610530_สนทนาธรรมยามเช้ากับพ่อครู ณ ธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม เรื่อง วางตัวยึด_.docx
เนื้อหาในไฟล์
610530_สนทนาธรรมยามเช้ากับพ่อครู ณ ธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม เรื่อง วางตัวยึด
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วางตัวยึดทำอย่างไร พ่อครูตื่นมาตอนเช้าที่ ธรรมสถานภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่ สนทนาธรรมกับปัจฉาฯ เรื่อง อานาปานสติ และ การวางตัวยึด ส.ดินไทว่า... คนไปติดใจที่ลมหายใจว่า ให้ดูที่ลมหายใจเข้าหายใจออก คนก็จะไปบังคับลมหายใจ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ ที่จริงไม่ใช่จุดหมายที่พระพุทธเจ้าหมาย ให้รู้ต่างหาก หมายความว่า ต้องมีสติ สัมปชัญญะ ปัญญา แม้แต่นั่งทำลมหายใจ นิ่งสนิทอยู่กับจิต ไม่คิดออกไปนอกทวาร 5 ก็ ต้องตื่นรู้ จะ ต้องมีภายนอก ที่มีลมคือ ต้องกำหนดรู้ลม เพราะว่าภายนอก จะมีดินน้ำไฟลม คุณไม่กำหนดรู้ ดินน้ำไฟ ก็กำหนดลมหายใจ เป็นกาย เพราะมันต้องมีข้างนอกด้วย ถึงเรียกว่า กาย ข้างนอกมีจิต และ มีรูป มีนาม ลมหายใจเป็นรูป หากหลับตา ก็ไม่ทำความรู้สึกรับรู้ทางตา หูก็ไม่รับเสียง จมูกไม่รับกลิ่น ลิ้นไม่รับรส แต่ลมหายใจเราก็ต้องกำหนดรู้อยู่ ไม่เช่นนั้น ก็ขาดจากความเป็นกาย รู้อยู่ โดยรู้แล้ว ก็ต้องมีสัญญากำหนดรู้ คุณจะนั่งนิ่งหลับตา โดยไม่หายใจ ไม่ได้ ก็ต้องรู้ลมหายใจ มันเข้า มันออก มันสั้น มันยาว มันก็มีนัย ลิงค ของสั้น ของยาว ลิงค ของเข้า ของออก เป็นความแตกต่างกัน ให้รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส นั่นแหละ แต่ทีนี้ คนไม่รู้เรื่อง ก็ไปเล่นลมเบา ลมหนัก ลมเข้า ลมออก ลมขึ้น ลมลง ลมบน ลมล่าง หนักเข้าก็เป็นลมที่เป็น มโนมยอัตตา ไป มันเลยเถิดไป ปั้นมโนมยอัตตา เป็นลมไป ลมเบื้องบน เบื้องล่าง ลมไปซ้าย ไปขวา อะไรของเขา ให้มี สติปัญญา รู้ความจริงตามความเป็นจริง ทีนี้ก็อ่านซ้อนเวทนา คือรูปที่กำหนดรู้ ไม่สิ้นความเป็นกาย เพราะว่าต้องมีข้างนอก แล้วข้างในต้อง อ่านกาย อ่านเวทนา อ่านอารมณ์ตนเองด้วย ว่า เวทนา
อ่านต่อ
อะไร สุข ทุกข์ มีจิต มีอกุศลจิตประกอบ ในสุข ในทุกข์ แล้วก็จัดการ จัดการที่เวทนา เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ก็จัดการที่เวทนานี่ ให้มันเป็นหนึ่ง เวทนาเก๊ กับ เวทนาแท้ อันนี้ก็ไม่มีใครพูดกันนะ เวทนา 2 เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ทำให้เป็นหนึ่ง หยั่งลงเป็นหนึ่ง ให้สำเร็จ คืออะไร ต้องรู้ว่า ไอ้นั่นมันเป็นตัวเก๊ มันไม่มีตัวตน มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ สุข คุณมีเวทนา มีอาการสุข อาการทุกข์อยู่ ก็คือ อาการเก๊ทั้งนั้น รู้แต่ความจริงตามควมเป็นจริง ส.เดินดินว่า... พวกสายพม่า ก็เรียนรู้ เน้นเวทนาเหมือนกัน แต่เขาเน้นที่เวลานั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วมันปวดแข้ง ปวดขา ก็ให้ลดตัวนี้ พ่อครูว่า... ไอ้นั่น ไปวุ่นวายอะไรกับร่างกาย ปวดขา ก็ขยับมัน กล้ามเนื้อไม่สมดุล ก็ขยับ แค่นั้นเอง ไม่ต้องไปจัดการอะไรกับมันเลย เวทนามันไมใช่กล้ามเนื้อ มันพลาด มันไม่เข้าใจเลยว่า ต้องจัดการให้มันเหลือแต่ เวทนาแท้ ส.แสนดินว่า... เขาไปจัดการดับเวทนาแท้เสียอีก พ่อครูว่า... มันปวดขา เหตุมันมาจาก ไม่ใช่ใจ เหตุเพราะนั่งทับมันนาน เลือดลมไม่เคลื่อน ก็ขยับมันหน่อย ก็หาย ไม่หายก็แสดงว่ากล้ามเนื้อคุณไม่ปกติ ก็นวดมันหน่อย ส.แสนดินว่า... เขาว่าไม่เก่งครับ ต้องนั่งจนมันดับความรู้สึกปวดขาได้เลยครับ พ่อครูว่า... มันก็เลยเถิดไปอย่างนั้น ไปกันใหญ่เลย มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เหตุปัจจุใหญ่ ของการปฏิบัติเลย เวทนาก็เรียนรู้สามัญ ลืมตา มีสัมผัสเป็นปัจจัย เวทนา 108 ต้อง มีสัมผัสเป็นปัจจัย เรียนรู้ มโนปวิจาร 16 ก็สำคัญที่ มโนปวิจาร 16 ก็มีทวาร 6 สัมผัสแล้ว เกิดทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข ทางทวาร 6 เป็น 18 หากคุณอ่านเวทนา คุณเป็นโลกีย์ เป็นเคหสิตะก็ต้องอ่านมัน ทำกิเลสให้ออก ให้เป็นเนกขัมมะ ต้องอ่านตรงนี้ให้ออก หากไม่เข้าใจจุดเป้าหมาย ตรงนี้แหละ ที่มันยุ่ง นอกนั้นเป็นองค์ประกอบ เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา เวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 สุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส อุเบกขา ก็อ่านว่ามันมีลักษณะอย่างไร ดีกรีอย่างไร ทำให้อยู่ในฐานอุเบกขาไว้ แล้วก็มา เวทนา 6 เวทนาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีสุข มีทุกข์ น้ำหนักมัน โสมนัส โทมนัส หรืออุเบกขา คุณก็จัดการสิ เนกขัมมะ คุณต้องรู้รายละเอียดพวกนี้แล้ว เหตุมันมาอย่างไร สัมผัสแล้วมัน สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เหตุมันมาอย่างไร ได้มาก จางคลายจากสุข มาเป็นโสมนัส ทุกข์มาเป็นโทมนัส จนกระทั่งมันเป็นอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่โทมนัส ไม่โสมนัส กลางๆ คุณก็จัดการทำ ทำให้อาการ ของคุณ ซึ่งมันเป็นนามธรรมทั้งนั้น มันจะทำได้ เพราะว่ามัน ไม่ยึดไม่ถือ มันปล่อย มันวาง มันเป็นของมัน แล้วสิ่งเหล่านี้ หากเราไปยึดมันปั๊บ มันก็เป็น พอมันไม่ยึด ไอ้คำว่าไม่ยึด มันเป็นภาษาไทย อุปาทาน ไม่ยึดแล้ว คุณวาง มุลจิตตุ ภาษาบาลี มาเป็นภาษาไทยก็คือ คำว่า ยึด กับคำว่า วาง คุณจะวาง เพราะว่าคุณไปยึดว่ามันเป็นจริงอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้ที่ว่า วางไอ้ตัวยึดนี้ คุณไปมี มีเวทนาเก๊ แล้วคุณก็ถือว่า เวทนาเก๊นี้ เป็นของแท้ ของเที่ยง ของนิจจัง คุณก็บอกว่า มันไม่ใช่ มันไม่ใช่นิจจัง พอคุณเกิดปัญญา เข้าใจว่า เออมันไม่นิจจัง มันไม่ใช่ของจริง มันอนัตตา มันเป็นตัวทุกข์ ตัวเหตุแห่งทุกข์ด้วยซ้ำ ไปหลงว่าสุขมันก็ทุกข์ เป็นอารมณ์สุข มันก็ทุกข์แหละ แต่คุณเองไปสมมุติมันขึ้นมาว่า เป็นอาการพอใจ คือสุข หากเป็นอาการไม่พอใจ ก็คือทุกข์ เป็นภาษาไทย คุณพอใจ มันก็สุข ไม่พอใจ มันก็ทุกข์ ไอ้นี่แหละ สุขๆทุกข์ๆ มันเป็นอาการเก๊ พอคุณนึกว่า เออมันไม่ใช่ของจริงหรอก อ๋อมันไม่จริงเหรอ มันเบาลง อ้าวเห็น วิราคานุปัสสี อ๋อเหรอ มันไม่จริงเหรอ อ้าวไม่จริงเว้ย ลดลงไปจริง หายไปเลย นี่ นิโรธานุปัสสี ตัวรู้ ธาตุรู้ มันซ้อนอยู่ในนี้ มันก็มีพลังงานที่รู้นั่นแหละ ว่ามันโง่ มันรู้นี่แหละว่า มันไม่มีจริง คุณก็ทำรู้นี่ ให้มันชำนาญ รู้นี่ให้มันมีประสิทธิภาพ ว่าแท้ๆ มันไม่จริง แล้วมันจริง มันก็มี เมื่อรู้ชัดเจนว่า มันไม่จริง ก็ไม่มี รู้ชัดเจน ก็ไม่มี มันก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่คุณปฏิบัติจริง ก็จะเห็นของจริง พวกนี้ว่า ใช่ ถ้าเราเห็นความจริง เข้าใจชัดๆอย่างนี้ มันก็หายไปเนอะ ก็เข้าใจ ก็ต้องทำ ก็ต้องฝึกเอา ฝึกได้จะรู้ว่า อ๋อ อย่างนี้เอง ปฏิบัติธรรม ทำเวทนาในเวทนา เนกขัมมะ 18 คืออย่างนี้เอง จบแล้ว