐานะ เพื่อให้เห็นว่าเขาสร้างกันทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์มันไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ บีเวอร์ก็ดีปลวกก็ดี มันก็ทำได้เท่าที่มันทำ ส่วนคนนี้ก็สร้าง คนที่เป็นโลกียะก็หลงสร้างกันไป ที่เห็นๆกันตามประสา มนุษย์ที่เป็นอาริยะ เป็นโพธิสัตว์ก็จะสร้าง บางโพธิสัตว์สร้างใหญ่ คำว่าศาสนาคือเพื่อเทิดทูนศาสนา เพื่อเทิดทูนพระพุทธเจ้า หรือพระเจ้าของเขา ก็ทำวัตถุขึ้นไป ทั้งๆที่ซ้อนๆในศาสนาเทวนิยม บางศาสนา ท่านบอกว่าไม่ติดวัตถุ อย่าเอารูปแทนสมมุติ แต่เขาต้องทำวัตถุก็ไปสร้างอันโน้นอันนี้ สร้างอาคาร วัตถุอื่น โดยเขาไม่ค่อยมีปฏิภาณว่าอย่าเอา รูปมาปนนาม เพราะว่าพระเจ้าเป็นนามธรรม ศาสนาพุทธนั้นแยกรูปแยกนามไปตามลำดับ แม้แต่นามก็ไม่ใช่พระเจ้า นามคือนาม เพราะฉะนั้นจะทำนามธรรมด้วยจิตวิญญาณธาตุรู้ให้เจริญ เจริญอย่างไร โลกุตระมีกี่ชั้น โลกุตระสูงสุดมี 9 ชั้น 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากัน แต่ไม่เท่าพระพุทธเจ้าสมบูรณ์นั้น แต่บอกว่าไม่เท่าก็เท่า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าบางองค์ ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากัน แต่เผยแพร่ศาสนาก็ทำงานศาสนาพุทธมาทั้งนั้นจนชาติสุดท้ายที่ท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเอง ทั้งทีท่านมีสยัมภูเท่ากับพระพุทธเจ
อ่านต่อ
้าทุกองค์ แต่ท่านไม่ได้ประกาศศาสนา ไม่ได้ประกาศกับโลกว่า นี่คือศาสนา นี่คือธรรมะของพุทธะแล้วให้คนมารับพุทธะนี้ไป ท่านไม่ได้ทำ แต่ท่านก็ทำมาตลอดที่เป็นโพธิสัตว์ปางสุดท้ายเท่านั้น ที่ท่านไม่ประกาศ ท่านเลยไม่มีชื่อให้คนรู้ว่า ท่านเป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต้องการแม้แต่ชื่อติดในทำเนียบโลกว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง สุดยอดแห่งความไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งด้วย สู่แดนธรรมว่า...ทำไมพุทธประวัติไม่มีพระนามของพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย พ่อครูว่า...เป็นพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ามีภูมิเท่าพระพุทธเจ้า แต่ประเด็นที่มันต่างกันตรงนี้เท่านั้น ทำการสอนมาทำงานมาตลอด เป็นแต่เพียงชาติสุดท้ายเท่านั้น ชาติสุดท้ายชาติเดียว ที่ท่านไม่ประกาศศาสนาพุทธ พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์นั้นจึงยิ่งไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเหนือกว่าคือ 0 ยิ่งกว่า สิริมหามายา เข้าใจกันใหม่ สูญกว่าเพราะคนรู้จักน้อยกว่า ท่านไม่ได้ประกาศให้คนรู้จักในชาติสุดท้าย แต่ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานก่อน เห็นความซับซ้อนสลับไปมาไหม ตกลงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่ประกาศศาสนาใครสูงกว่าใคร ...ไม่มีตัวตนยิ่งกว่า วันนี้ขยายความพุทธภูมิถึงขนาดนี้
เข้าสู่ประเด็นที่เราจะซ้ำซาก บุคคล 7 สัทธานุสารี ธัมม านุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติ
สัทธานุสารี ธัมมานุสารีเป็นคู่ แต่เราก็ทำให้เห็นตามแพทเทิร์น สัทธานุสารี ก็ต่ำกว่าธัมมานุสารี ธัมมานุสารีเป็นสายปัญญาโดยแก่นจริต เรียกว่าพุทธิจริต ไม่ได้เรียกปัญญาจริต ธัมมานุสารีคือ ผู้ที่มีปัญญาเป็นแกนหลัก สืบทอดสายตรงของพระพุทธเจ้าเลย สายศรัทธาโดยตรงจะช้านาน ใครยิ่งไปวนเวียนหลงติดวงวนโลกียะ คุณจะวิมุติโลกียะ เคหสิตอุเบกขา นั่งหลับตาสะกดจิต เหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ไม่เอาอ่าวกับภายนอกไม่ใส่ใจเรื่องภายนอกทวาร 5 ภายนอก มุ่งแต่อยู่กับภายในแล้วก็ดับ แล้วบอกว่านี่คือวิมุตินี้คือนิโรธ ก็จมสู่ความหลงไกลจากวิเวก ไกลแสนไกล ไม่ใกล้เลย ไปใหญ่ ด้วยความไม่รู้ไม่มีพุทธิปัญญา หลงไป วนไป แล้วก็ฟื้นมาใหม่ ก็ไม่เข็ดอีก แต่ละชาติก็ทนได้ต่อทุกข์ ทนได้มากกว่าก็หลงสุขได้มากกว่าอีก ก็ตกนรกอเวจีหนักขึ้นไปอีก เมื่อหมดวาระแห่งฤทธิ์อำนาจ ใช้เวรเสร็จก็หลงสุขอีก ไม่รู้จักทุกข์ หลงสุข เป็นสุขนิยมไม่รู้จักทุกข์ เพราะฉะนั้นสายศรัทธาไม่ต้องพูดถึงว่าความวนเวียนจะนานแสนนาน จนกว่าสายศรัทธา จะมามีความรู้ทางปัญญา เริ่มรู้ทางปัญญาก็จะเริ่มมาเป็น ธัมมานุสารี แต่ก็ติดสัทธาวิมุติมาพอสมควร นี่ไม่ได้ใกล้ปัญญาวิมุติเลยนะ ปัญญาวิมุติจะอยู่ขั้นที่ 6 สัทธาวิมุติ เริ่มมีความรู้บ้างแต่ก็วนเวียนอยู่ในกรอบเข้ามาเป็นสัทธานุสารี สัทธาวิมุติ อยู่ในวัฏฏะวงวนของสามเส้า ความนานของศรัทธา ผู้ใดเกิดมาเป็นสัทธาจริตก็อย่าเพิ่งไปลงโทษตัวเองอย่าไปท้อถอย พากเพียรไปตามควรเลยในไหนๆก็ไหนๆแล้ว หรือเช่นใครเกิดมาเป็นผู้หญิงก็อยากมาเป็นผู้ชายเป็นอรหันต์ผู้ชายก็ไม่ต้อง ให้จบพระอรหันต์ก่อน หมดทุกข์หมดโศกเท่ากัน แล้วบารมีของพระอรหันต์ถ้าดำเนินเป็นโพธิสัตว์ไปวันหนึ่งคุณก็ได้เป็นผู้ชาย แล้วคุณจะรู้เองว่าเป็นผู้ชายดีกว่า แล้วก็จะมีบารมีที่ทำถ้วนมาเอง ไม่ต้องอยาก หากอยากจะกลายเป็นกะเทย เอาธรรมะโลกุตรธรรมดีกว่า ไม่ต้องอยากเป็นผู้ชาย หากเป็นเองได้จะเป็นอย่างจริงถ้าอยากเป็นมันจะไม่จริง ความอยากมันทำให้เสียหาย ธัมมานุสารีก็จะมาเป็น ทิฏฐิปัตตะ ธัมมานุสารีคือคนผู้ตามหาแก่นสาร นิพพานเป็นแก่นสาระ ในมูลสูตร สายศรัทธาก็จะได้มาต้องเสริมบารมีให้ตัวเองจนก้าวหน้าเป็นทิฏฐิปัตตะ คือ ความเข้าถึงด้วยปัญญาตามความเห็นความรู้ ไม่ใช่บรรลุด้วยสมถะ แต่บรรลุด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ส่วนธัมมานุสารีนั้นตรงเลย มาทิฏฐิปัตตะ ส่วนสายศรัทธาก็จะมาเป็นกายสักขี เพราะสายศรัทธา จะเอาแต่ภายในไม่ออกมาภายนอกเพราะไม่ชัดเจนในคำว่ากาย กาย แยกข้างนอก ออกบ้างไม่ออกบ้าง ไม่เอาภาระเต็มที่ไม่ทำกายนอกกายในให้สมดุลก็จะเอียงโต่งไปด้านภายใน ก็จะช้า เป็นธรรมดาธรรมชาติจนกว่าจะชัดเจน ถ้าสายศรัทธาพยายามเข้าหาสายปัญญาให้ดี แต่อย่าไปอยากได้ พากเพียรไปตามลำดับจะได้เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องให้รู้การศึกษา 3 ทำศีล แล้วให้เกิดจิตอธิจิตบรรลุสั่งสมๆ ตามจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วก็จะตกผลึก เป็นจิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นจะเกิดหลังจากที่คุณมีความบริสุทธิ์สะอาดจากอาสวักขยญาณ อาสวักขยญาณ คือญาณที่ 8 ของวิชชา 8 แล้วก็จะสั่งสมความสะอาดของจิต หากไม่ถึงขั้นญาณที่ 8 ก็สั่งสมมาเรื่อยๆ เป็นลำดับที่หมุนรอบเชิงซ้อน ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อัญญา เป็นตัวละเอียดที่ง่ายที่ชัดที่เร็ว ก็จะเห็นเป็นปัญญาวิมุติ ก็จบปัญญาวิมุติ
มาขยายกายสักขี มาทิฏฐิปัตตะ อ้าวจอใหญ่ดับไป...มาแล้ว กายสักขี พระพุทธเจ้าถึงสำทับกำชับไว้ว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ถ้าคุณเริ่มด้วยสักกายสักขี คุณก็ยังเข้าใจ กาย ยังไม่สมบูรณ์แบบสมาธิบริบูรณ์ สายปัญญาก็จะมีสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงต้อง สำทับว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายชนิดที่พ้นวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาเขาอธิบายกันแค่ไม่ลังเลสงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็ได้ เป็นโครงสร้างที่หยาบ ก็ใช่ นามธรรมนั้นคือเข้าใจกาย รู้จักกาย แล้วไม่ต้องเป็นของคนอื่น เอากายของตนนี้ สัมผัสและเกิดภายนอกภายใน เราเรียนรูปนามทั้งภายนอกภายในให้สัมผัสสัมพันธ์กันครบถ้วนรู้จักรูปรู้จักนามรู้จักสภาวะ 2 เป็นภายนอกภายในก็ดี เป็นรูปเป็นนามก็ดี จนกระทั่งแยกกายแยกจิต เทวะ ก็ 2 คำว่า 2 แล้วแยกให้ละเอียด ตีแตกแยกแยะให้ละเอียด distinguish ต้องอ่านให้ถูกต้อง มีคนท้วงอาตมามา อาตมาฝรั่งแค่ไส้เดือนกิ้งกือไม่ระดับงูๆปลาๆด้วยซ้ำ
ท่านจึงสำทับสายศรัทธาว่ต้องทำต้องเรียนรู้กายให้ชัด
รู้ กาย รู้ จิต แยก กาย แยกจิต ทวนอีก กายกับจิตเป็นมูลกรรมฐาน พอมาบวชในศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ากำชับกำชาอุปัชฌาย์ต้องมีความรู้เรื่องการแยกกายแยกจิตให้สำคัญ ถ้าไม่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิแยกกายแยกจิตไม่สัมมาทิฏฐิไม่ถูกต้อง ก็ไม่ได้ เพราะรูปนามสัมพันธ์กัน เรียกว่ากาย เมื่อไหร่มันสัมพันธ์แล้วไม่เรียกว่ากาย พีชะ เป็นชีวะ อยู่ในชีวะเรามีขั้นจิต ขั้นพีชะ ขั้นอุตุ ในอรหันต์เป็นๆ630214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะ 2 ของบุคคล 7