570411_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๘ โดยพ่อครู เรื่อง สัจจะที่ปรากฏ ตอนที่ ๕ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570411 ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 38 โดยพ่อครู เรื่อง สัจจะที่ปรากฏ ตอนที่ 5
วันนี้ วันรองสุดท้ายของงานแล้ว วันนี้ วันศุกร์ที่ 11 เม.ย. 57 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย ณ เวทีผ่านฟ้าฯ เป็นวันที่ 6 ของงานปลุกเสกฯ ครั้งที่่ 38 เป็นวันชุมนุมที่ 251 วันของกปท. และ 248 วันของ กทธ. เสร็จงานหลายคนก็คงกลับบ้าน หลายคนก็อาจอยู่ต่อ ปลุกเสกฯ ไปแล้วเกิดศรัทธา เป็นความรู้ เชื่อ เข้าใจ ก็อยู่ต่อ กับพวกเรา คนที่อยู่กับพวกเรา พวกเราเป็นมิตรดี กัลยาณมิตโต พวกเราเป็นพวกมีศีล คนที่อยู่จะมีศีลไปด้วย มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ไปด้วย หรือจะขยายเป็น มีหิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ ซึ่งเป็นความรู้ความจริงด้วย ไม่ใช่แค่รู้ ความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนมีทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุตินั้นหากติดยึดอยากได้ ก็สั่งสมแต่อัตตา ด้วยความไม่รู้ กาม รูป อรูป ก็เป็นอัตตา นี่คือภพหรือภูมิ 3 ไม่เรียนรู้ภพ ก็ไม่ได้ส ิ่ งที่ควรได้ มิตรดี สหายดี สังคมส ิ่ งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ จะพาไปสู่เทวธรรม 7 ถ้าฟังเอาแต่ภาษาจำได้ สุ จิ ปุ ลิ ได้แค่นั้น เรียนกันทุกวันนี้แค่นี้ ไม่ได้ปฏิบัติ การเรียนแค่ สุ จิ ปุ ลิ ก็แค่จดจำในสมอง หรือจดไว้ในสมุด ไม่ได้ปฏิบัติจนถึงผล เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ถึงผล จึงเป็นการได้ พหูสูตร หรือพาหุสัจจะ เราเชื่อถือ (ศรัทธา) แล้วก็เชื่อฟัง( สั ทธินทรีย์) มีผลขึ้นมาก็เป็นพลังจิต มีสภาวะเป็นอินทรีย์ เป็นพละ เกิดศัทธาพละ เป็นผลสำเร็จ ในศรัทธาเหล่านี้ต้องประกอบด้วยศีล หากศรัทธาไม่มีศีล ศรัทธานั้นไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ถ้าเรายังไม่ทำคุณอันสมควรก่อน ไปพร่ำสอนคนอื่นจักไม่มัวหมอง ศาสนา ธรรมะ ชีวิต ผู้ฟังผู้รับก็ไม่มัวหมอง ไม่เพี้ยนไม่เสียหาย เพราะปฏิบัติไม่สมบูรณ์ตามพระพุทธเจ้าสอนก็เลย
อ่านต่อ
ไม่บริบูรณ์ ผู้ที่แต่ละวันๆ สามารถได้รับอาหาร จากมิตร ผู้ใกล้ชิด สัมผัส รับ ฟัง เจตนาสอนโดยตรงก็เป็นการถ่ายทอดจากการมีมิตรดี ที่อยู่ร่วมกัน ซึมซับไหลเข้าหากัน โดยเราไม่รู้ตัวง่ายๆ อยู่ร่วมกันนี่แหละเป็นประโยชน์มาก มิตรดี สหายดี สังคมส ิ่ งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เราอยู่กับหมู่โจรก็เป็นโจร มันไหลเข้าไปในตัวโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราอยู่กับมิตรดีที่มีจริงๆ มีเนื้อยาแท้เข้มข้นก็กระจายโดย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นรังสี ราศี นำพาทำ ลากจูงกันทำ ทุบหัวกันทำ ก็ได้ ถ้ามีส ิ่ งจริงให้เรา บางคนมีพ่อแม่ที่ดุ ก็เจตนาทำให้เราอย่างดี ก็น้อมรับกันให้ดีอย่ารังเกียจ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องศรัทธา ความเลื่อมใสอันบริบูรณ์รอบ อย่างการสอนธรรมะนั้นหากไม่มีธรรมะแล้วไปสอนคนอื่นก็จะเพี้ยนไป ก็จะมัวหมองได้ เราได้แล้วเราก็สอน สอนก็เพราะเราได้แล้วก็สอน สอนไปหาหมู่กลุ่มบริษัท เป็นการเผยแพร่เป็นการไม่เห็นแก่ตัว จะแข็งแรงแกล้วกล้า กับหมู่บริษัท อาจหาญ จะแสดงอย่างดีเปิดเผย ถูกต้อง จะทรงวินัย ไม่อย่างนั้นจะประมาท ถ้าทรงวินัยจะสังวร ยิ่งอยู่กับหมู่ใหญ่ต้องสังวรดีๆ ไม่อย่างนั้นพาเสีย คนที่ควรนอบน้อมคารวะก็อีกอย่าง แต่ถ้าคนที่ต ่ำ กว่าเราก็แสดงธรรมอย่างไม่ระวังไม่อ่อนน้อมเท่าไหร่ก็ได้ เป็นผู้ที่ยอมรับนับถือแล้ว ก็แสดงง่ายๆ ข่มๆ ได้ แต่ถ้าผู้ที่ยังไม่ยอมรับนับถือก็ไปเบ่งไปข่มไม่ได้ วินัยเหล่านี้ต้องระมัดระวัง จากนั้นเป็นของได้ของตนเอง เป็นคุณธรรมของตนเอง เรายินดีในป่าหรือความสงบในตนได้ไหม แม้เรายินดีในป่าในความสงบ แต่เราก็ต้องไปช่วยคนที่เดือดร้อนในกรุง เราก็ต้องมีจิตที่แข็งแรง มีอุเบกขา มีสังขารุเปกขาญาณ ก็ช่วยเขาได้ หากเราไม่มีญาณก็ไปช่วยเขาไม่ได้ ต้องมีจิตอุเบกขา 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2 . ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 . มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) เป็นจิตระดับวิการรูป ที่เราต้องรู้ มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา มีคุณสมบัติ ไวทั้งปัญญาและเจโต อนุโลมปฏิโลมกับโลกเก่ง ก็จะทำงานกับโลกเก่ง 4 . กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) มีกายกัมมัญญตา จัดองค์ประกอบได้อย่างดี เป็นองค์ประกอบศิลป์ เป็นกาโย จัดได้ดี จึงเป็นผู้ทำกายกัมมัญญตา ทำกรรมด้วยจิตเป็นอัญญา ได้เหมาะสมดีงาม 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690 )
ผู้ศึกษาฝึกฝน อุเบกขาจะมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นๆ สมบูรณ์ในตัวและเจริญในตัว แข็งแรงดีขึ้นๆ พัฒนาได้ มาดูกันที่สุริยเปยยาลต่อ [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .
ต้องพยายามทำ 7 ข้อนี้ให้ดี จึงทำมรรคองค์ 8 ได้สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งสำคัญมาก มิตรไม่ดีก็ไม่พามีศีลได้อย่างสัมมาทิฏฐิ ทำได้แต่ สีลพตุปาทาน ทำได้แค่อุปาทาน ทำตามๆ กันไป ไม่ถึงแม้ ศีลพตปรามาส ด้วย ไม่รู้สังโยชน์แม้สักกายะก็ไม่รู้ ศีลก็ต้องเข้าใจในอานิสงส์ 10 อย่างของศีล การปฏิบัติศีลก็จะเกิด อวิปฏิสาร คือความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อย่างคนชั่วเขาวางแผนจะยืมเงิน สองล้านๆ วางแผนไว้มากมายว่าจะได้อะไรๆ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ก็ดิ้นรน พระสยามเทวาธิราชมีทำไม่ให้ผ่าน เขาจะวิปฏิสาร คือเดือดเนื้อร้อนใจ จิตคิดชั่วจะหาทางแก้แค้นจัดการคนขวาง แต่ถ้าใจไม่อยากได้ก็ไม่วิปฏิสาร แต่คนอวิชชาจะไม่รู้ตัว คนมีวิชชาจะรู้ตัว คนมีเจตนาดี หากต้องได้เงินสองล้านๆจะเอามาบริหารประเทศ ก็ถึงเวลาวาระก็ได้ แต่เจตนาไม่ดีผู้รู้เขาก็เห็น ก็ไม่ให้ผ่าน แต่เขาก็จองเวรจองกรรม อาฆาตมาดร้าย เกิด อุปกิเลส 16 1 . อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2 . พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3 . โกธะ (โกรธ) 4 . อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5 . มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6 . ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7 . อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8 . มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9 . มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10 . สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11 . ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12 . สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13 . มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14 . อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15 . มทะ (มัวเมา) 16 . ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93 )
ถ้าเกิดประมาทนี่แย่เลย เราต้องไม่ประมาท แต่ถ้าประมาทก็จะมีอุปกิเลสไล่เรียงไปหมดเลย ประมาทคือคุณไม่สังวรในอินทรีย์ 6 ที่เป็นตัวปฏิบัติ หากไม่มีสติ จะสังวรได้อย่างไรตาม ตัณหาสูตร 1 . การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2 . การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3 . ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4 . การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5 . ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6 . การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7 . ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8 . นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9 . อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62 )
อยู่ที่ไหนให้มี สัปปายะ 4 อย่างอาหาร 4 นี่เป็นสิ่งที่มีอยู่ที่นี่ก็มี 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) .. 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) .. (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241 - 244 ) มีการคบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม มีการทำใจในใจโดยแยบคาย ก็จะมีสติสัมปชัญญะและจะมีการสำรวมอินทรีย์ นำไปสู่ การมีสุจริตกรรม 3 และมีโพชฌงค์ ที่เป็นอาหารของวิชชาได้ จะอ่านแยกแยะเวทนา 108 ได้อย่างไรหากไม่เจอผู้รู้ที่ให้สัมมาทิฏฐิคุณได้ 1 . สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักฟังบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . 2 . สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3 . โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . 4 . ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248 ) เมื่อมีวุฒิ 4 ก็จะมี จักร 4 1 . ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม) . 2 . สัปปุริสูปัสสยะ (การคบหาสัตบุรุษ) . 3 . อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบธรรม) คนอื่นก็ช่วยประคองเราด้วย พวกเราก็ไปได้ พวกเราก็ตั้งตนไว้ชอบ หมู่ก็ช่วยหากเซก็ช่วยประคอง หกล้มก็จับลุก หมู่ก็ดี เราก็ต้องพยายามตั้งตนไว้ให้ดี ตั้งกรรม 3 ให้ทำดี เป็นประโยชน์จากมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี 4 . ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศั ย) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 31 ) เราจะรู้จัก อาหาร 4 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) เราต้องมีวิภวตัณหา คือตัณหาเพื่อลด กามภพและภวภพ เรียนรู้กามภูมิ 5 และมีใจเป็นภูมิที่ 6 เราต้องกำหนดเจตนา เรากำหนดวิภวตัณหา 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) รู้จิตในจิต เป็นเจโตปริยญาณ (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241 - 244 ) . คุณทำออกมีเนกขัมมะ แม้กดข่มบ้างก็ทำ ทำตามปหาน 5 เมื่อกดข่มพอสมควรก็มารู้ อย่าไปดับไม่ให้รับรู้แล้ว หรือรู้นิ่งเฉย ไม่ได้ วิธีลัดไม่ได้ ไม่มีสัมโพชฌงค์เลย เมื่อเราตั้งตนไว้ชอบในธรรมแล้ว เราก็จะเกิดการสั่งสมบุญ เป็นปุพเพกตปุญญตา เกิดผล ชำระกิเลส เป็นสัจจะ เป็น กิจจะ เป็น กต เป็นสัจจญาณ กระทำเป็นกิจญาณ ทำเสร็จแล้วเป็นกตญาณ ได้ผลสั่งสมเป็นของเก่า คุณก็ได้สั่งสมบุญ เป็นผลวิบากเราไปเรื่อยๆ เพราะตั้งตนไว้ชอบ เพราะคุณมีมิตรดี สหายดี คบสัตบุรุษในถิ่นที่พร้อมก็จะเกิดจักรกลของธรรมจักร เจริญเรียบร้อย ได้ผลจนสำเร็จ อาศัยเกิดแล้วละเสีย 4 1 .กายนี้เกิดขึ้นด้วยอาหาร 4 2 .กายนี้เกิดด้วยตัณหา (ความดิ้นรนปรารถนา) 3 .กายนี้เกิดด้วยมานะ(ความถือดี) อาศัยมานะแล้ว พึงละมานะเสีย 4 . กายนี้เกิดด้วยเมถุน ควรละเมถุนเสีย การละเมถุนเรียกว่า เสตุฆาต (การฆ่ากิเลสด้วยอาริยมรรค) แม้เป็นอนาคามีก็ต้องมีการปฏิบัติอยู่ในมรรคองค์ 8 รู้จักการทำ สังกัปปะ 7 และทำโดยมีสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นอนาสวะ 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) . 2 . ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3 . ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) . . มีพลังงาน static แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) . . 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น . 6 . องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 258 ) รู้จักธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือทำออกได้ มีตั้งแต่วิตก วิจาร แจกแจงแยกได้ อันนี้เป็นเวทนาในเวทนา แจกเวทนาไปได้ เวทนา 108 เรารู้ว่ามันมีกิเลสมาเป็นแขกจร เป็นอาคันตุกะ มาจากถิ่นอื่นไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นตัวอื่นมาอาศัยยึดพื้นที่จิตเรา มาเป็นเจ้าของด้วยนะ เราต้องชิงพื้นที่จิตใจคืนมา มันไม่ใช่ตัวเรา เห็นจริงๆ คุณจะไม่ยึดว่าเป็นตัวเราของเรา กิเลสไม่เที่ยง พอล้างตัวนี้ออกจิตเราก็เที่ยง ไม่มีศัตรู ตัวกวน ตัววุ่นวาย เราก็แข็งแรงเป็นเอกกัคคตา ไม่มีสองไม่มีเมถุนไม่มีคนคู่ การมีมิตรดี ศาสนาพุทธไม่ให้ประมาทรู้ดีเห็นด้วยตัวเอง หากคุณไม่มีสยังอภิญญา จะไปอยู่แต่ผู้เดียวอย่าดีอวด ต้องมีดีก่อนจึงอวดได้ ยังไม่มีดีแล้วดีอวด มันไม่ดีหรอก ตัวอวดนั้นตัวไม่ดี ไม่มีดีแล้วทำดีอวด คุณไม่มีดีแล้วเอาดีอวดก็ดีแตกๆ มีแต่ภาษา ผู้ที่สามารถเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตรงตามพระพุทธเจ้า แม้กายนี้เกิดด้วยเมถุน ตัวนี้คุณไม่ใช่ว่าละเมถุนเหมือนอาหาร แต่เมถุนนี่ละเสียเลย ไม่มีคำว่าอาศัยสังเกตให้ดี ตังแต่ข้อที่ 1 กายนี้เกิดด้วยอาหาร แต่ถ้าบ้าพาซื่อละอาหารเสียก็ตาย แต่ข้อที่ 4 นี่ไม่มีอาศัยเลย แต่อาหาร ตัณหา มานะก็ต้องอาศัย นี่คือความลึกซึ้งละเอียด เมถุนตั้งแต่คนคู่ สัมผัสร่วมรส ตั้งแต่ ตาสัมผัส คุณก็มีรส ได้สัมผัสนวดฝันก็มีรส เป็นเมถุนสังโยค 7 ไม่ได้ก็ปั้นภาพก็มีรส ปั้นเป็นเทวดามาเสพเองก็มีรส เพราะฉะนั้นเมถุนไม่ต้องอาศัยเลย เสตุฆาตเลย ส่วนอันอื่นก็ต้องอาศัย ถ้าอาตมาไม่มีมานะก็ไม่สอนคุณหรอก มานะนี่ความอยากได้ใครมี แต่เขาอยากได้ใครชั่วไม่ได้อยากได้ใคร่ดี เคยไหมคุณ อยากได้ใครชั่ว ใครบอกว่าไม่มีนั้นไม่รู้ตัวหรอก แต่ละคนเคยทั้งนั้น อยากรวยอยากได้เมืองไทยทั้งเมือง ลามกมาก ตอนนี้ถึงเวลาสำคัญมาก คุณจะไปเป็นทาสราชะหรือเป็นทาสทรราช เพราะเราอยู่ในประเทศที่มีราชะเป็นพ่อเป็นนายเป็นหัวหน้า หากคุณไม่อยู่ในประเทศนี้ก็ไม่มีราชะเป็นประมุขได้ แต่ถ้าอยู่ประเทศนี้ก็ยืนยันว่าเป็นประเทศที่มีราชะเป็นประมุข ก็ขอให้สติ เป็นวาระที่สำคัญที่สุดแล้ว ต้องออกมารวมกัน ยังมีส่วนเป็นทาส ผู้ไม่ใช้ราชะของเรา เรื่องนี้ยาก การรบครั้งนี้ยาก แต่ถ้าผู้รู้ตัวมาร่วมกันอย่างพรักพร้อม แป๊งพรึ่ง พรักพร้อม ตีระฆังแป๊ง ตอนนี้เราใช้นกหวีด เป่าปรี๊ดออกมาร่วมกันหมดเลย 60 ล้านจาก 75 ออกจากบ้านออกมาเลย แม้คนไทยอยู่ต่างชาติยังมาร่วมเลย อย่างคุณสาธิต เซกัล เกิดในอินเดีย แต่ทำประโยชน์ให้ประเทศไทย มากมาย ตั้งใจจะตายในไทยด้วย ธรรมะต่อเนื่อง ที่ร้อยมาลัยได้สัดส่วน เอาดอกนี้ร้อยตรงนี้ เป็นมาลัยพวงสวยงาม ผู้จะร้อยได้ก็ต้องรู้จักดอกไม้ รู้จักวิธีตกแต่ง มัณฑนะ จัดให้ถูกสีถูกกลิ่น นี่คือการรู้จักองค์ประกอบศิลป์ การศึกษาธรรมะจึงรู้แม้กระทั่งทุกอย่างในโลก วัตถุดินน้ำไฟลม จนถึงสัตว์บุคคลตัวตนพืชพันธ์ธัญญาหาร ไม่ว่าวัตถุหรือนามธรรม เอามาจัดสัดส่วนอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีพรั่งพร้อมเป็นเอกภาพ นี่คือการศึกษาศาสนาพุทธแล้วจะได้อย่างนี้ ให้ศึกษา แสงอรุณทั้ง 7 ให้ดี ถ้าทำใจในใจไม่เป็น แต่ทำใจให้กิเลสลดไม่เป็น ทำทานทีก็มีแต่กิเลสอ้วน โต หนา เพราะทำแต่อยากได้ทำทานก็ทำใจอยากได้มากกว่าที่ให้ อย่างที่เขาสอนกันอธิษฐานเอา ตั้งจิตไว้ผิดๆ ก็ยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร ฆ่ากันบรรลัยจักรเลย ต้องตั้งจิตให้ถูก เพื่อลดละล้างกิเลส ไม่ใ่ช่เพ ิ่ มกิเลส ให้ของ 5 บาทแต่อยากได้เป็นร้อยเป็นพันเป็นล้าน อันนี้ค้ากำไรเกิน ทานข้อแรกในสัมมาทิฏฐิ 10 หากทานแล้วทำใจต้องให้ลดกิเลสได้ ทำศีล หรือยัญพิธี ไม่ว่าสำนักใดก็ให้ลดกิเลสให้ได้ วิธีปฏิบัติให้ลดกิเลส ปฏิบัติแล้ว หุตัง หรือสังเวย จิตได้เสวย ได้รับผลบุญ ก็ให้พากเพียรฟังธรรมไป...