571231-ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ ๓ สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ตอน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข9 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571231-ท ำวัตรเช้า งาน ว.บบบ. ครั้งที่ 3 “ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ตอน 1” พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 31 ธ ันวาคม 25 57 ที่ บวร ราชธานีอโศก จะหมดปีเก่า ขึ้นปีใหม่ อาตมาจะขอโอกาสนี้ เฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ด้วยกวีใน หนังสือพิมพ์เราคิดอะไร พระปรมาภิวาทะ ๏ วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี ๏ ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือ"แบบคนจน"ต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์ ๏ ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน “อาว์ล็อสอิสอาว์เกน” ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม ๏ พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน ๏ พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน ๏ ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา ๏ วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.พ.เราคิดอะไร (สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) 28 ต.ค. 2557

เป็นคำสั้นๆ ที่ท่านทรงตรัสออกมา เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมันก็น่าจะดีตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว ที่ท่านตรัสบอกผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ว่าบ้านเมืองใกล้จะล่มจมแล้ว แต่ก็ไม่ใช้อาญาสิทธิ์ทำกัน ก็ปล่อยเลยมาจนตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มากอบกู้ ตอนนี้ถึงยุคที่ต้องทำให้สุจริต ทำแบบคนจน

“เราเลยบอกว่า ถ้

อ่านต่อ

าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่..ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็น ประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...”

ลองมาฟัง กวีบทที่จะต้อนรับปีใหม่ ปฏิรูปด้วย "แบบคนจน"

( 1 ) ปฏิรูป..ปฏิรูปไซร้ อะไร ปฏิรูปกันยังไง ลึกตื้น จึ่งจักเจริญไกล ยิ่งกว่า เคยเฮย ปฏิรูปกันแค่พื้น ไม่พ้น "อวิชชา" ( 2 ) ต้องหาจุดบอดให้ จนเห็น หาเหตุที่แท้เป็น จุดแก้ หากหลงแต่ประเด็น เช่นเก่า ก็บ่พ้นวนแพ้ แก่ผู้ "อวิชชา" ( 3 ) ประดาคนหลากรู้ มีมาก แต่หนึ่งรู้สุดยาก สัจแท้ คืออริยสัจหาก พ้น "อวิช- ชา" ฮา จึงจักเห็นจุดแก้ ถูกถ้วนถาวร ( 4 ) สุนทรคนสุขด้วย อามิส ทั้งเสพทั้งยึดติด ไป่รู้ "อวิชชา" แน่นสนิท หลงแต่ "วิชา" นา จึงจบแค่กอบกู้ สุขซ้ำ โลกีย์ ( 5 ) เพราะมีภูมิแค่รู้้ สุขทุกข์ แต่ลึกโลกุตรสุข ไป่แจ้ง สุขเท็จ-สุขแท้ฉุก ใจบ่ คนเอย ไทยชาติพุทธใช่แล้ง ฉลาดชั้น "วิชชา" ( 6 ) ศาสดาพุทธสุดรู้ สังคม มนุษย์แล ทรงกอบกู้มนุษย์จม โลกฟื้น ด้วยโลกุตระสม- ใจอยาก จริงเลย แต่ปราชญ์โลกยังตื้น ไป่รู้ "อาริยา" ( 7 ) หลง "อารยะ" พื้น ปุถุชน ปฎิรูปกันวกวน ย่ำย้ำ ไม่รู้ "แบบคนจน" จนจบ จนจริง ปฏิรูปจึ่งซ้อนซ้ำ ไม่รู้ "จน" แล้ว

"สไมย์ จำปาแพง" 16 ธ.ค. 2557 [นัยปก "เราคิดอะไร" ฉบับ 295 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ] เพราะไม่รู้จน คำว่า “ จน ” นี่มีความหมายอีกอย่างว่า “ ไปจนกระทั่งถึง ” อีกความหมายคือ “ ไม่มีมาก ” คือเขาปฏิรูปกัน ยังไม่ถึง ไม่จน ไม่เป็น อาริยะ ยังเป็นแค่ อารยะ ที่โลกเขาบอกว่าต้องเจริญแบบ อารยะ หรือ อริยะ ที่เพี้ยนไปแล้ว ไม่เหลือเนื้อแท้ปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้า ไม่เกิดผลแก่สังคม ก็ปฏิรูปวนย้ำอยู่แค่นี้ คือ อยากรวย อยากใหญ่ อยากโต

เราไม่ต้องอยากใหญ่โต ทั้งรูปธรรม แม้นามธรรม ก็ไม่ต้องอยากใหญ่โต พระพุทธเจ้าท่านศึกษาเรื่องมนุษย์ กับสังคม เรื่องความรู้ทางเทคนิค ก็ไม่ประสีประสาอะไร แม้ปางนี้ตอนแรกอาตมาก็งงว่า อาตมาทำไมไม่ไปเรียนอะไรมากมาย ตอนเด็กแม่ให้ไปเรียนวิทยาศาสตร์ ก็ตกแล้วตกอีก ไม่ผ่าน ม. 8 ไม่ผ่านวิทยาศาสตร์ พี่ชาย ญาติอาตมา ก็ยังบอกว่า ถ้าแป๊กไปเรียนอักษรศาสตร์ก็ไปได้เลย แต่ว่าไปเรียนวิทยาศาสตร์ ก็อาตมาตามใจแม่ ก็เลยเรียน สุดท้ายอาตมาก็จบทางศิลปะ fine art เลยน่ะ แต่ก็ไม่มีงานเขียนภาพมาเท่าไหร่เลย แต่อาตมาก็เป็นศิลปิน ทำงาน ศิลปะโลกุตระ ที่เข้าใจได้ยากกัน แล้วครูที่สอนกวีอาตมา ก็ไม่จบป. 6 นะ แต่อาตมาก็ทำงานกวีมาจนถึงวันนี้ อาตมาว่า อาตมาทำงานศิลปะ ใช้ องค์ประกอบศิลป์ ครบ “ กาย ”

กาย คือ องค์รวม Holy สูงสุด ผู้มีกายสักขี คือมีความเป็นกาย ทั้งภายนอก ภายใน ครบทั้ง 28 รูป มีมหาภูตรูปพร้อม มีปสาทรูป โคจรรูป พร้อมทำงานจนมีภาวรูป จนทำกายให้บริบูรณ์ มีวิโมกข์ สำเร็จอิริยาบถอยู่ แสดงออกทาง กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ให้ออกมาอย่างลหุตา แต่เขาก็หาว่าแรง อันนี้ยาก ผู้จะมีปัญญาเห็นว่า อย่างนี้เหมาะสม อาตมาใช้ สัปปุริสธรรม มหาปเทส เท่าที่เห็นควร เท่าที่อาตมามี มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต แล้วคำนึงถึง อุปจยะ สันตติ และ ชรตา เสมอๆ ต้องทำให้ เชื่อมต่อไม่ขาดสาย อยู่ใน space and time of continuum

พยายามรักษาชีวิตให้อยู่นาน เพราะว่ามันยากที่จะต่อเนื่อง เป็นความแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น ให้ควบแน่น เราไม่เก่งก็เลยต้องใช้เวลา เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง มาช่วยกันทำอย่าทำอย่างแค่นๆ เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เอาเน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง เป็นศิลปะที่อาตมาใช้ทำงานอยู่ทุกวันนี้

มันซับซ้อน เพราะว่าแรงดีดดิ้นของสังคม เป็นอิตถีภาวะสูงมาก เป็นการสัปประยุทธ์ ซึ่งทางสายธรรมนี้ยกย่อง ท่านประยุทธ์(ป.อ.ป ยุตโต) แต่สายทางบริหารก็มี พล.อ.ประยุทธ์ มาก็ดีมาก เป็นจันทร์ที่สว่างสดใน โอชามาก ไม่ต้องพระอาทิตย์หรอก มันร้อนแรงไป เป็นกำลังเอก อา ต มาก็ขอสนับสนุนทั้งสองประยุทธ์เลย ให้ศึกษาศาสนาให้ได้ เอาแบบในหลวง ทำให้เกิดจนเป็นกายสักขี กายสักขี ต้อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ (วิหารติ) คือ เป็นปัจจุบันไม่หายไป ดำเนินไปอยู่ ทั้งอาสวะทั้งหลายก็สิ้นแล้ว ใน บุคคล 7 จำพวก 5 . กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะ บางส่วน ก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคล ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้า ในการปฏิบัติ 6 . ปัญญาวิมุติ ผู้ หลุดพ้นด้วยปัญญา เท่านั้น คือ ท่านที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย (น เหว อัฏฐ วิโมกเขฯ) แต่ สิ้นอาสวะ แล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา พระอรหันต์ผู้ได้ ปัญญ า วิมุตติ ก็สำเร็จเลยทีเดียว ที่ว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ในสายปัญญาวิมุตินั้น ท่านแปลจากคำว่า น เหว ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่ท่านมีการ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะท่านมีสัมมาทิฏฐิ

แต่ถ้าสายฤาษีนั้น จะหนักไปทางเจโต นั่งสมาธิหลับตา บางคนปฏิบัติแต่นั่งหลับตา แล้วไม่สามารถเข้าถึงโลกุตระเลย เลยกลายเป็นบุคคล จำ พวกแรกใน บุคคล 4 1 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2 . บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4 . บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ ( พ ระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 10 , ข ้อ 137 , ข ้อ 525 )

เจโตสมถะจึงเป็นอุปการะมาก แต่ไม่ใช่ทางเอก ทางเอกคือ สัมมาสมาธิ ที่ต้อง ปฏิบัติมรรค 7 องค์ สั่งสม เป็น สัมมาสมาธิ ต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมเต็มๆ

กายสักขี คือ มีองค์ประกอบของกายครบ ใครหนักไปทางฤาษี ก็ไม่ใส่ใจ ไม่กำหนดรู้ อโยนิโสฯ นานัตสัญญา นี่เป็นความโน้มเอียงไปทางฤาษี ของคนแปลพระบาลีมา แต่ที่ว่า ไม่ใส่ใจในนานัตสัญญา นั้น เพราะว่าท่านทำ จบกิจแล้ว ก็ ไม่ต้องสัญญากำหนดรู้ เรื่องนี้แล้ว พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ สู่สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสัมมานิโรธ

พวกนั่งหลับตาไม่ครบองค์ประกอบของ รูป 28 เพราะรูป 28 นี่ไม่ทิ้งมหาภูตรูป และมีอุปาทายรูปอีก 24 ครบ แม้จะมี ผมขนฟันเล็บผิวหนัง ที่ไม่มีประสาท มันก็ไม่ใช่กาย ขาดสัญญาณทางจิตร่วมกับ โคจรรูป ปสาทรูปสมบูรณ์ แล้วไม่ใช่แตะกันไว้เฉยๆ แต่ไม่มีปฏิกิริยา ก็ไม่สมบูรณ์

พวกนั่งหลับตาสมาธิ ปีใหม่ปี 2558 นี้ก็ตื่น ชาคริยาเถอะ มาศึกษาให้สมบูรณ์ อย่าคิดแค่ว่าส่งจิตออกนอกตัวนี้ผิด อาจารย์ใดพูดแบบนี้ ก็ผิด พระพุทธเจ้าท่าน เอากายมาหาจิต แล้วจิตออกนอกตัวเต็มๆ แต่เขาสอนว่าเอากายออกนอกจิต แล้วเอาจิตเข้าหาตัว อย่างนี้ก็สวนกระแสที่พระพุทธเจ้าตรัสสิ พระพุทธเจ้าให้เอาข้างนอกมาศึกษาเข้าหาภายใน แล้ว ไม่ทิ้งข้างนอกด้วย รู้ให้ครบ แต่คำสอนที่ไม่สัมมาทิฐิก็เพี้ยนไป

กาย คือกองของ เวทนา สัญญา สังขาร แม้ กายปัสสัทธิ ก็คือ ความสงบแห่งกอง เวทนา สัญญา สังขาร นะกายไม่ได้หมายถึงแต่ร่างนะ ผู้ใดมี กายสักขี แล้วมี สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็บรรลุ อาสวะสิ้นได้

กายสังขาร เขาก็คิดว่า แค่ร่าง แต่ที่จริงต้อง มีทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งวจี

กายสัมปิลนะ ท่านแปลว่า การบังคับร่างกาย ที่จริงแล้วมันคือ การทำให้องค์ประชุมรวมลำบาก ทั้งนอกและใน

กายสัมผัส ตัวสัมผัสนั้น ต้องมีธาตุรู้ไปร่วม ด้วย ท่านแปลว่า ความรู้สึกสัมผัสก็ยังดีแปลเช่นนี้

กายสุจริต คือ ความสุจริตในกาย

กายสุจิ คือ ความสะอาดแห่งกาย ก็ต้องไม่ใช่แค่สะอาดภายนอก แต่ต้อง สะอาดทั้งร่างและจิต เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือจิต ข้อ 230 เล่ม 16 กายสุจิ คือต้องทำให้องค์รวมกายใจสุจริต

กายานุปัสสนา คือปฏิบัติธรรมอย่างมีการ ตามรู้ ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ภายนอก

กายยิกทุกข์ ก็ต้องเน้นเข้าหา เนื้อในภายในใจ กายมุทุตา กายวิการะ กายวิญญัติ กายวิญญาณ

คำว่า กายวิญญาณ เขาจะเข้าใจได้ยาก เพราะว่าเขาแยกกาย แยกวิญญาณ แล้วเอามารวมกันนี่ เขาจะเข้าใจไม่ได้ แต่ที่จริงคือ ต้องเอาที่ปัจจุบัน มีผัสสะพร้อม ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าวิญญาณ อย่างที่พระพุทธเจ้าบริภาษภิกษุสาตินะ ที่พระพุทธเจ้าว่ากล่าวตู่เรา ขุดศาสนานะ

ภาวรูป 2 นี่คือต้องเรียนให้จบ อย่าไปบอกว่า ไม่เสมอภาค เพราะสิ่งที่ เสมอภาคเท่ากันอยู่ที่ศูนย์ คือ นิพพาน หากไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ศูนย์ คือจะมีทศนิยมเท่าใด ก็ไม่เท่ากัน ทศนิยมเกินกว่าศูนย์ ก็ยังไม่เท่ากัน

กายวิเวก ท่านแปลว่า กายที่สงัดเงียบ ท่านก็แปลเป็นร่าง แต่ที่จริง หมายเอาที่จิต ที่สงบ ปณีตา เขาเข้าใจ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ไม่ได้

ผู้ที่ กายวิเวก แล้วก็คือ อนาคามีภูมิ คือท่านเกี่ยวข้องกับมหาภูตรูป อยู่เหนือ ตั้งแต่ อบายภูมิ กามคุณ เป็น ปุริสัตตมะ แล้ว แม้อยู่ทามกลางกามคุณ จิตท่านก็ไม่ปรุงแต่งกับกิเลส ก็เหลือแต่ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ท่าน จบกิจในภายนอกแล้ว อยู่อย่างตถตา สัมผัสอะไรกิเลสก็ไม่เกิด เพราะถึง นิสรณปหาน แล้ว เป็นอเนญชา สัมผัสโลกธรรมจิตก็ไม่หวั่นไหว แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น เด็ดขาด ก็มีกายสักขี มีองค์ประชุมที่ผู้อยู่ข้างนอกก็สัมผัสได้ ตัวท่านเองก็มีปรมัตถัจจะ เป็นอนาคามีภูมิ แต่กายสักขีนั้นต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย

บุคคล 7 จำพวก [ 230 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 7 จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก 7 จำพวกเป็นไฉน คือ อุภโตภาควิมุตบุคคล 1 ปัญญาวิมุตบุคคล 1 กายสักขีบุคคล 1 ทิฏฐิปัตตบุคคล 1 สัทธาวิมุตบุคคล 1 ธัมมานุสารีบุคคล 1 สัทธานุสารีบุคคล 1 [ 231 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อุภโตภาควิมุตบุคคล เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมบัติ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรากล่าวว่า อุภโตภาควิมุตบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท [ 232 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ปัญญาวิมุตบุคคล เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่าปัญญาวิมุตบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่มีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว และภิกษุนั้น เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท. ปัญญาวิมุติ จึงเหนือชั้นกว่า กายสักขี ใครอยู่ข้างนอกนั้น ก็มีหลักประกันยาก ไม่ลอยไปกับโลกธรรม เพราะว่าอยู่กับเมือง ก็จมกับภพ เพราะหลงปฏิบัติผิดเข้าป่าเขาถ้ำ เอาแต่ข้างใน ไม่เอาข้างนอก ข้างนอกกายสักขี เ ป็นสนามแม่เหล็กโลกจัดมาก มันจะจัดเรียงทิศทางคุณไปหมด คุณต้องมาอยู่ใน หมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์

วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือ รู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) เพื่อให้เกิดอภิสังขาร ทำการกำจัดกิเลสให้ได้ จึงเกิดผลเป็นข้อที่ 3 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) คือ จิตเจริญด้วยมุตโต หรือ โมกโข คือจิตกำจัดกิเลสได้ไปตามลำดับ จิตมีแนวโน้มไปหา สัมโพธิปรายนะ สู่จุดสูงสุดคือ อันตะ เจริญสู่สิ่งที่น่ามีน่าได้น่าเป็น ปฏิบัติข้อ 1 และ 2 ได้ก็จะเจริญเป็นข้อ 3 ข้อ 4 ไปเรื่อยๆ ข้อที่ 1 ถึง 3 เป็นรูปฌาน ต่อไปก็เข้าสู่อรูปฌาน ผู้ผ่านข้อ 3 แล้วก็เป็นอากาสาฯ จิตว่างยิ่งขึ้น ก็ต้องรักษา เป็น อนุรักขณาปธาน หรือตรวจสอบเวทนา 108 เป็นจิตที่ว่าง แม้อยู่กับภายนอกที่ร้อนแรง อย่างสำนวนที่ท่านพุทธทาสว่า เป็นน้ำแข็งท่ามกลางเตาหลอมเหล็ก ไม่ละลายได้ ไม่หวั่นไหวแม้โลกธรรมใดๆ แล้วพิจสูจน์ต่อว่าเศษน้อยนิดก็ไม่ให้มี อากาสาฯคือรูป วิญญานัญจาฯคือนาม อากาโส วิญญานัญติ ตรวจสอบแม้สิ่งที่น้อยนิดเท่าไหร่ เหลือเศษเท่าใด ก็ไม่ให้เหลือ แล้วรู้ให้หมด ไม่มีไม่รู้ ไม่ได้ จนเป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ใช่ว่าไปดับไม่รู้ ไม่สัญญา อย่างฤาษี เป็น อสัญญีสัตว์ แต่ที่จริงต้องกำหนดรู้ให้ครบหมด

ตอนนี้อยากให้พวกเรามารวมกันให้มาก เพื่อให้เกิดการศึกษาที่จะพัฒนาตนเอง มาร่วมขับเคลื่อนศาสนา แต่ก็ต้องประมาณตนว่าไหวไหม หรือไม่ไหวจะมาก็ยักๆไว้บ้าง มาลองดูก็ได้ เรามีเมรุสุดชีวิตให้แล้วเป็นที่จบ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน