570414_พ่อครูเทศน์ เวทีหน้าลานพลับพลาฯ เรื่อง ความน่าจะเป็น _รัฏฐาธิปัตย์_.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570414 พ่อครูเทศน์ เวทีหน้าลานพลับพลาฯ เรื่อง ความน่าจะเป็น 'รัฏฐาธิปัตย์'?

วันนี้ วันจันทร์ที่ 14 เมษายน 2557 ที่ เวทีหน้าลานพลับพลาฯ คงต้องพูดเรื่องที่เป็นกระแสสังคมขณะนี้เรื่อง รั ฏ ฐาธิปัตย์ อาตมามีความเข้าใจไม่เหมือนท่านทั้งหลาย ที่บรรยายกัน อาตมาว่าถ้าเข้าใจอย่างที่ท่านทั้งหลายเข้าใจไม่จบง่าย แต่ถ้าเข้าใจอย่างอาตมาเข้าใจจะจบง่ายจบเร็ว แต่อาตมาก็แหกคอกคิด ก็มั่นใจว่าเป็นส ิ่ งถูกต้อง เป็นนามธรรม แต่อาตมาเทียบรูปธรรมให้ดู อาตมาอธิบายสั้นๆให้ฟังก่อน...คำว่า อำนาจ กับคำว่าอธิปัตย์ นี่เป็นเรื่องที่สุดยอดในความเป็นรัฐเป็นประเทศ เป็นอำนาจของเจ้าบ้าน เจ้าถิ่นที่ เจ้าของทรัพย์สินทุกอย่าง สมัยเผด็จการเป็นอำนาจเช่นนี้เลย เป็น Sovereignty เลยรวมแล้วเรียกว่าอธิปไตย รัฐบาล คือเจ้าของบ้านเลือกให้มาทำงานบ้าน จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้อย่างไร อาตมาเรียกว่า กุลีรัฐ ชัดเจน แยกให้ชัด ใหญ่ในการทำงาน ก็เป็นอธิปัตย์ แต่จะเรียกว่ารัฏฐาธิปัตย์ก็ไม่ค่อยถูกนะ ถ้าจะเรียกก็เรียก รัฐบาลาธิปัตย์ เป็นใหญ่ในรัฐบาล ไม่ใช่ใหญ่ใน รัฐประเทศหรือรัฐชาติ อำนาจในรัฐชาติหรือรัฐประเทศ ก็คือแผ่นดินส่วนรวมทั้งหมดประเทศ ก็ต้องเป็นของประชาชนเจ้าของประเทศ เมื่อเราเห็นว่า รัฐบาลที่เราเลือกมาทำงานบริหารประเทศทำงานไม่ได้เรื่อง ทำเสียหายมาก เราก็จะให้เขาออกไป อย่างการใช้อำนาจปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธหรือทหาร เขาได้รัฏฐาธิปัตย์แต่เขาไม่ได้เป็นประชาธิปไตยขณะที่เขาปฏิวัติสำเร็จ เขาได้อำนาจแล้วไปจัดการ ขณะที่เขายึดอำนาจนั้น ยังไม่ขอคืนให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งต่อไปเขาก็จะให้มี รธน. มีการเลือกตั้งแล้วให้คืนสู่ระบอบประชาธิปไตย เขาก็หมดอำนาจคืนให้แก่ประเทศ อำนาจที่คืนก็เป็นระบอบประชาธิปไตยอำนาจในการปฏิวัติก็สิ้นไป มันมีค

อ่านต่อ

วามต่าง คือคณะปฏิวัติ หากไม่คืนอำนาจก็ครองต่อไปเหมือน ฮิตเลอร์หรือมาร์กอสทำ เขาซ่อนในรูปแบบประชาธิปไตย เขามีอำนาจที่เรียกว่ารั ฏ ฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์เขาไม่ใ่ช่ของประชาธิปไตย แต่เป็นของเผด็จการกลุ่มนั้น ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ของประชาชน เราประชาชนคนไทยคือมวลมหาประชาชนที่กำลังมาทวงคืนรัฏฐาธิปัตย์ ที่เราเป็นประชาชน มีความรู้เข้าใจแล้วว่ารัฐบาลนี้ ตัดรัฐบาลาธิปไตยนี่ให้หยุด เราไม่จ้างคณะนี้แล้ว เราริบอำนาจรัฐบาลนี้คืน และเราจะเข้าสู่ระบบวิธีที่จะมีคณะบริหารใหม่ จะปฏิรูปไปบ้าง เราก็ตั้งใจทำเช่นนั้น เหมือนคนจะสร้างบริษัท ก็ไปจดบริกลสนธิ เป็นคณะกรรมการก่อการ ที่กำนันสุเทพทำอยู่นี่ก็เป็นเช่นกัน รายงานพิเศษ : ความน่าจะเป็น 'รัฏฐาธิปัตย์'? ปุจฉา? คาใจกับคำว่า "รัฏฐาธิ ปัตย์" หลังจากที่ " สุเทพ เทือกสุบรรณ " เลขาธิการ กปปส. ตีไพ่ใบสุดท้ายด้วยการประกาศจะตั้งรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อสานเจตนารมณ์ให้ แนวทางที่วางไว้ในการปฏิรูปไปสู่ความสำเร็จนั้น จะสามารถทำได้อย่างไร มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกับสถาน การณ์บ้านเมืองที่มีความแตกแยก ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพทางความคิดและการกระทำมากขึ้น จะสามารถเป็น ไปได้หรือไม่ และจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหา หาทางออกให้ประเทศได้จริงหรือไม่?

"ไชยันต์ ไชยพร" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไขข้อข้องใจส่วนหนึ่งว่า คำว่า "รัฏฐาธิปัตย์" ตามความเข้าใจคือ ใครยึดกุมอำนาจรัฐหรือกุมอำนาจรัฐได้คือผู้ถูกต้องชอบธรรม ซึ่งใครที่เป็นผู้ยึดอำนาจได้ก็ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐโดยชอบธรรม โดยจะคำนึงหรือไม่ได้คำนึงถึงกติกาที่เป็นอยู่มาก่อน หรือครรลองที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยก็ได้ ซึ่งในกรณีที่ไม่คำนึง ใครเป็นผู้แข็งแรงกว่าก็จะเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง เช่น เหตุการณ์เมื่อ 19 ก.ย.49 ก็ถือว่าเข้าทำนองรัฏฐาธิปัตย์เช่นกัน และสามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ออกกฎหมายได้ ดังนั้น ครั้งนี้การที่ "สุเทพ" จะประกาศรัฏฐาธิปัตย์ และประกาศจะยึดทรัพย์ตระกูลชินวัตรนั้น ยังเป็นที่กังขาอยู่ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประกาศล่วงหน้าได้ เพราะรัฏฐาธิปัตย์คือผลพวงของการกระทำมากกว่าผลพวงของวจีกรรม ถ้าทางวาจามาก่อนที่จะมากุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จ ก็ถือว่าเป็นแค่ลมปาก สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องในฐานะม ี เจตนาโค่นล้มระบอบการปกครองได้ ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าจะรักษาระบอบไว้ แต่วิธีการที่ให้ได้มาซึ่งอำนาจมันไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายได้กำหนดไว้ แต่ถ้ารัฐบาลอ่อนแอกว่า แน่นอนว่า การดำเนินการการฟ้องร้องไปจนถึงการจับกุมก็ย่อมมีปัญหา ด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายบริหาร การที่ กปปส.เริ่มจาก "อารยะขัดขืน" และก็ทวงคืน "อำนาจอธิปไตยปวงชน" และโดนข้อ หา "กบฏ" ต่อด้วยการ "ปฏิวัติประชาชน" สุด ท้ายมาลงเอยด้วย "รัฏฐาธิปัตย์" ซึ่งกระบวนการแบบนี้อาจะนำไปสู่การทำลายการชุมนุมประท้วง และการต่อสู้ด้วยอารยะขัดขืนในอนาคต เพราะจะทำให้สังคมเห็นว่า การชุมนุมประท้วงและอารยะขัดขืนเป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง ไม่มีความจริงใจ การที่ "สุเทพ" ประกาศยึดอำนาจโดยไม่กำลังทหารก็ไม่มีความเป็นไปได้ ซึ่งถ้าจะเอาประชาชนไปปฏิวัติ ฝ่ายทหารก็ต้องเลือกข้างว่า จะว่าอยู่ฝ่ายไหน จะอยู่ฝ่ายรัฐบาลที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย หรือทหารจะเข้าร่วมฝ่ายปฏิวัติประชาชนของกลุ่ม กปปส.ที่นำโดยนายสุเทพ ถ้าทหารมีเอกภาพในการเลือกข้างก็จะมีปัญหาแบบหนึ่ง แต่ถ้าขาดเอกภาพและเลือกแตกออกไปเป็น สองทาง ก็จะนำพาสถานการณ์ไปสู่เส้นทางสงครามกลางเมืองที่ชัดเจน ทั้งนี้ เชื่อว่าการประกาศของ "สุเทพ" ทั้งเรื่องของการประกาศยึดทรัพย์ตระกูลชินวัตร หรือการประกาศทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกฯ คนกลาง และรายชื่อคณะรัฐมนตรี อาจจะมองได้ว่าเป็นการขู่รัฐบาลและเครือข่าย ท้าทาย สร้างเงื่อนไข และอีกมุมหนึ่ง การพูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์คือการพูดเพื่อปลุกเร้ามวลชนให้มีความฮึกเหิม มีความหวังในการต่อสู้อีกครั้งเท่านั้น เข้าทำนองให้ออกมาเพื่อเผด็จศึกเด็ดขาดเป็นรัฏฐาธิปัตย์

"อัษฎางค์ ปาณิกบุตร" อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง นักวิชาการอิสระ ก็อธิบายในอีกมุมมองหนึ่งว่า "รัฏฐาธิปัตย์" ตามที่ "สุเทพ" ประกาศนั้น ต้องดูด้วยว่าคำนี้เกิดมาจากไหน เพราะตามที่เปิดพจนานุกรมที่มี ปี 2554 ไม่มี มีแต่คำว่า "รัฐ" ที่แปลว่า แคว้นประเทศ และคำว่า อธิป ที่แปลว่าความยิ่งใหญ่ เท่ากับ รัฐ+อธิปัตย์ เป็นคำสมาส คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐนั้น ไม่ว่าจะได้มาจากอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะรบกัน ฆ่าฟันกัน หรือประชาธิปไตย ก็สามารถใช้ได้หมด แต่โดยทั่วไปมักจะใช้กับรัฐที่เป็นประชาธิปไตย ที่บุคคลคนนั้นหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลหนึ่งได้รับเลือกขึ้นมาจากการเลือกตั้ง หรือการประกาศรัฏฐาธิปัตย์ ที่ได้มาไว้ในมือกองทัพ เป็น "องค์รัฏฐาธิปัตย์ของประเทศไทย" เหมือนในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือเหตุการณ์เมื่อปี 2549 สมัยที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ทำรัฐประหารและได้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ตรงนี้สามารถทำได้โดยอยู่ในรูปแบบเผด็จการ ขณะเดียวกันถ้า "สุเทพ" สมมติขึ้นมาเอง ว่า ประกาศรัฏฐาธิปัตย์ เท่ากับเขาตั้งให้ตัวเขา เองใหญ่ที่สุด เหมือนจอมพลสฤษดิ์ หรือ พล.อ. สนธิ ซึ่งนาย สุเทพไม่ใช่ไม่มีปัจจัยสนับสนุนมากพอ จึงออกมาแบบนี้แบบโดนโจมตีกลับ การที่สุเทพประกาศรัฏฐาธิปัตย์ เป็นกลุ่มคนที่สามารถใช้อำนาจของรัฐได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญ คือเป็นกระบวนการที่มา จากเผด็จการซึ่งยากที่จะได้รับการยอมรับ ไม่ว่า จะเป็นการออกคำสั่งยึดทรัพย์ การตั้งตนเองเป็น ผู้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกฯ และคณะรัฐมนตรี และจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ นั้น "ถ้าเขามีอำนาจจริง เขาก็สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่นั่นต้องหมายความว่า คุณมีอำนาจแท้จริง สั่งการแล้วกองทัพปฏิบัติตาม มีอาวุธพร้อม มีกลุ่มคน องค์กรต่างๆ พร้อมปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการต่อสู้"

"อัษฎางค์" อธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้การประกาศรัฏฐาธิปัตย์ของ สุเทพ เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เป็นไปได้ เพราะการที่จะได้รัฏฐาธิปัตย์ จะต้องมีกำลังที่จะสามารถบังคับใครก็ได้ และจะต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้เราอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย จะมาเอ่ยลอยๆ ว่าอำนาจอยู่ที่ตน เองไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้ากองทัพ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อฟังก็จะสามารถทำได้หมด ซึ่ง ถ้าถามเรื่องของความเหมาะสมด้วยสถานการณ์การเมืองที่มีความขัดแย้งแบบนี้ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่า การประกาศรัฏฐาธิปัตย์คืออะไร "แต่ต้องจำไว้ว่า ยุทธศาสตร์ครั้งนี้มันหนักหนา มันแยกกันตี มีกระบวนการทำเงื่อนไขในแต่ละระดับ นายสุเทพรับผิดชอบเฉพาะตัว เป็นเบี้ยตัวหนึ่งที่เป็นชั้นล่าง โดยมีแบ็กบอกว่าไม่เป็นไร ลื้อทำไปอั๊วคอยดูแลอยู่ จึงไม่มีการจับกุม เขาสามารถทำอะไรก็ได้ แม้จะมีการล้างแค้นกันบ้างและสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าบ้านเมืองยังอยู่ในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางอื่นนอกจากการมานั่งเจรจากัน ถ้าเอาประเทศนะ ผมจะพูดให้คุณประยุทธ์ได้ยินว่า ตอนที่ผมไปวิ่งออกกำลังกายที่ราบ 1 มีป้ายเขียนติดไว้ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชาติมาก่อน ถ้าไม่มีชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นบอกคุณประยุทธ์เลยว่า คุณสามารถทำได้ โดยเป็นตัวกลาง เอาตัวที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่เบื้องหลัง กปปส.มาเลย คุยกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถ้าเรามาบอกว่าประชามติของคนไทยคนส่วนใหญ่บอกว่าต้องปฏิรูปประเทศไทย ตามกระบวนการขั้นตอนที่ชัดเจน เสร็จแล้วนำมาประกาศ แบบนี้สิประเทศก็สามารถที่จะเงียบสงบ สามารถกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่ได้ กลับไปสู่กระบวนการเลือกตั้งได้ แต่ถ้ายังดันทุรังปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้มีแต่เสีย" "กิตติศักดิ์ ปรกติ" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำทับว่า คำว่า รัฐ+อธิปไตย คือผู้ถืออำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ตามปกติแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ หมายถึง ประมุขแห่งรัฐ ซึ่งจะมีผู้เข้าใจว่าอำนาจรัฐบาลนั่นก็คือ อำนาจรัฏฐาธิปัตย์เช่นกัน เพราะอำนาจปกครองสูงสุดเป็นของปวงชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมมูญ มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังนั้น ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ต้องถามนายสุเทพว่า การประกาศรัฐฏาธิปัตย์นั้นหมายความถึงอะไร มีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนปวงชน หรือมีอำนาจในฐานะเป็นรัฐบาล หรือมีอำนาจเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งจะมีความหมายแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าจะตีความอย่างไร แต่ตนเข้าใจว่านายสุเทพหมายถึงการมีอำนาจเป็นรัฐบาลได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องดูมาตรฐานระดับเฉลี่ยโดยทั่วไป เพราะเป็นเรื่อง ปกติ อยู่แล้วที่ทุกเรื่องไม่มีใครเห็นด้วยเต็มร้อย แต่ต้องดูว่าโดยสายตาวิญญูชนเห็นว่าถูกต้องชอบธรรมแล้วหรือไม่ คำว่า "รัฏฐาธิปัตย์" อาจจะไม่ใช่คำใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหวังแก้ไขปัญหาของประเทศในปัจจุบัน แต่เป็นคำเก่าที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งการ ประกาศรัฏฐาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายสุเทพครั้งนี้ จะเป็นเพียงการตีไพ่ขู่คู่ต่อสู้ในระบอบทักษิณ หรือเป็นการประกาศเตือนว่าตนพร้อมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกในการปฏิรูปประเทศ และจะทำได้หรือไม่ นับถอยหลังจากนี้อีกเพียงไม่กี่วันเราคงได้ประจักษ์. ซึ่งความเห็นของอ.อัฏฎางค์ นั้น มีความเห็นว่า อำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะได้มาต้องใช้แบบ Force เขาไม่เชื่อว่า การใช้อำนาจโดยธรรม ไม่ใช้อาวุธ สงบ สันติ จะได้มาซึ่งรัฏฐาธิปัตย์ได้อย่างไร เขาจะยอมได้อย่างไร?...เพราะฝั่งรัฐบาลยังมีอำนาจสั่งตำรวจทหารได้อยู่ พ่อครูว่า ...คุณสุเทพบอกตลอดว่าไม่ได้มาเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ว่าจะมาช่วยจัดการให้ประเทศเป็นระบบระเบียบ จัดการให้ประชาชนมีความสงบเรียบร้อย แล้วค่อยเลือกคนให้เป็นนายกฯส่งขึ้นทูลเกล้าฯอีกที และต้องได้รับความเห็นชอบจากปวงชนชาวไทย คุณสุเทพก็กำลังทำอยู่แล้ว สรุปความแล้ว อาตมาก็ยังเห็นว่า อำนาจที่ยึดกัน ใช้กันนี่ ที่พูดกัน นี่ยังไม่มีอำนาจที่เป็นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเลย ยังพูดกันแค่รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้จากเลือกตั้งหรือรัฐประหาร โดยกำลัง และไม่คิดเลยว่าประชาชนจะสามารถยึดอำนาจได้ สรุปความรู้ของครูบาอาจารย์ทั่วไปคิดเช่นนั้น ต่อไปเป็นความเห็นของผู้รู้ท่านหนึ่งที่แสดงความเห็นว่า...การจะครองอำนาจรัฐกับความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คนละหลักกัน ….. เรื่องรัฏฐาธิปัตย์ เป็นแนวคิดและหลักการ Paradigm กระบวนทัศน์ การครองอำนาจรัฐ เป็นกระบวนการ Process ส่วนจะประกาศหรือสถาปนาอะไรอย่างที่สุเทพจะทำ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสำเร็จก็ครองอำนาจรัฐไป ถ้าไม่สำเร็จก็ผิดกฎหมาย (อันนี้พ่อครูว่า เป็นความเข้าใจว่า ประชาชนปฏิวัติไม่ได้ ผิดกฎหมาย ซึ่งพ่อครูว่า ในมาตรา 63 , 69 ก็ทำได้โดยสันติวิธี แต่ถ้าไม่ใช่สันติวิธี ไม่เป็นไปตามวิถีทางรธน.นี้ อย่างรัฐบาลนี้ทำขัดรธน. ประชาชนมีสิทธิ์ทวงอำนาจคืน ทำอย่างสันติวิธีก็ทำได้) ข้อความเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ ที่ปรับแก้ไขแล้วนั้นไม่อาจรองรับส ิ่ งที่คุณสุเทพกำลังจะทำนี้ได้ โดยถือว่า รัฏฐาธิปัตย์นี่เป็นแค่แนวคิดหรือหลักการ และกำลังพยายามปรับแก้ ดังนั้นที่ทำนี่ถือว่าผิด อาตมามีความเห็นแย้ง หลายอย่าง สรุปว่า การเข้าใจรัฏฐาธิปัตย์ ก็เข้าใจว่าอำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน รัฏฐาธิปัตย์เป็นอำนาจความจริง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ (หมายถึง อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ของระบอบประชาธิปไตยจะไม่บังคับใครและเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคณะใดหรือคนใด ต่างจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบเผด็จการจะเป็นการบังคับ) ขึ้นชื่อว่าประชาธิปไตยแล้วอำนาจรัฏฐาธิปัตย์คืออำนาจของประชาชน ไม่ว่าประเทศไหน เป็น Supreme law สำหรับประเทศมีประชาธิปไตยสองขา รัฏฐาธิปัตย์ก็คืออำนาจเป็นของประชาชนกับกษัตริย์ที่เป็นหัวหน้าประชาชน ส่วนประเทศประชาธิปไตยขาเดียวอำนาจก็เป็นของประชาชน ถ้าจะขออำนาจคืน ประท้วง อย่างใน ม. 63 หรือ 69 ก็จะสามารถทำได้ คือให้ทำอย่างสันติวิธี มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เราจึงออกมาต่อต้านประท้วงได้ เพราะเขามาบริหารประเทศขัด รธน. ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน. เราจึงออกมาต่อต้านโดยสันติวิธี ก็ชัดเจน ขึ้นๆ ว่าเขาทำผิด เช่นกรณีคุณถวิล เปลี่ยนสี หรือกรณีจำนำข้าว เรามีสิทธิ์ไล่ แต่เขาก็ทำหน้าด้านเฉย มันก็ย ิ่ งผิดซ้ำซ้อน และเขายังประท้วงศาลอีก ในรัฏฐาธิปัตย์นี้ ถ้าอย่าง "ไชยันต์ ไชยพร" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไขข้อข้องใจส่วนหนึ่งว่า คำว่า "รัฏฐาธิปัตย์" ตามความเข้าใจคือ ใครยึดกุมอำนาจรัฐหรือกุมอำนาจรัฐได้คือผู้ถูกต้องชอบธรรม ซึ่งใครที่เป็นผู้ยึดอำนาจได้ก็ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐโดยชอบธรรม โดยจะคำนึงหรือไม่ได้คำนึงถึงกติกาที่เป็นอยู่มาก่อน หรือครรลองที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยก็ได้ ซึ่งในกรณีที่ไม่คำนึง ใครเป็นผู้แข็งแรงกว่าก็จะเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง เช่น เหตุการณ์เมื่อ 19 ก.ย.49 ก็ถือว่าเข้าทำนองรัฏฐาธิปัตย์เช่นกัน และสามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ออกกฎหมายได้ อาตมาว่า นั้นไม่ใช่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะคุณไปยึดมาด้วยอาวุธ ก็ไม่ชอบธรรม ไม่มีในรธน.นี้ เราต้องคำนึงถึงสันติวิธี ใช้อำนาจโดยธรรม Authority ไม่ใ่ช้ Force แม้ในการเป็นรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ก็ได้ผลเป็นรัฐบาลมากจากการรัฐประหารเช่นกัน มันเป็นประเพณีการปฏิวัติมานานและหลายทีจนยอมรับกันหลายรัฐบาลแล้ว แต่ครั้งนี้ประชาชนคนไทย ที่เรียกว่า กปปส.นี้ ทำอย่างถูกกฎหมาย ตาม รธน.ด้วย แม้ศาลรธน.ก็คุ้มครองว่าทำได้ ห้ามสลายด้วย.. ทำไมเขาไม่รีบสนับสนุนให้ทำได้ ส่งเสริมกัน อาจจะประกาศยืนยันกันว่า ใครออกมาชุมนุมมากกว่ากัน ระหว่างรัฐบาลกับกปปส. ถ้ารัฐบาลใจกล้าๆหน่อยก็ประกาศ รับรองว่าประชาชนออกมาเกิน 10 ล้านแน่ ไม่เคยมีใครทำได้อย่างนี้เลย ตอนนี้การประท้วงสำเร็จแล้ว เหลือแต่จะเป็นผลงานสมบูรณ์เมื่อไหร่เท่านั้น ถ้าสนับสนุนหน่อยเดียวสำเร็จเลย ประเทศไทยอุตส่าห์ทำกันมา 8 เดือนกว่าแล้วนะ เป็นกปปส.นี่ก็ 6 เดือนแล้ว มันสุดวิเศษ ว ิ สุทธิ์ วิศิฏฐ์ แล้ว ไม่ใช่แค่หลักการ หรือแนวคิด แต่เป็นการทำที่เลยกระบวนการจนใกล้สำเร็จแล้วด้วย จะเป็น Product เลย สรุปคือ กปปส.สามารถแสดงการยึดอำนาจโดยชอบธรรม เพราะผลงานที่ทำมานี้ยอดเยี่ยม ทางโน้นก็หมดอำนาจ สิ้นขาดอำนาจ อย่างกรรมาภิวัฒน์ เขาทำผิดๆๆๆๆ เราก็ทำ ถูกๆๆๆๆ ทำให้เกิดการชี้ผิดชี้ถูกเขาก็ถอยเรื่อยๆ จะถูกพิพากษา มันสวยงามจริงๆ เขาเห็นกันว่า ถ้าเฉพาะอำนาจของประชาชน ไม่มีอำนาจของทหารมาร่วมนั้นไม่มีทางสำเร็จ เราก็บอกมาตลอดว่า เราไม่ได้อยากให้ทหารเอาอาวุธมารัฐประหาร แต่ถ้าจะออกมาร่วมอย่างไม่มีอาวุธมาเลย เราขอทำอย่างไม่เอาแบบ Force แต่เราจะใช้แบบ Authority ต้องแยกให้ออก คนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นไปได้จริงๆ เป็นพลังงานทางนามธรรม เป็นพลังคุณงามความดีของส ิ่ งชอบธรรม โดยเฉพาะประชาชนคนไทย แม้แต่ตำรวจ ก็มีความเข้าใจว่า มาทำรุนแรงกับคนดีไม่ดีแน่ เช่นตอนวันที่ 18 ก.พ. 57 ที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ความสงบ สันติปราศจากอาวุธ ก็ได้รับชัยชนะ เป็นพลังความดีงาม Authority ชนะ Force เป็นการพิสูจน์ความจริงชัด เขาตั้งใจทำจริงๆ แต่ลึกๆ เขามีจิตสำนึก อาตมาก็ภูมิใจในความเป็นคนไทย เขาแพ้ความดีงาม สุดท้ายก็หนีไปถอยทัพกลับไม่เป็น กระบวนเลย ที่บอกว่าสุเทพไม่มีสิทธิ์ ทูลเกล้าฯไม่ได้ ก็แต่ทางโน้นเขาหมดสิทธิ์ไปแล้ว แล้วประชาชนทำได้อย่างสวยสดงดงาม ประชาชนก็จะช่วยกันเลือก ไม่ใช่เผด็จการ สุเทพเป็นแต่เพียงผู้จัดการ โดยประชาชนร่วมมือกัน ก็ต้องซาวเสียง ให้ประชาชนเลือกกันมา ไม่ใช่วิธีเผด็จการแน่ เป็นวิธีที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วเลือกบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย เป็นแต่เพียงว่าอันนี้เป็นกรณีพิเศษ และทำถูกต้อง รธน.ด้วย อาจไม่ตรงเป๊ะเท่าที่ทำมาทั้งหมด เพราะเป็นเหตุการณ์พิเศษ แต่โดยหลักการ วิถีทางนั้นเป็นไปตาม รธน.แน่ ในมาตรา 7 เราจะไม่ทำอย่างที่เขายัดเยียดเราว่าเป็นนายกฯ พระราชทาน แต่จะเป็นนายกฯ ที่เราซาวเสียงขึ้นมาแล้วก็ทูลเกล้าฯ อันนี้เป็นราชประชาสมาสัย ให้พระประมุขทรงรับรู้รับทราบ ตามรธน. ประชาชนได้ทำอย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิฏฐ์ แล้ว เป็นแต่เพียงต้องมียกเว้นบางมาตรา บางกฎเกณฑ์ ไม่ให้เกิดการขัดกันเท่านั้นเอง ที่ต้องเข้าใจคือ 1 .รัฐบาลาธิปัตย์ กับรัฏฐาธิปัตย์ไม่เหมือนกัน 2 .ความถูกต้อง ข้างไหนมากกว่ากันก็ชนะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน