610603_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อานาปานสติสูตรพิสดาร ตอน 1 ลำดับอาริยะบุคคล.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข12 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610603_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อานาปานสติสูตรพิสดาร ตอน 1 ลำดับอาริยะบุคคล อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1iPzGbH0CsAcBN670kJlgSABjbe5WvC6xib5QaOgna_M

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เป็นรายการวิถีอาริยธรรม ที่สื่อสาระโลกุตระ ใกล้ถึง งานอโศกรำลึก แล้ว 5 -11 มิถุนายน 2561 งานอโศกรำลึก วันที่ 5 เราก็มาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก มีนิทรรศการแสดงผลงานการทำงานของพ่อครู สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 4 เป็นวันชาวนาด้วย จะมีการโยนกล้าข้าว ที่นาลานกราบฯ แล้ววันที่ 5 เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก จะไปโยนข้าวที่นาคำยอด ก็แบ่งกันดูแลนา และจะมีต้นไม้ให้ปลูกมากกว่า 2500 ต้น ที่บ้านราชฯจะมีการปลูกต้นไม้ให้มาก มีปลูกอ้อยด้วย เพราะเราจะเลิกใช้ผงชูรส และบริวาร เลิกไขมันทรานส์ และต่อไปจะเลิกกินน้ำตาลทรายขัดขาว หันมากินน้ำตาลตามธรรมชาติ เพื่อให้ชาวอโศก เป็นกลุ่มชนที่อายุยืนยาว และแข็งแรงดีด้วย ทำให้มีอาการน่าเลื่อมใส ให้คนดีๆ อายุยืนยาว แข็งแรงด้วย ศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรือง

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน เปิดศักราชโลกโลกุตระ พ่อครูว่า... เห็นหน้าใหม่ๆหลายคน อาตมาไม่ชินตา ใครที่มาครั้งแรกยกมือซิ ...หลายคนเลย ก็ยินดีต้อนรับ ตอนนี้ก็รู้สึกว่า จะเข้าใจกันเพิ่มขึ้น จากนี้ไป ก็น่าจะเป็นยุคที่เปิดศักราช ชาวโลกุตระ น่าจะเป็นยุคเปิดศักราชของ โลกโลกุตระ หมายความว่า คงจะเป็นยุคที่ แสงสว่าง ปลายอุโมงค์ ไกลๆ มันคงสาดส่องมาถึงแล้ว คนข้างนอก ก็คงจะเข้าใจ เต็มใจ และสมัครใจที่จะมา เพราะว่ามีความอิสระเสรีภาพ เราไม่ไปล่อลวง ประเล้าประโลม ให้คนรู้เอง เข้าใจเอง ซาบซึ้งเอง แล้วยินดี ว่าอย่างนี้หรือ ต้องเอา

อ่านต่อ

สิอย่างนี้ ตัวแรกของมูลสูตร ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า มีฉันทะเป็นมูล มายินดี มาทำตามเอง ถึงจะเป็นของจริง ใครก็ตาม ถ้าเกิดธาตุจิต ฉันทะธาตุ มันเป็นความยินดี พอใจ โดยเฉพาะมันยินดี พอใจ ที่รู้ว่าอันนี้สิ ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยวนเวียนมา กี่ล้านปี สุขๆ ทุกข์ๆ ทุกข์ๆสุขๆแบบโลกียะ มันไม่ใช่ นี่มันเป็นแบบโลกุตระ มันเป็นโลก ดาวคนละดวง เป็นดาวดวงใหม่ ไม่ใช่ดาวดวงที่เราวนเวียนอยู่อย่างเดิม เราเห็นแล้ว แล้วสามารถเข้ามาได้ด้วย มาตรงนี้ใช่เลย เป็นดาวดวงที่เจริญ มันจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งคนทั่วไป โลกียะ จะคำนึงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กาม อัตตา เท่านั้น น่าเบื่อ แต่เขาไม่เบื่อกันเสียที พอรู้จักทางออกว่า มีโลกใหม่แล้ว เราก็เข้ามาได้ เป็นความยินดีชนิดโลกุตระ จะมีฉันทะ เราได้สัมผัสของจริง ตอนนี้น่าจะเปิดศักราชให้คนได้เริ่มรู้ เข้าใจแล้ว มาสัมผัสแล้วได้ แต่ก่อนก็มี แต่น้อย ทยอยมา คนมีบารมีเก่า แสวงหา แต่ตอนนี้ แม้คนจะไม่ตั้งใจ จะคิดเข้ามาโลกุตระ มาหานิพพาน แต่เขาจะมา และรู้สึกว่า ตัวเองต้องมาเอาอันนี้ เกิดฉันทะ เกิดความยินดี ในโลกใหม่ อาตมาว่าครั้งนี้ จะได้เปิดศักราชอย่างนี้ ในวันที่ 5 วันอโศกรำลึกที่จะถึงปีนี้ อายุเต็ม 84 ของอาตมา ขึ้น 85 แม้จะมีกิจกรรมแบบเก่า แต่ไม่ใช่แบบของปุถุชนทั่วไป คนข้างนอก แต่ก็เปิดกว้าง สาธารณะผู้ที่ยินดี ก็มาได้ มาแล้วก็ต้องกลมกลืนนะ หากมาแล้ว ไม่กลมกลืน มาเป็นจระเข้ขวางคลอง ก็แน่นอน คุณก็จะต้องถูกเขาจัดการ เอาออกไปแน่นอน มันเป็นปฏิปักษ์ ไม่ลงรอย ก็ไม่ได้ งานนี้ ก็จะลองดูมาจัดที่อุบลราชธานี ปลายตะวันออก ชายแดนสุดเขต ปากช่อง ปากเซ ออกไปก็เป็นเขตลาวแล้ว คนจะมาจะต้องใจถึง และเต็มใจมาจริงๆ ไม่ใช่ไปมาสะดวก ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายามในการมา ก็เป็นการคัดเลือกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้ที่ใจถึง ก็คงจะได้เห็นได้ ดูความจริง แม้แต่ทางสื่อสาร ตอนนี้ก็มีสื่อสารมา เป็นสื่อสารทั่วไป เป็นสื่อสารของสาธารณะ ของสากล สื่อสารของเรานั้น จะต้องสนใจจริงๆ จึงจะเปิดดู แต่สื่อสารทั่วไปของโลก จะมาเชื่อมกับเรา มาเปิดศักราช ยังไม่เคยมีมา เป็นเรื่องเป็นราว อย่างนี้เลย แต่ไหนแต่ไรมา ก็ยินดี ที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น

SMS วันที่ 29 พค.- 1 มิย. 2561

_2946...ยาสามัญประจำบ้าน ยูอีคอฟเป็นยาน้ำแก้ไอมะขามป้อม บรรเทาอาการไอ. ขับเสมหะ. ทำให้ชุ่มคอ. อยากให้พ่อท่านได้ฉันหายเร็วมากค่ะ. ดีจริงๆค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ภูฟ้าผาธรรม หมายความว่าอะไร _0015...ทำไมพ่อท่านฯจึงตั้งชื่อธรรมสถานนี้ว่า "ภูฟ้าผาธรรม" ความหมาย คืออะไรครับ พ่อครูว่า... คำว่าภู ไม่ใช่ภาษาไทยโดยตรง แต่ไทยเรียก เขา คำว่า ฟ้า เป็นภาษาไทย ก็ผสมกัน ภู คือเนินที่ไม่เรียบราบ สูงขึ้นๆ กว่าพื้นราบ เป็นดิน เป็นหิน เป็นวัตถุธาตุดิน จับตัวสูง เป็นที่อาศัยของพืช สัตว์ มีน้ำด้วย ก็อาศัยกัน ดินน้ำไฟลม พืช สัตว์ ดินสูง ก็เรียกภู ฟ้าก็สูง เสร็จแล้วก็มีคำว่า ผาธรรม ผา คือ แผ่นกำแพง กั้น มีหน้าที่ต่างกัน ภูนั้นสูง บอกลักษณะหนึ่ง บอกมิติของความสูง ส่วนผาบอกมิติของความแข็งแรง ต้านทานการกระทบ กระแทก การสลาย มันมีคนละหน้าที่ ภูฟ้า จึงบอกหน้าที่หนึ่ง ผาก็บอกหน้าที่หนึ่ง ธรรมะ คือสิ่งทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งโลกียะที่ดี ของเราทั้งโลกียะที่ดี และโลกุตระที่แท้ ที่สูง และต้านทานอะไรต่างๆได้ ถามว่าทำไมตั้งชื่อนี้ ก็มันเข้าท่า ความหมายดี เป็นสิ่งที่น่าได้นะ เป็นของดี แล้วก็เป็นของดีจริงๆ เราก็เอามาใช้

_6242... กราบ นมัสการ พ่อครู-สมณะ-สิกขมาต ด้วยความเคารพยิ่ง ขออนุโมทนากับครอบครัว ตันติวัฒนไพศาล ในโอกาสมงคลฤกษ์วันวิสาขบูชา ถวายธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม..เป็นพุทธบูชา และ บูชาพ่อครู สมณะ โพธิรักษ์ ในวันสำคัญนี้..เจ้าค่ะ

_3867...นอกจากผู้น้อยจะได้เห็นพระภิกษุ สมณะ ชีพราหมณ์ ที่ทรงเครื่องด้วยชุดจีวร ฤาชุดขาว ชุดเดียวในโลก! ก็ยังได้เห็นชาวอโศก ชุมชนเดียวในสยาม สวมเสื้อผ้าประหยัดที่สุดในโลก ด้วยชุดม่อฮ่อม ชุดประจำพื้นบ้าน เก่าแก่ที่สุดในสยาม! พ่อครูว่า... พระทุกวันนี้นุ่งห่มสีที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ ก็มีเยอะ เขาใช้สีแสด ก็บอกว่าแดง ก็ไม่ใช่ เหลืองก็ไม่ใช่ ก็พูดดำน้ำไปเรื่อย คนเราจะดันทุรัง ไม่ดันสุรัง ก็ดันไป อาตมาพาดันสุรัง ไม่ไปดันทุรัง ทุคือไม่ดี สุ คือดี สีจีวรต้องห้าม มี 7 สี 1.สีครามล้วน 2.สีเหลืองล้วน 3.สีแดงล้วน 4.สีบานเย็นล้วน 5. สีดำล้วน 6. สีแสดล้วน 7. สีชมพูล้วน (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 169) เดี๋ยวนี้เขาละเมิดหน้าตาเฉย ใครยังจะดันทุรังก็ดันไป ใครจะดันสุรัง ก็ดันเถิด

_0461... ใครบอกว่าชาวอโศกนั่งสมาธิไม่เป็น วันนี้เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่เห็นพ่อครูพานั่งสมาธิเห็นแล้วทึ่งเลยครับ รู้จักชาวอโศกมาหลายปีเพิ่งเคยเห็น อยากให้ งานปลุกเสกพุทธาหรืองานสำคัญชาว อโศกพาฝึกทุกวันนะครับฝึกเจโตสมาธิแบบสัมมาทิฏฐิขอบคุณมากครับ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลและพระวินัยต่างกันอย่างไร _8866... เมื่อวานพ่อท่านยังเทศน์อยู่เลยที่ภูฟ้าฯ ความว่าชุมชนชาวอโศก พ้นระดับนี้แล้ว รักษาศีล 8 ถ้าวุฒิภาวะยังไม่ถึงอีก ก็ไปศีล 5 อันนี้ฝึกทีละข้อ ตามวุฒิภาวะ พ่อครูว่า... ใน 26 ข้อ ของจุลศีล ก็มีแง่มุมให้ปฏิบัติ คนที่แย่ที่สุด ต้องปฏิบัติถึง 26 ข้อ ถึงบรรลุอรหันต์ แต่คนที่ไม่แย่เกินไป ปฏิบัติศีลไม่กี่ข้อ ไม่ถึง 26 ข้อ ก็บรรลุอรหันต์ได้ บางคนแค่ศีลข้อเดียว ก็บรรลุอรหันต์ได้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าคัดสรรมาแล้ว เป็นวิธีการคัดเลือก อย่างจริงๆเลยนะ concise ท่านคัดเลือกมาแล้ว เป็นสูตรที่เหมือนกวีที่คัดมา การแต่งกวี ก็ต้องเอาคำที่เรียงอย่างคัดสั้น ให้ได้ความเยอะ เหมือนทุกวันนี้ กล่องนิดเดียว ให้ได้ข้อมูลมาก เป็นล้าน gb เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าท่านมีวิธีของท่าน แม้จะตั้งหลักเกณฑ์ของ ศีล สมาธิ ปัญญา จุลศีล 26 ข้อนี้อาตมาว่าสมบูรณ์แล้ว แต่คนไม่เข้าใจแล้ว ไม่มีศีลแล้วด้วย วงการหลักศาสนาพุทธเถรสมาคม เขาไม่ถือศีล แต่เขาถือวินัย 227 วินัยเป็นกฎหมายอาญา มีบทลงโทษ ส่วนศีลนั้น ไม่มีบทลงโทษ เป็นข้อปฏิบัติ ประพฤติเป็นธรรมนูญ เหมือนรัฐธรรมนูญไม่มีโทษ แต่กฎหมายลูก กฎหมายอาญา จึงแยกมา ตั้งเป็นข้อย่อย ที่มีโทษในแต่ละระดับ แต่ว่าธรรมนูญ ไม่มีบทลงโทษ เป็นนิติศาสตร์ วินัยเป็นกฎหมายอาญา มีโทษ ส่วนศีลเป็นหลักปฏิบัติ ปฏิบัติได้ ก็เจริญ ปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่เจริญ ซวยไป ศีลเป็นอิสระ แต่วินัยเป็นหลักเกณฑ์ ที่มีการบังคับ จึงต่างกัน ความหมายของวินัยกับศีล ประเด็นง่ายๆ ศีลไม่ใช่ข้อบังคับ แต่วินัยเป็นข้อบังคับ และมีหลักลงโทษ ศีลไม่มีหลักลงโทษ นี่เป็นประเด็นง่ายๆ ที่ให้เห็นความแตกต่าง แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งทำผิด ศีลไม่มี ภิกษุเขาบอกว่าถือศีล 227 นั่นมันพระวินัย ส่วนจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขาก็ไม่เข้าใจ ศีลเกิดก่อนวินัย พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาด้วยศีล ไม่ใช้สร้างศาสนาด้วยวินัย วินัยนั้นห้ามปฏิบัติ ละเมิด หากละเมิด ก็มีบทลงโทษ ถ้าใครยังไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ ท่านก็ไม่ตั้งพระวินัย ไม่ออกกฎระเบียบข้อนี้ วินัยมีหลักเกณฑ์ มีโทษรับรอง ต้องบังคับด้วย ส่วนศีลเป็นหลักปฏิบัติ จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ จะปฏิบัติเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นอิสระ ความอิสระระหว่าง พระวินัยกับศีล ก็มีต่างกัน แค่นี้ก่อน ก็ไม่รู้ความแตกต่าง ลิงคะ ได้อย่างนี้ เป็นต้น ทุกวันนี้อาตมาพยายามอธิบายเรื่องของศีล ซึ่งมันเป็นเรื่องยาว ก็อธิบายไปเรื่อยๆ

เจตนาที่อาตมาจะอธิบายวันนี้ ในอโศกรำลึกจะอธิบายแบบคนจน สำหรับวันนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อานาปานสติสูตรพิสดาร ตอน 1 พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 282 [282] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขามิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระสาวก ผู้เถระ มีชื่อเสียงเด่น มากรูปด้วยกัน เช่น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสป ท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากปิณะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และพระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นอื่นๆ ก็สมัยนั้นแล พระเถระทั้งหลายพากันโอวาทพร่ำสอนพวกภิกษุอยู่ คือ พระเถระบางพวก โอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง ฝ่ายภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษ อย่างกว้างขวาง ยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [283] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ทั้งเป็นวันปวารณาด้วย ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราปรารภในปฏิปทานี้ เรามีจิตยินดีในปฏิปทานี้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอจงปรารภความเพียร เพื่อถึงคุณที่ตนยังไม่ถึง เพื่อบรรลุคุณที่ตนยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งคุณที่ตนยังไม่ทำให้แจ้ง โดยยิ่งกว่าประมาณเถิด เราจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนี้แล จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท พวกภิกษุชาวชนบท ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท จึงพากันหลั่งไหลมายังพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ฝ่ายภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ก็พากันโอวาทพร่ำสอนภิกษุนวกะ เพิ่มประมาณขึ้น คือ ภิกษุผู้เถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง และภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระ โอวาทพร่ำสอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวาง ยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [284] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ดำรงอยู่ในสารธรรมอันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก อย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้ ภิกษุสงฆ์นี้บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมากมีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลกยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควร ที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ [285] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... ในชาวอโศกนี้ มีอรหันต์แน่นอน อย่างน้อยอาตมาเอง แต่เขายึดถือคำสอนว่า หากเป็นอรหันต์แล้ว บอกว่าเป็นอรหันต์ คนนั้นไม่ใช่อรหันต์ เป็นการยึดคำสอนที่ผิดๆ และนอกจากอาตมาก็มีคนอื่นอีก จะอรหันต์บางส่วน เหลือเศษอีก บางอย่างหมดอาสวะแล้ว เหลืออนุสัยอีก เป็นต้น)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ(พระอนาคามี) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกทาคามีเพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางมายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... สติปัฏฐาน 4 เป็นแกนต้นของ โพธิปักขิยธรรม 37 ผู้ที่รู้จักกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม นั่นคือผู้ปฏิบัติที่สามารถบรรลุได้ ถ้ายังปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ไม่เป็น ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่ถูกต้อง ไม่มีทางจะปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีทางบรรลุ เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน 4 จะเป็นเรื่องสำคัญมาก หัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิบัติธรรมเลย ต้องไปศึกษากาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อจะทำให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ กายไม่ใช่ธาตุตัวเดียว กายต้องมีสองธาตุเสมอ กายะ เป็น ทเวธัมมา เป็นธรรมะคู่ แล้วกายไม่ใช่แต่เรื่องภายนอก ที่มีแต่ดินน้ำไฟลม ไม่มีจิตร่วม อย่างนั้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ทุกวันนี้คำว่า กายในภาษาไทย หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลม มันได้ผิดเพี้ยน ไปจากภาษาบาลีแล้ว คำว่ากายคำเดียวหากเข้าใจผิด ก็หมดสิทธิ์เป็นอรหันต์ ปฏิบัติไป ไม่มีทางเป็นไปได้ อาตมาเอาคำว่ากาย มาแยกให้ฟัง ตั้งแต่ มูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่านให้พิจารณาแยกกาย แยกจิต ผมเรานี่ มันติดกับตัวเรา ขนก็ติดกับตัวเรา เล็บ ฟัน หนัง อธิบายเล็บนี่กลางๆดี อธิบายได้ง่ายสุด กาย นี้ ตถาคตหมายถึง จิต มโน วิญญาณ ไม่ได้หมายถึงแค่ร่างสรีระ ภายนอก คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็บอกว่า พระพุทธเจ้าอธิบายไว้จริงๆเหรอ โพธิรักษ์เอาอะไรมาพูด อาตมาโชคดีที่มีพระไตรปิฎกยืนยัน เป็นหลักฐาน พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง เล่ม 16 ข้อ 230

[286] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียร ในอันเจริญสัมมัปปธาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... สัมมัปปธาน 4 คือ ความเพียร 4 1. สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น) 2. ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) 3. ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) (พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 14) สังวรปธาน ต้องลืมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสัมผัสแล้ว ก็ต้องอ่านเวทนา เป็นตัวสำคัญ อ่านอาการ หรืออ่านอารมณ์ แล้วแยกอาการ แยกอารมณ์ แยกให้รู้ชัดแล้ว รู้เหตุที่มา ร่วมกับจิตของเราที่ผสมกัน แล้วปรุงแต่ง เป็นแบบโลกโลกีย์ อันนี้เป็นตัวตนของโลกีย์ รสชาติโลกีย์ เป็นความหลง เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น ที่เป็นโลกีย์ เราเรียนรู้แล้ว เราก็ตามหาเหตุมัน หลงอะไร หลงว่ามันทุกข์ หลงว่ามันสุข คนหลงว่าสุข นั่นแหละเป็นธรรมดา คนหลงยึดทุกข์แล้วชอบใจ ชอบความรุนแรง ชอบความเหี้ยมโหด ชอบเตะต่อยตบ พวกนี้คบยาก เป็นมาโซคิส เราไม่เอาด้วย เรามาเป็นคนที่มีเมตตา มีความช่วยเหลือกัน จะไปเป็นคนที่ไปเบียดเบียนกัน ทำร้ายกันทำไม หากเป็นผู้ประเสริฐ ฉลาดแล้ว ก็จะรู้ทิศทาง จะมาเอาในแนวทางที่ไม่ไปในทางรุนแรง เบียดเบียน สรุปก็คือภาษาอังกฤษ เรียกว่าซาดิสม์ เราไม่เอาความรุนแรง ต้องการความเรียบร้อยที่ถูก สภาพจะรุนแรง ก็ต้องมีผลดี ความรุนแรงนี้ เข้าใจง่ายกว่าความดูดดึง สะสมไว้เรียกว่า ความรัก ความดูด อันนี้แหละมันเนียนในมากเลย ก็ต้องมาพิจารณาเรื่องนี้ แล้วเอาสรุปคือ เรียนรู้ตัวราคะ กับโทสะ โทสะคือตัวทุกข์ร้อนรุนแรง ไม่มีสุข ส่วนความสุขนั่นคือชอบใจ มีรสชาติ อัสสาทะ มีรสชาติพอใจ เราก็เลิกรสที่เราพอใจนี้ ชัดเจนว่า ให้มันลดลง จางคลายลง เบาบางลง จนกระทั่งเข้าใจ แม้มันละเอียด เราจับไม่ติดแล้ว เราก็ไม่ต้องสนใจ เราได้เท่านี้ เอาเท่านี้ก่อน กระทบผัสสะแล้ว อย่าให้มันเกิดความชอบ ที่เราอ่านได้ เราสัมผัสระกำ เราชอบระกำ ได้แตะ ได้สัมผัสระกำ อาการที่เราชอบนั้น ต่อไปมันก็ไม่เหลืออีกเลย จนกระทั่งมันเหลือนิดนึง เหลือนิดนึง ก็ทำให้ไม่มี มันใกล้มากเลย นึดนึงเรียกอาสวะ มันหมดหยาบใหญ่ เหลืออาสวะนิดนึง ก็เอาไว้ก่อน ศึกษาอันอื่นๆอีก มันก็เหลืออีกนิดนึง ศึกษาอันอื่นอีก มันก็เหลืออีกนิดนึง คุณก็จะรู้ว่าอันที่มีอีกนิดนึงนี้ มันก็ใช่ คุณก็จะเชื่อเลยว่า อย่างนี้เอง มันมีของคุณเอง เป็นปัจจัตตัง คุณจึงจะอาศัยเทียบกันได้ อันนี้มันยังมีอยู่นะ อันนี้มันผ่านแล้ว อันนี้มันมีอีกนิดนึง อันนี้มีอีกนิดนึง อันนี้มีอีกนิดนึง เราก็จะรู้ว่า อันนิดนึงนี้ มันชัดเจนอย่างไร แล้วจะให้มันหายไป อย่างไม่มีเลย มันก็จะชัดเจน ความนิดนึง กับไม่มีเลย มันยาก คุณก็จะรู้มันได้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครทำให้คุณได้ แต่ขั้นนั้น ความนิดนึง ที่ไม่มีนี้ มันก็ไม่ยากลำบาก ไม่เป็นพิษภัยแล้ว ขั้นตอนโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีนี้ ขั้นอนาคามีภูมิ จะเหลือนิดนึง อย่าไปกังวลเอาไว้ก่อน จนกระทั่งคุณหมดจากโสดาบัน สกิทาคามี เหลือแต่อนาคามีหยาบ เหลือแต่อนาคานิดๆ ก็มาล้าง เห็นขั้นตอนไหมว่า อะไรควรเอาไว้ก่อน อะไรควรทำก่อน มันเป็นลำดับ ที่ไม่ง่ายเลย สรุปแล้วคุณต้องปฏิบัติ สังวรปธาน 6 ทวารเป็นเรื่องๆ อันๆ จนสามารถประหารกิเลสนั้นได้ เรียกว่าปหานปธาน ได้แล้วเป็นภาวนา คือการเกิดผลได้ผลเป็นอย่างนี้ คุณก็รักษาผลนี้ให้ได้ อย่าให้มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อย่าให้กลับกลอก อย่าให้มันสลาย อย่าให้มันเสื่อม รู้จริงๆว่า สิ่งที่เหลือไว้นิดนึง ก็รักษาไว้ สัมผัสแตะต้อง ไม่อย่างที่แม้รู้ตัว ไม่รู้ตัว มาอย่างหยาบ และละเอียด เราก็อ่านจิตเราได้ว่า เราไม่มี ไม่มีๆ คุณก็ได้คำตอบได้ว่า สูญจากกิเลส ได้อย่างหยาบกลางละเอียด คุณต้องทำอย่างนี้ ได้อย่างนี้ ยิ่งกระทบกระแทก แรงอย่างไร สมาธิก็อยู่ดี ไม่ใช่ว่าไม่มีการกระทบเลย จะบอกว่ามีสมาธิอย่างนั้น ไม่ใช่เลย มันเป็นการหนี ไม่ใช่เหนือ มันเป็นการหนีสิ่งกระทบสัมผัส แต่นี่มันเหนือสิ่งที่กระทบสัมผัสอยู่ แม้กระทบอย่างแรง ทีเผลอ มันก็ไม่เกิด มันก็ไม่มี แม้เราไม่ตั้งใจสู้ ไม่รู้ตัวมันเล่นทีเผลอ ยิ่งเรามีสติรู้ตัว มันก็สู้ได้ มันแข็งแรง เผลอหลายที มันก็ไม่เกิด จนกระทั่งไม่รู้ตัว มาอีกก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเลย นั่นเป็นตัวยืนยันว่าคุณหลุดพ้นแน่ชัด สมบูรณ์แบบ ต้องมีสติตื่น มีปัญญารู้ อย่างครบครัน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอยู่ ในที่ลับ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทิ้งหนีไปเลย มันคนละทิศทางกันเลย เห็นไหม นี่คือสภาวะของจริง ที่เราสัมผัสได้ สัมมัปปธาน มีสังวร ปฏิบัติจนกระทั่งกำจัดกิเลสได้ เรียกว่าป หานปธาน ได้ก็รู้ว่ากำจัดกิเลสได้ เป็นอย่างนี้เป็น ภาวนา แปลว่า การเกิดผล ภาวนาไม่ได้หมายถึงไปท่องบทมนต์ ไม่ใช่ เป็นการปฏิบัติเท่านั้น ได้ผลอยู่ เรียกว่าภาวนา เป็นตัวได้ผล แต่เขาเข้าใจผิด ดีไม่ดีเรียกการปฏิบัติว่า เป็นการภาวนา เข้าใจผิดเพี้ยน มันน่าสงสาร ก็จะวนผิดฝา ผิดตัว จะไปบรรลุได้อย่างไร สรุปว่าหากเราได้ผลเป็นภาวนา แล้วก็ทำซ้ำ เป็นอเสวนาภาวนา ให้เกิดผลเช่นนี้ พหุลีกัมมัง ทำให้มากๆๆๆ ก็จะตกผลึกสั่งสมเป็นสมาธิ สมาธิยิ่งต้องกระทบอยู่กับมัน ไม่ใช่หนีไป อยู่อย่างพิสูจน์เลยว่า มันทนทานได้อย่างไม่มีอะไรจะมาหักล้างความทนทานได้แล้ว อสังหิรัง ไม่มีอะไรหักล้างความทนได้นี่อีกแล้ว มันเป็นสีทนได้ สีที่สุดยอดเลย ไม่ต้องทนมันก็แข็งแรงในตัวมันเองสุดยอด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรในอันเจริญอิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... มี ฉันทะ คือความยินดี มี วิริยะ คือพากเพียรปฏิบัติ มี จิตตะ คือมีใจเท่าไหร่ ก็ทุ่มเททำให้หมด มี วิมังสา คือคัดแต่เนื้อๆที่ได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียร ในอันเจริญ อินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า... อินทรีย์ 5 คือพลังงานของมัน ความแรง ดีกรีของพลังงานจิต มันจะได้พลังงานโลกุตระ โลกียะก็เป็นพลังงาน เราได้พลังงานโลกุตระ ท่านแยกเป็น 5 ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ เรามีแล้ว เราได้สิ่งนี้แล้ว อันนี้ใช่ศรัทธาเลื่อมใส เข้าใจ ต้องอันนี้แหละทำอันนี้แหละ คุณก็มาพากเพียร วิริยะ อันที่ 2 ต้องพากเพียรเอาให้ได้ เขาปฏิบัติกันอย่างไร มีสูตรสำเร็จอย่างไร มีความหมายอย่างไร ก็มาปฏิบัติด้วยวิริยะ ต่อมาก็ สติ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าตัวสติ เป็นตัวที่ 3 ของ 5 เป็นความสำคัญ คุณจะต้องมีศรัทธา มีวิริยะตามมา ก็ต้องมาเอาสติ มีสติแล้ว ก็ต้องทำให้เกิด สมาธิ กับ ปัญญา อีก 2 สมาธิ คือจิตนั้นเป็นผลแล้ว ตกผลึกตั้งมั่น โดยมี ปัญญา คือธาตุที่ฉลาด ฉลาดรู้ แม้แต่ศรัทธาก็ต้องมีปัญญาด้วย ปัญญา คือความฉลาดโลกุตระ ไม่ใช่คนฉลาดแบบโลกียปุถุชน ที่เป็นอย่างเดิม ไม่ใช่ แต่เป็นคนใหม่ มีความฉลาดแบบโลกใหม่ แบบดาวดวงใหม่ ไม่ใช่ความฉลาดแบบดาวดวงเก่า ให้ออกมาสู่ดาวดวงใหม่ได้แล้ว ดาวดวงใหม่ เขาเป็นอย่างนี้เอง มันไม่เหมือนกัน มันต่างกัน ที่โลกนั้นจะเอาอันนี้ เขาเรียกว่าดำ แต่ดาวดวงใหม่นี้ จะออกไปจากดำ แม้แต่เริ่มเทา ก็ต้องออกมาทันที เทาแก่ๆก็ตาม จะไม่ดำแบบหลุมดำเบอร์มิวด้าก็ตาม มันมีพลังที่รู้ทิศทาง แล้วมีพลังทำออกจากที่เก่า ทำได้มาเรื่อยๆ ก็เรียกว่าเป็นอินทรีย์มาตามลำดับ มีพลังงานเพิ่มขึ้น เอาย้อนไปทวนอินทรีย์ ของศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ คือจิตที่ทำได้ผลตกผลึกลง เรียกว่าแข็งแรงตั้งมั่น เรียกว่าฌานขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 เรียกว่า ฌาน 1 2 3 4 ก็คือ ผลของสมาธิที่ทำ ขณะทำเราเรียกว่าฌาน ฌาน เป็นเหตุของสมาธิ ไม่ใช่สมาธิเป็นเหตุของฌาน ไปนั่งหลับตา จะเริ่มต้นด้วยสมาธิ แล้วจิตจะเกิดฌาน มันเป็นคนละทิศทางกันเลยคุณเอ๋ย ไปนั่งสมาธิจนกระทั่งจิตเป็นฌาน ฌานลืมตา มันต้องมีทวารทั้ง 6 ครบ แล้วได้ผล ฌาน คือ ไฟ เป็นพลังงานที่ไปเผากิเลส เรียกว่าฌานที่ 1 2 3 4 อย่างรู้เห็นแจ้ง อย่างลืมตา อย่างมีปัญญา ฌานอยู่ที่ใดปัญญาก็อยู่ที่นั่น ฌานกับปัญญา แยกออกจากกันไม่ได้ คุณจะมีปัญญา ก็ต้องมีพลังงานชำระกิเลส ปัญญา คือธาตุรู้ที่กิเลสลดได้จริง เพราะฉะนั้นฌาน คืออาวุธสลายกิเลส เมื่อคุณทำอาวุธ หรือเครื่องเผา คือฌานสำเร็จ กิเลสก็ถูกเผาลงสำเร็จ เรียกว่าผลของฌาน ตกผลึก ทีละตัวๆ ให้มากเข้า แน่นเข้า เรียกตัวมากเข้าแน่นเข้าของจิต ที่สั่งสมเป็นผลลง เรียกว่าเป็นสมาธิ ส่วน ฌาน คือ ตัวทำ ตัวเผา สมาธิ ก็เป็น ผลของจิตที่สะอาดสั่งสม ลงไปเรื่อยๆ หากทำสมาธิ แล้วไปทำฌาน มันจะได้มรรคผลอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน