สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน ต้องศึกษาอาหาร 4 จึงทำจิตให้เป็นอุตุได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน ต้องศึกษาอาหาร 4 จึงทำจิตให้เป็นอุตุได้ พ่อครูว่า...จะอธิบายปุตตมังสสูตร กินอาหารนี่จะเกิดกิเลสกาม เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักกาม แล้วต้องมีอาหารนี้ โภชเนมัตตัญญุตานี่แหละ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติให้เกิดกาม มาให้เราได้ศึกษาฝึกฝนแล้วเนกขัมมะ แล้วออกจากกาม ต้องปฏิบัติออกจากกาม นี่สรุปในสูตรนี้ คุณจะต้องกินอาหารเลี้ยงชีวิต เพราะฉะนั้นในอาหารที่คุณกินนี่แหละ คุณจะต้องสำคัญมั่นหมายทุกคำข้าวทุกครั้งที่กินอาหาร เพื่อเรียนรู้ กามฉันทะ คุณยินดีในอาหาร ยินดีในสิ่งที่เอาไปเคี้ยวกลืนกิน เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่เข้าใจ ไม่สำคัญในจุดนี้ ไม่ชัดเจนในจุดนี้ อาหารคือคำข้าว แล้วก็ต้องศึกษากาม เบญจกามคุณ หรือกามคุณ 5 เพราะฉะนั้นคนที่ไปนั่งหลับตา ทุกคนก็ต้องกินอาหาร แล้วจะต้องมาปฏิบัติในการกินอาหาร ไม่ใช่ปฏิบัตินั่งหลับตา นั่งหลับตาไม่ใช่ศาสนาพุทธ พูดอีกกี่ปีเขาถึงจะรู้เรื่อง กินอาหารนี่แหละถึงจะมีการให้คุณปฏิบัติ แล้วไปนั่งหลับตา ปิดทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่ได้ปฏิบัติ คุณอยู่นอกศาสนา ไม่ได้เดินอยู่ในรอบรั้วศาสนาพุทธนะ เดินอยู่คนละฟากฟ้า ห่างไกลจากวิเวกไกลแสนไกล หลับตา อาตมาไม่ได้ขี้ตู่หาเรื่อง พูดสัจจะให้ฟัง จะมีผู้ปฏิบัติการหลับตามาฟังอาตมาสักครึ่งคนไหมนี่ สู่แดนธรรมว่า...เพื่อนผมว่าเขาไม่ศรัทธาพ่อท่านแล้ว ตอนแรกเขาก็ว่าจะมาศึกษา แต่เมื่อพ่อท่านโจมตีอาจารย์เขา เขาก็ไม่มา แต่เขาก็ทึ่งผลงานที่พ่อท่านสร้าง ทำสังคมแบบนี้ได้ พ่อครูว่า...มีอัตตามานะถือดีถือตัว หลงอาจารย์ผิด เป็นธรรมดา สู่แดนธรรมว่า...เขาพยากรณ์ว่า หากสิ้นพ่อท่านแล้วก็เป็นวัดร้าง พ่อครูว่า..อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไม่ร้างหรอก จะนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน)
อ่านต่อ
อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทุกวันนี้มีไม่รู้กี่ชุมชนชาวอโศกที่อาตมาไม่เคยไปเลยใน 40-50 ปีมานี้ เขาก็ยังอยู่ก็ยังศึกษาอยู่ แค่นี้ก็ยืนยันแล้วว่ามันไม่มีทางที่จะล้ม อาตมาตายไปก็มีบันทึกภาพเสียงรีรันอีกเยอะแยะ ทำไมจะไม่อยู่ อยู่ นี่สัมมาทิฏฐินะ ไม่สัมมาทิฏฐิอย่างสายมหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังสืบทอดกันอยู่เลย แต่นี่สัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า...เขาเดินทางไกลกันดาร ลึกๆเขาก็จะไปสู่นิพพานอันเจริญสูงสุด แต่ชาวศาสนิกชนทั่วไปหรือแม้แต่ผู้ศึกษาศาสนา ก็ว่าจะไปนิพพานแต่เขาไม่สัมมาทิฏฐิ ก็วกวนไม่ไปถูกทาง เขาเดินนั่นแหละเขาตั้งใจเดินทางไป มีอาหารไปด้วย ไปแล้วอาหารหมด เดินวนในทางไกลกันดาร อาหารหมด ผัวเมียสองคนก็คิดกัน จะไปจับสัตว์มากินก็ทำไม่ได้ ก็เลยต้องกิน ไม่กินก็ตาย แล้วก็ฆ่าลูกกิน เป็นความเห็นแก่ตัว มีชีวิตเพื่อเดินทางต่อไป ทั้งโง่และชั่ว เห็นแก่ตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เขาปฏิบัติแบบหลับตา ก็ปิดประตูเรียนรู้กามคุณ 5 อย่างมหาบัวกินหมากติดหมากเต็มที่แต่ไม่รู้เรื่องกามคุณ 5 ไม่รู้ว่าตัวฉันทะ ยินดี ติดหนัก มันไม่ใช่อาหารไม่ใช่ยา แต่กินไม่ขาดปาก ไปไหนๆ ลืมอะไรก็ได้แต่อย่าลืมหมาก เป็นอุปาทานหนักแน่นเลย ต้องขอบคุณมหาบัวที่ได้เป็นตัวอย่าง เขาจะไม่สามารถปฏิบัติเนกขัมมะได้เลย เพราะเขาไม่มีผัสสาหาร มีแต่หลับตาเข้าไปสู่ข้างใน ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีผัสสาหาร เขาหลับตาไกลจากวิเวก ยิ่งเหมือนกับโคลอกหนังออกหมด ทุกข์เจียนตาย ทุกข์ทุกวินาทีที่มีลมต้องกาย มีแมลงมาตอม ก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้ทุกข์ เดินเข้าหาหลุมถ่านเพลิงเหมือนข้อที่ 3 มีบุรุษดึงให้ลงหลุมถ่านเพลิง เขาว่าจะวิ่งไปสวรรค์แต่วิ่งลงนรก อันที่สามเขาไม่มีสิทธิ์รู้จักเจตนา ถ้าไม่มี นาม 5 หากคุณไม่สามารถมีเจตนาให้ศึกษา เจตนามีกามตัณหา ก็ต้องเรียนรู้กามตัณหา ล้างกามตัณหาหมดก็เหลือวิภวตัณหา สู่แดนธรรมว่า..สมัยผมบวช ก็อยากได้นิพพาน อาจารย์ก็สอนว่าอย่าไปอยาก จริงๆแล้วควรกำหนดรู้ความอยาก พ่อครูว่า..กำหนดรู้ว่าเรามีกิเลสกามก็ทำกามให้หมดก็เหนือกาม ไม่ได้ปิดตา แต่สัมผัสแต่จิตอยู่เหนือกาม เหลือแต่ภายในรูปภพอรูปภพ ก็ล้างรูปภพ ก็เหลืออรูป ก็ล้างอีก ก็หมด ภพ 3ภพ มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ เรียกภาษาว่า วิภวภพ ภพที่ไม่มีภพ หรือ หมดกามตัณหา ภวตัณหา มีแต่วิภวตัณหา อาตมาก็เห็นใจพวกที่สอนกันโดยไม่มีสภาวะ พอพยัญชนะก็เมา เขาว่าวิภวตัณหามันมีตัณหาได้อย่างไร กาม ภว ก็ไม่สงสัย แต่ไม่มีภพแล้วมีตัณหาได้อย่างไร เหมือนกับอธิบายอภิสังขาร 3 ไม่ออก ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญ คือ อาวุธ เครื่องมือฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสหมดก็ไม่ต้องใช้เครื่องมือนี้แล้วก็เป็น อปุญญาภิสังขาร แต่เขาก็แปลว่า ไม่มีบุญ เป็น สังขารเป็นบาป คุณปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่บรรลุ หากเข้าใจบุญเป็นมิจฉาทิฏฐิ โมฆะจากศาสนาพุทธไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลย บุญเกิดได้เพราะคุณมีฌาน ฌานเป็นพลังงานไฟ พลังงานอุณหธาตุ พลังงานทำลายไฟ ราคะโทสะโมหะ ซึ่งก็เป็นของร้อน ฌานก็เป็นของร้อนยิ่งกว่า ทำลายราคะ โทสะ โมหะได้ ทำลายได้ก็เป็นบุญ บุญเป็นตัวจบของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ หมดแล้วก็ อปุญญาภิสังขาร จากนั้นก็ยังต้องปรุงแต่งมีกรรมกิริยาทำงานอยู่ก็ทำงานสั่งสมเป็นความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นอเนญชาภิสังขาร มีคุณสมบัติ เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่มากยิ่งขึ้น ฟังแล้วปฏิบัติตามได้อย่างนี้จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้พูดเล่น เข้าใจให้สัมมาทิฏฐิ ผู้ที่สามารถเข้าใจสัจธรรม เป็นผู้ที่รู้รายละเอียดพวกนี้แล้ว โดยเฉพาะ รู้ในวิญญาณ วิญญาณาหาร วิญญาณนี้คือ องค์ประกอบรวมทั้งหมด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือกาย คือนามรูป นามรูป คือกาย กายคือนามรูป และ สำคัญที่นามแต่ไม่ขาดรูป กายเป็นภาวะ 2 อย่าง มีภายนอกกับภายในไม่ขาดกัน ผู้ใดเข้าใจคำว่ากายไม่ได้ โดยไปเรียนศาสนาพุทธผู้ที่มาบวชมาศึกษาแล้ว พระพุทธเจ้ามีพระวินัยข้อต้นให้พระอุปัชฌาย์ต้องสอนพระบวชใหม่ให้แยกกายแยกจิตให้ได้ ถ้าหากแยกกายแยกจิตยังไม่สัมมาทิฏฐิ ก็อย่ามาบวชเลย บวชก็โมฆะ ท่านก็ให้พิจารณาวัตถุ คือผมขนเล็บฟันหนัง ผม ก็แยกได้ เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย เมื่อใดเป็นจิต เมื่อใดเป็นพีชธาตุ พีชธาตุ เป็นชีวะที่ฐานนิพพาน ฐานอาศัย ฐานสำคัญ คือจิตที่ ไม่มีบาปไม่มีบุญ อปุญญาภิสังขารแล้วมีแต่อเนญชา หมดบาปหมดบุญแล้วฆ่ากิเลสหมดแล้วบาปหมดแล้ว พีชธาตุ จึงไม่มีบาปไม่มีบุญมีแต่กุศล กุศลเป็นโลกียะ ยังไม่ใช่โลกุตระ บาปบุญเป็นโลกุตระเมื่อสำเร็จแล้วบาปบุญก็หาย โลกุตระแล้วสมบูรณ์แบบแล้วเป็น ปุญญปาปริกขีโณ เพราะฉะนั้น อันท้าย วิญญาณาหาร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าคุณจะต้องรู้นามรูป แยกรูปแยกนามหรือแยกกายแยกจิตได้
การทำจิตให้เป็นอุตุธาตุ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ หากเป็นมหาภูตรูปก็เป็นอุตุ จะมีรูป 28 ให้ศึกษา แยกรูป แยกนาม อุตุนิยาม คือ ธาตุที่มันเลิกที่จะมารวมตัวเป็นชีวะแล้ว ในขณะเป็นๆทำให้เกิดสภาพอุตุธาตุในสังขารของเรา ในจิตเราที่ปรุงแต่ง แล้วจะปรุงแต่งสิ่งนี้โดยเด็ดขาดเลยว่า มันปรุงแต่งอย่างไรให้เป็นอุตุ ได้ไหม? ได้ ยืนยันได้ อย่างอาตมานี่ขอยกตัวอย่าง ในชีวิตมีอบาย รูปธรรมเลย เล่นไพ่ เล่นบิลเลียด กินเหล้า อาตมาว่าอาตมาลิงลมอมข้าวพอง ไปเล่นกับเขาตามประสาโลก พยายามฝึกอย่างไงๆ ปรุงแต่งอย่างไรสุดท้ายไม่ขึ้น ตายอย่างสนิท โลกเลวๆ ตายอย่างสนิท อาตมาทำอย่างไรก็ตาย นี่คือเป็นอุตุไปหมดแล้ว ตั้งแต่ชาติก่อนๆ มาชาตินี้ไม่รู้ไปปลุกอย่างไรมันก็ไม่ขึ้น เอาชีวะไปใส่ให้มันมันก็ไม่ขึ้น คุณมีไหม หลายอย่างที่โลกเขาไปติดยึดแต่คุณไม่ คุณไม่ติดยึดด้วย พ่อครูไอ ตัดออกด้วย สมณะฟ้าไทว่า... พ่อครูว่า…คุณต้องเข้าใจให้ได้ทำได้แม้แต่ตอนเป็นๆ สังขารที่ปรุงแต่งมันไม่มีชีวิตชีวา มันจืดสนิท เหมือนกับผู้ชายเห็นลิปสติกแล้วจืดสนิทเลย สำหรับผู้ชาย ยกเว้นผู้ชายที่มีนิสัยกะเทยนะ แต่ผู้ชายจริงๆนั้นจืดสนิท สู่แดนธรรมว่า...ญาติธรรมเราหรือผมเองก็ตาม ยังมีบางสิ่งที่ไม่ทำให้เป็นอุตุยังหล่อเลี้ยงให้เป็นพืชที่ปลายเล็บ เหมือนสังโยชน์ข้อที่ 3 สีลัพตปรามาส พ่อครูว่า..เล็บที่ยาวออกจากประสาทเนื้อแล้วก็ตัดออกได้เป็นพีชะ ไม่ใช่กาย กายต้องมีจิต แต่นี่ไม่มีจิตแล้ว กายขาดจิตไม่ได้ ต้องมีธาตุรู้ร่วมกันเสมอ ศาสนาพุทธทุกวันนี้เข้าใจว่า กายคือวัตถุ คือร่าง ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่จิต เวลาพิจารณา กายวิเวกเขาก็ไปทำให้ ร่างกายหยุดเคลื่อนไหว หรือเอากายออกไปป่าเขาถ้ำ ป่าช้าป่าชัฏ ในคุหัฏฐกสูตร ซึ่งมันผิดทางไปเลยโมฆะไปเลยมันไม่ถูก นี่คือการเข้าใจคำว่ากายก็ไม่ได้ ผิดมิจฉาทิฏฐิไปแล้ว จะปฏิบัติโพธิปักขิยธรรมข้อต่อไป ก็ไม่ถูก เขาหลบเข้าป่าเขาถ้ำ กายก็ต้องมีกามฉันทะกามคุณ5 เขาก็ไม่รู้เลยเป็นโมฆะตั้งแต่ข้อที่ 1 ข้อต่อไปที่จะมีสัมผัสจะไปได้อย่างไร เขาไม่เอาเขาไปนั่งหลับตาปฏิบัติ เจตนาไม่ให้เกิด นี่คือความล้มเหลวของศาสนาพุทธทุกวันนี้ ก็เตือนสติ สายหลับตาฟังอาตมาบ้าง สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา8 ข้อที่ 1 ต้องไปพบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ยุคนี้เปิดเผย มาฟังอาตมา 2. มานั่งใกล้สอบถามแล้วจะได้ปัญญาชัดเจนสูงขึ้น แต่นี่ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ คุณก็เป็นโมฆบุรุษ เกิดมายุคนี้ไม่เห็นสัตบุรุษ ที่เป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เหมือนกามนิตตามหาพระพุทธเจ้า ส.ฟ้าไท สรุปจบ630216_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ต้องศึกษาอาหาร 4 จึงทำจิตให้เป็นอุตุได้