สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน แยกเวทนา 2 โดยวจีสังขารและโสตทิพย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน แยกเวทนา 2 โดยวจีสังขารและโสตทิพย์ กายคุตตะ คือผู้มีร่างกายอันคุ้มครองแล้ว ผู้รักษากายได้แล้ว ผู้มีกายที่สงบ เมื่อมิจฉาทิฏฐิผู้มีกายที่สงบ เข้าใจกายเป็นเพียงภาวะภายนอกก็จะทำให้ภาวะภายนอกมันหยุดดิ้น นี่ก็ว่ากายสงบแล้ว ดีไม่ดี กายวิเวก คือเอากายไปออกไปสู่ที่เงียบไปอยู่เดี่ยวๆไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ ห่างจากผู้คนต่างจากสังคม ชื่อว่ากายสงบแล้ว ถ้าจิตของคุณดิ้นไปในกามดิ้นไปในอัตตาอะไรอยู่ข้างใน ข้างในก็ดิ้นไปในอัตตาข้างนอกก็ดิ้นไปสู่กามสู่อบาย แล้วมันจะสงบอย่างไรกายของคุณ มันก็ยิ่งออกไปข้างนอก ยิ่งอยู่ข้างในก็ยิ่งเป็นอัตตา เพราะฉะนั้นคำว่าสงบ กายที่คตะ มันดำเนินไปแล้วมันก็สงบอยู่ กายดำเนินไป สงบอยู่กายคตะสงบอยู่ คุ้มครองได้แล้ว ก็หมายถึงว่าคุณจัดการกำกับทั้งข้างนอกข้างใน กำกับทั้งข้างนอกข้างในให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะที่จะแสดงออกถึงกายกรรมแสดงออกถึงวจีกรรม แสดงออกได้พอเหมาะพอดีเรียกว่า กายคตะ ดำเนินไปออกสู่ภายนอกโดยมีข้างในเป็นตัวประธานกำกับให้เกิด อีกคำ คือ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ วจีคือกายภายนอกภายในกึ่งๆ วจีสังขาร ยังไม่ออกมาทางภายนอก วจีสังขารในสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นแกนนิ่ง ส่วนตักก วิตักกะ สังกัปปะ เป็นตัววิ่ง ตักกะ เริ่มคิดเริ่มดำริมีธาตุรู้ เมื่อเริ่มมีธาตุรู้คุณก็จัดการเรียนรู้ตัวนี้ มันมีกิเลสดำริขึ้นร่วมปรุงแต่งด้วยไหม ในจิตที่ดำริตักกะมานี่ พอจิตเริ่มเกิดมา คุณก็พยายามแยกแยะใช้จิตสัญญากำหนดหมายแล้วก็แยกแยะให้ออก ตีแตก ให้ออก มันมีกิเลสโดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าท่านให้ตีแตกในเวทนาในความรู้สึก แยกเวทนา 2 มันเป็นเวทนาแท้ๆ กับเวทนาที่ปรุงแต่ง แล้วเป็นอุปาทานไปติดยึดว่
อ่านต่อ
าอย่างนี้เขาชอบ เป็นรส เป็นความอร่อย เป็นความชอบใจเป็นความชื่นใจเป็นสิ่งที่น่ามี หรือเป็นความโกรธเป็นความไม่ชอบใจเป็นความผลัก ดีไม่ดีถึงฆ่าแกงรุนแรงถึงตาย มันไม่เหลือแต่เฉพาะธาตุรู้ตามความเป็นจริง อย่างเดียว มันมี 2 ผู้ที่แยก 2 ได้เรียกว่าเป็นผู้ที่มีโสตทิพย์ตาทิพย์ เป็นความรู้จักวิปัสสนาญาณมโนมยิทธิ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ โสตทิพย์หมายถึงรู้สิ่งที่ละเอียด โสตะคือรู้ ทิพย์คือละเอียด แม้มันจะอยู่ไกลก็รู้ละเอียดชัดเจน อยู่ใกล้ก็แน่นอนแยกแยะได้ง่าย จะอยู่ไกลได้ยินแว่วๆ เห็นได้ยากเห็นได้น้อยเห็นได้เล็ก หรือได้ยินเสียงน้อยเสียงเบาๆ ก็ยังสามารถรู้ชัดเจนแยกแยะออกได้นั่นคือความสามารถของโสตทิพย์ แยกเป็นเสียง 2 เป็นรูป 2 เป็นกลิ่น 2 เป็นรส 2 สัมผัส 2 แยกเป็นอันหนึ่งจริงอันหนึ่งเป็นตัวมายาอีกหนึ่งเป็นตัวจริงเป็นของแท้ เราก็เลือกเอาแต่ของแท้อย่าเอาของไม่จริงของที่เป็นมายา เรารู้ทันว่ามันเป็นมายา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรารู้เธอแล้วมาร มารคือมายา เรารู้เธอแล้ว อย่ามาเสนอหน้าเสียให้ยากมาร ทำอะไรเราไม่ได้หรอกเราหักขั้วเรือนยอด เธออย่ามาสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างตัวตน เราถอดหัวใจของเธอออกไปหมดแล้ว หัก พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่คำว่าหัวใจมันดุเดือด ท่านใช้คำว่าหักเรือนยอด ของเธอหมดแล้วไม่มีเรือนจะอยู่แล้วให้ไปเสีย ท่านก็เอาเรือนยอด มาเป็นตัวแทนในการอธิบายความหมายของมันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะมาหยิบมาขยายความให้ฟังให้เห็นชัดๆ ว่า กายก็ดี วิญญาณก็ดี พรากกันไม่ได้ จะเรียนรู้วิญญาณจะต้องมีทักษะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วิญญาณที่ไม่มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กายไม่มีสิทธิ์จะเรียนรู้ เช่นภิกษุสาติ ไปเรียนรู้วิญญาณสัมภเวสี ไปมัววุ่นกับวิญญาณสัมภเวสีวิญญาณล่องลอยไม่มารู้ที่ตาหูจมูกลิ้นกายผัสสะ แล้วเกิดอาการนี้ในปัจจุบันเกิดอาการจิตรู้ในเวทนาในจิต เกิดอาการตัวนี้นี่แหละตัวที่จะเรียนอย่างไปนอกตัวนี้ ภิกษุสาติอย่าไปวุ่นวายกับวิญญาณล่องลอยอาจารย์มั่นที่มาจากเยอรมันจากคณะตอนนี้ดีไม่ดีไปปั้นเป็นพญายม คุยกันเป็นตุเป็นตะไปหมดเลย จะจับลงนรก พญายมมาเจอกราบอาจารย์มั่นเลย 630209_เทศน์ทวช.งานพุทธาภิเษก#44 บ้านราชฯ กายนี้คือวิญญาณ ตอน1