570410_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๘ โดยพ่อครู เรื่อง สัจจะที่ปรากฏ ตอนที่ ๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570410 ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 38 โดยพ่อครู เรื่อง สัจจะที่ปรากฏ ตอนที่ 4
วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2557 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย ที่ ณ เวทีผ่านฟ้าฯ เป็น วันที่ 5 ของงาน ครบ 250 วัน ของกปท. และเป็นวันที่ 247 วัน ของกทธ. วันเวลาเคลื่อนไป สมรรถนะควรเพ ิ่ ม ความรู้ความเพิ่ม นั่นคือความเจริญ พวกเราผู้ที่เข้าใจแล้ว มีความเป็นตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวลดลง จนกลายเป็นเครื่องจักรกล ทำงานตามสมรรถนะ ความรู้ ซึ่งสูงกว่าจักรกลที่มีความรู้ เครื่องจักรทำงานตามแรง ไม่หยุดตราบตาย ก็ทำตามที่แรงงานสมรรถนะของมันจะทำได้ สำหรับเครื่องกลมีแต่วันจะเสื่อมลง แต่คนที่สามารถพัฒนาได้ โตขึ้นก็ฉลาดสามารถขึ้น จนถึงขีดหนึ่ง สรีระก็จะลดลง พลังงานก็ลดลง ความเร็ว แรงก็ลดลง แต่สมองหรือจิตวิญญาณ สมองเสื่อมลงได้จริง เพราะเป็นสรีระ พอถึงวาระก็เสื่อม แต่จิตวิญญาณไม่เสื่อม ถ้าจิตวิญญาณพัฒนาไม่ดี ถ้าสมองเสื่อมก็ทำให้จิตวิญญาณทำงานได้น้อยลง แต่จิตวิญญาณจะใช้สมองที่เสื่อมทำงานได้ดี ดีกว่าจิตวิญญาณที่เสื่อมจะใช้สมองที่ไม่ดีนั้นได้ไม่ดี เป็นภาวะซับซ้อน เกิดมาแล้วไม่ได้ธรรมะ นั้น โมฆบุรุษ แท้จริง เกิดมาหลงโลกธรรม โลกียะ ไปวัดไปวาน้อย ถ้าไปวัดก็ไปหาโลกธรรม ให้รวย ได้ยศ ได้ลาภ ได้โด่งดัง ได้กามได้อัตตา ก็คือจิตหลงโลกีย์หนัก ในยุคใกล้กลียุค สมัยโบราณตกเย็นเข้าวัดบ้าง ก็เห็นวัดเป็นที่ๆ น่าไป ซึ่งเดี๋ยวนี้เสื่อมแล้วตามความเสื่อม 7 ประการของชาวพุทธ ไม่มีพระเป็นที่พึ่งเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเป็นมิตรดีของเธอ คำนี้เป็นคำยิ่งใหญ่ ชีวิตใดอยู่ในมรรคองค์ 8 แม้จะเข้าใจเป็นโลกียะ ต้องการโลกธรรม แต่ถ้าจิตเป็นธรรมไม่ทุจริตก็เป็นกุศลได้ ถ้ามีอาจารย์ แม้จะสอนแค่โลกีย์ ระลึกถึงพระ เป็นมงคลของชีวิต 1 . ขาดการเยี่ยมเยียน
อ่านต่อ
ภิกษุ (ภิกขุทัสสนัง หาเปติ) 2 . ละเลยการฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนัง ปมัชชติ) 3 . ไม่ศึกษาในอธิศีล (อธิสีเล น สิกขติ) 4 . ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) 6 . แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) 7 . ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 27 ) ไม่มีพระเป็นมิตรดีเลย มิตรดีคือ ผู้ให้ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสถึงโมฆบุรุษ คือภิกษุที่ไม่ปฏิบัติในครรลองคลองธรรม ผู้จะปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมคือ มีสัมโพชฌงค์ มีสติ ที่เป็นทางเดินสู่โพชฌงค์ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ทางเดินสู่ความเป็นกลาง มีอานาปานสติ คือทุกลมหายใจ มีสติระลึก มีจิตเป็นฌาน เพ่งทำลายกิเลส ล้างอกุศลจิตตนเองให้ลดลงๆ ต้องมีสตินำเสมอ วิจัย กาย วาจา ใจ ในทวารทั้ง 6 ที่ทำงานตลอดเวลา แล้วเราก็วิจัยได้ ต้องวิริยะ เข้าเขตสัมโพชฌงค์ คือมีความเพียรปฏิบัติบัติมนสิการ ไม่ว่าจะทำ คิดพูดทำอย่างไรก็มีสัมโพชฌงค์ ปฏิบัติโยนิโสมนสิการ ทุกการงานที่ทำอาชีพที่ทำ ไม่ทำงานที่สูญเปล่า ไม่เข้าท่า เสียเวลา รู้สาระการทำงาน ทำงานมีประโยชน์คุณค่า แต่ละวันแต่ละเวลา หากไม่ค่อยนึกถึงธรรมะ แต่นึกถึงแต่โลกธรรม คนนั้นโมฆบุรุษทั้งสิ้น เกิดมาได้ร่างกายมนุษย์แล้ว แต่ไม่รู้จักใช้ประโยชน์ให้ได้โลกุตรธรรม ก็ไม่ได้ใช้หนี้ คนเกิดมามีวิบากต้องใช้วิบาก แต่กลับนำร่างกายได้มาบำเรอตน เป็นสวรรค์โลกีย์ แต่ถ้ายังดียังใฝ่ธรรม ศรัทธาในธรรม พยายามไม่ทำอกุศล ก็ยังดี แต่ที่จริงเราเป็นลูกพระพุทธเจ้าเราควรได้โลกุตรธรรม ไม่ได้หมายความว่าเราเกิดมาไม่มีสิทธิ์ได้โลกุตรธรรม ถ้าใฝ่เพียร ถ้าตั้งใจสัมมาทิฏฐิจริงเป็นอรหันต์จริงใน 7 ปี หรือยกไว้ 7 เดือนได้อย่างน้อยอนาคามี ถ้าไม่มีฉันทะเป็นมูลกา และต้องทำใจในใจเป็น มนสิการเป็นจึงได้โลกุตรธรรม ทำใจในใจ คือสัมผัสใจ รู้จัก ประกอบ ทำใจได้ อย่างที่เขาบอกว่าจะทำสมาธิ ทำฌาน ไปนิพพาน ก็ต้องทำใจ ทาน สมาธิ ปัญญา หรือศีล สมาธิ ปัญญา ก็ต้องทำใจ ถ้าทำใจไม่สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นข้อที่ 5 ของสุริยเปยยาล ทุกวันนี้เขาสอนทำใจได้แค่โลกีย์ แต่ยิ่งเป็นเดรัจฉานวิชชา หาแต่รำ่รวย โลกธรรม ก็สูญเปล่า แม้จะไปหาผู้พากเพียรพยายามปฏิบัติธรรม แต่ก็เป็นโลกียธรรม ก็สูญตรงที่ไม่ได้โลกุตรธรรม ต้องได้พบสมณะพรหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รู้โลกนี้โลกหน้า สามารถสอนให้เราได้โลกุตรธรรมได้ ชีวิตเกิดมาไม่ได้ธรรมะ ไม่ได้แก้วิบาก ไม่ได้แก้กรรม เพราะกรรมแก้ได้ด้วยตัวเราเองทำเป็น ถ้าไม่แก้กาย วาจา ใจ ที่เป็นกรรม คนเข้าวัดถือศีลแค่ กาย วาจา ก็ได้ฝึกหัดหยุดสงบ ทุกกรรมกิริยาของผู้ไร้ธรรมะ ทุกลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ จะไม่เข้าสายโพชฌงค์เลย เป็นสติต้องการโลกธรรม กามและอัตตาตลอดเวลา ดีไม่ดีอัตตาของคุณเต็มไปด้วย อบายมุข เป็นกามเป็นอัตตาเต็มไปหมด เพราะไม่รู้จักอัตตาเป็นแสงอรุณข้อที่ 4 ในสุริยเปยยาล ให้จำให้ดี ถ้าอธิศีลไม่เจริญอธิจิตก็ไม่เจริญ อธิปัญญาก็ไม่เจริญ ก็เป็นเพราะความเสื่อม 7 ประการ 1 . ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ (ภิกขุทัสสนัง หาเปติ) 2 . ละเลยการฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนัง ปมัชชติ) 3 . ไม่ศึกษาในอธิศีล (อธิสีเล น สิกขติ) 4 . ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) 6 . แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) 7 . ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 27 ) เมื่อเราเจริญได้ด้วยอธิศีล ก็จะพบผู้ที่เป็นสมณพราหมณ์ที่ท่านขัดเกลาตนได้หมดแล้วก็ช่วยขัดเกลาผู้อื่น คนมีวรรณะจะเข้าใจว่าวรรณะ 9 เป็นอย่างไร เมื่อเยี่ยมเยียนภิกษุ ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ศึกษาอธิศีล ก็จะเลื่อมใสสมณะ ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ นักบวช แต่ฆราวาสก็เป็นอาริยบุคคลได้ จะรู้จักภิกษุผู้ใหม่ ปานกลาง หรือสูง จะศรัทธา คำว่าภิกษุหรือสมณะ ฆราวาสก็เป็นสมณะได้ มีธรรมะ ยิ่งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นภิกษุก็ยิ่งเห็นได้ง่าย มีกรอบขอบเขต ก็ชัดเด่น ในความเสื่อม 7 ประการ ท่านที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะไล่เรียงไปตามลำดับ เมื่อเราเยี่ยมเยียน ฟังธรรม เรามีอธิศีล ก็จะเข้าใจในสมณะ เลื่อมใส แม้ท่านเทศน์ผิดก็ไม่เพ่งโท ษ แม้หมู่ฆราวาสก็ไม่เพ่งโท ษ ไม่จับผิด ไม่ถือสา ไม่มีมานะถือดีกัน คบหากันอยู่ มีกรรมกิริยาสัมพันธ์กันอยู่ก็ไม่เพ่งโท ษ ถูกกระทบก็ไม่ถือสา ได้ยินได้พบสัมผัสก็ไม่เพ่งโท ษ เพราะเข้าใจเขา เขาคือเขา เราคือเรา อย่างอาตมาไม่รู้จักบางคนเขามาเป็นศัตรู เขาเพ่งโท ษ จากเรา หาผิดหาภัยเพื่อถล่มทลาย แก้แค้น อาฆาต แต่เราก็เรียนรู้จะไปอาฆาตเขาทำไม แม้ศัตรูก็มองให้เป็นมิตร เขาคิดเขาก็ตบมือข้างเดียว เขาคิดร้ายอย่างไรเราก็ไม่ตอบ เราหลบได้ก็หลบ ทำอย่างนี้ก็กำไรท่าเดียว อย่าคิดแค้นมีศัตรู คนเลิกศัตรูได้ผู้นั้นเจริญได้เร็ว พระโมคคัลลานะท่าเป็นอรหันต์มีฤทธิ์ด้วย ท่านหลบได้ด้วย ไม่ใช่กลัวด้วย แต่ท่านก็ยอมตาย ให้เขาฆ่า เพราะวิบากท่านหนักมาก เรามีแต่เมตตา หลบแล้ว ที่สุดต้องตายก็ต้องตาย ถ้าเข้าใจเรื่องวิบากด้วย แล้วเราเข้าใจคำว่าไม่ประมาท ซึ่งเป็นแสงอรุณข้อที่ 6 เราจะพยายามทำโยนิโสมนสิการ และปัจจัยที่ทำให้เกิดโยนิโสมนสิการมมี 2 ข้อ คือ 1 . ปรโต จ โฆโส จ (การได้ฟังสัจจะมุมอื่นจากผู้รู้อื่นๆ หรือจากบัณฑิตอื่น จะไม่ติดยึดแต่ภูมิรู้เดิมๆ ของตน) 2 . โยนิโส จ . มนสิกาโร (ปรับใจ ปฏิบัติกระทำใจให้ละเหตุแห่งการเกิดกิเลสที่ใจ กระทำใจละให้เป็น ให้ถ่องแท้ ให้หยั่งลงไปถึงแดนเกิด คือ สมุทัย ที่ใจ) . . . สัมมาทิฐิย่อมมีเจโตวิมุติ มีปัญญาวิมุติ เป็นผล และเป็นอานิสงส์ โดยมีองค์ 5 คือ สัมมาทิฐิอันมีศีลอนุเคราะห์แล้ว สุตะอนุเคราะห์ สากัจฉาอนุเคราะห์ สมถะอนุเคราะห์ วิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว (พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 497 ) ถ้าคุณมิจฉาทิฏฐิก็จะเป็นไปตลอดกาลนาน เพราะไม่มีปรโตโฆษะ อาจารย์ใหญ่ๆ ในศาสนานี้ ฟังธรรมอาตมาก็ตีทิ้งเลย ท่านก็จะจมอยู่อีกเท่ากาลนาน อาตมาฟังธรรมของที่อื่นก็ฟังอย่างตั้งใจ เข้าใจเขาว่าไม่สัมมาทิฏฐิ อย่างฝ่ายแดงก็ยิ่งปรุงแต่งไปใหญ่เลย คบมิตรชั่ว ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิไปใหญ่เลย มีแต่จะให้เอาให้ได้ แพ้ไม่เป็น เลิกไม่ได้ เอาชนะคะคาน ถ้ายึดติดจะเอาชนะในทางที่ชั่วก็ซวยตลอดกาล ยึดนั้นซวยแน่ ยึดทุจริตซวยแน่ ยึดสุจริต ซึ่งสุจริตมีทั้งโลกียะและโลกุตระ เมื่อเข้าใจสุจริตของโลกียะกับโลกุตระ ก็จะเอาอันไหน ถามใครก็รู้ ไป ถาม ด.ช.ดูดี ก็ได้ เขาเลือกเอาโลกุตระ ถ้ายิ่งเราโตแล้วก็รู้ปฏิภาณรู้ว่าจะเอาโลกียะหรือโลกุตระ ไปทำความเข้าใจใน 7 อย่างของแสงอรุณนี้ให้ได้ ไปคบมิตรดีให้ถูก หากแสวงหาอาจารย์ในป่า ก็เป็นความเสื่อม 7 อย่าง ตั้งแต่ 4 ประการแรก เป็นเรื่องผิดแล้ว ที่จะต้องไปแสวงหาอาจารย์ในป่า ต้องไปบุกดง เป็นธุดงค์ คำว่าธุดงค์ มาจากคำว่า ธูตะ ไม่ใช่เข้าป่าเขาถ้ำ อาตมาเคยพูด ไม่ต้องเข้าป่าก็บรรลุธรรมได้ แต่ไม่ได้ดีทิ้งป่า เราจะไม่ทำลายป่า เราไม่ทำลายธรรมชาติแวดล้อม แต่เราจะสร้างป่า ปลูกป่า แม้ในพุทธสถานชุมชนก็สร้างป่า เขาเข้าใจผิด ไปเข้าหาหาเสือสิงห์กระทิงแรด แล้วไปทำฤทธิ์ว่าให้สัตว์สยบได้ แต่ไม่ได้สยบให้กำจัดสัตว์ในตัวเอง อย่างนั้นสู้พวกที่ฝึกสัตว์ในละครสัตว์ก็ไม่ได้ อาตมาไม่ได้ตีทิ้งป่า แต่ตีทิ้งประธุดงค์ที่มิจฉาทิฏฐิ พระธุดงค์คือศีลเคร่ง อย่างพระมหากัสสปะ ท่านเคร่ง มีจริตอยู่ป่า พอท่านเป็นประธานในการสังคายนาพระไตรปิฎกก็เลยมีจริตเป็นพระป่า หนักไปทางป่า เอียงไปทางป่า อาตมารู้อจินไตย ก็เพราะว่าพระป่านี่แหละจะรักษาศาสนาไว้ได้ แต่ถ้าออกกรุงเหมือนมหายานก็ไม่เหลือโลกุตรธรรมเลย จะเหลือโลกุตรธรรมก็แต่ในเถรวาท นี่คือบุญคุณของพระป่า แต่ก็ต้องตีทิ้งเพราะเป็นความเสื่อม 4 ประการ ตัวอย่างธรรมกายเป็นความเสื่อมหมดเลย 4 ประการนี้ คือทำหลอกคนไปหมดเลย อย่างธุดงค์ของเขานี่ดราม่ามากเลย เป็นการตลาด หาโลกธรรม เป็นพันเปอร์เซ็นต์ ขออภัยต้องพูดข่มในสิ่งที่ควรข่ม ยกไม่ได้ ยกมาก็บรรลัย ขนาดข่มอย่างนี้ยังไม่ค่อยลงเลย พระเถรสมาคมก็เอนเอียงไปทางนั้นมากกว่าเราเลย อัตราการก้าวหน้าของธรรมกายมีอัตตราก้าวหน้ามากกว่าอโศก คิดเป็นสัดส่วน แต่อโศกก็มีอัตตาก้าวหน้า แต่เราไม่เอาชนะคะคานธรรมกาย ธรรมกายจะไม่ตายเพราะอโศก แต่ธรรมกายจะตายเสื่อมเพราะตัวเอง เหมือนกับฝ่ายแดง ไม่ได้ตายเพราะกปปส. แต่จะตายเพราะตัวเอง เช่นนายกฯ ดื้อด้านไม่ฟังคำตุลาการตัดสินเลย เขาฆ่าตัวเองเป็นต้น ซึ่งเป็นอำนาจใหญ่ อำนาจบริหารก็พังไปแล้ว ยุบสภา เหลือแต่รักษาการ ยังเหลือสภา สว. อยู่นิดเดียว ก็พยายามทำขึ้นมา ก็ไม่มีน้ำหนัก เพราะสว.ของไทยไม่เหมือนสภาสูงของอังกฤษ แต่สภาสูงของไทยเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ไม่ใช่มาคานอำนาจรัฐบาล นี่คือประชาธิปตาย ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่มีศักดิ์ศรีเลย ทั้งสส. และสว. ทำมาตั้ง 81 ปีแล้ว ประชาธิปไตยของไทย สภาไทยไม่เคยมีอำนาจเท่าเทียมสภาบริหารแต่ไหนแต่ไรมา อำนาจของ นายกฯ ใหญ่กว่า ประธานสภา ซึ่งความจริงเท่ากัน ทั้ง 3 อำนาจ คานกันได้ มีสิทธิ์เสอมกัน ทำหน้าที่ของตนไปจะคานน้ำหนักกันได้ อย่างสภาก็ออกกฎหมายควบคุมบริหาร ตุลาการก็ดูแลควบคุมทั้งสภาและบริหาร จนตอนนี้ตัดสินได้แล้ว แต่ตอนนี้บริหารและสภา ร่วมมือกันตีตุลาการ รวมหัวกันคว ่ำ อำนาจตุลาการ เมืองไทยยังเหลือเชื้อตุลาการที่ดีอยู่ คนไทยคนไหนตีทิ้งตุลาการ คนนั้นไม่ใช่คนไทยหรือไม่ใช่มนุษย์ด้วย เพราะไทยไม่ใช่เผด็จการ แต่แม้แต่เผด็จการสมบูรณายาสิทธิราช ก็ยังมีการเคารพกฎหมาย เคารพตุลาการ การดูแลปกครองบ้านเมือง เป็นสัจจะที่ปรากฏ มีนิมิตว่าเลวร้ายล้มละลาย ก็ยังดีที่มีตุลาการอยู่ ขอให้แข็งขัน พระเจ้าอยู่หัวได้ฝากให้ตุลาการดูแลบ้านเมืองมาหลายปีแล้ว เท่าที่ได้ฟังคณะศาลไปปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักต์แล้วท่านก็ตรัส ฝากบ้านเมืองไว้ด้วย แต่ไม่เคยเห็นท่านตรัสกับคณะสภาและบริหารเลย ไม่เห็นท่านตรัสเช่นนี้เหมือนกับตรัสกับตุลาการ เมืองไทยโชคดีมีในหลวงเป็นโพธิสัตว์แต่คนไทยไม่ใส่ใจศึกษาไม่ทำตาม ก็อย่าถือดีถือตัวนักเลย ให้ศึกษาให้ดี ประเทศไทยล้มเหลวมากแล้ว สามสถาบันของประเทศฉิบหายวายป่วงมากแล้วไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภาหรือบริหาร อาตมาเป็นเหตุการณ์บ้านเมืองยุคนี้ไม่เหมือนชาติก่อนๆ ที่อาตมาเคยผ่าน ชาติก่อนๆ ที่เคยผ่านมาไม่เสื่อมเลวร้ายขนาดนี้เลย ขออภัยที่ต้องพูดอย่างนี้ อาตมาได้พูดไปแล้วว่า คนที่ร้ายตอนนี้ร้ายกว่าเทว ทั ตด้วย ไม่ได้พูดเล่นนะ รัฏฐาธิปัตย์ คำว่าอธิปัตย์ของรัฐนั้นคืออำนาจประชาชน ใช้ภาษาอังกฤษว่า Sovereignty อำนาจใหญ่ที่สุดในประเทศคือ กษัตริย์ แล้วก็กระจายมาสู่ประชาชน อำนาจ รัฏฐาธิปัตย์คือ ในหลวงกับประชาชน แล้วยังเป็นกษัตริย์ทรงคุณธรรมรักลูกทั้งเลวและดี ท่านจำนนที่ลูกคนไทยมีทั้งเลวและดี ก็เป็นลูก ท่านมีความเป็นกลางที่ต้องใช้อย่างนี้ เป็น Sovereignty ท่านมี privilege อันนี้ในการสร้างอันนี้ เมื่อสังคมประเทศล้มเหลวจริงๆ สองสถาบัน เขาเลิกเชื่อแล้ว ก็ต้องตัดสองอำนาจนั้นไป ทั้งบริหารและสภาพ ก็ทิ้งได้แล้ว ประชาชนก็ต้องรับผิดชอบ ดีที่ประชาชนก็ออกมารวมตัวกัน ออกมาอยู่กลางที่สาธารณะ ร่วมเป็นมวลประชาชนที่ต่างกับหมู่แดงที่รวมหมู่ชนไม่ได้ ใช้อำนาจเงินซื้อก็ไม่ได้นาน จิตไม่ได้สามัคคีหนึ่งเดียวกัน ไม่เป็นโลกุตรธรรมอย่างกับกปปส. ที่เรามีหน่วยเสริม มีสามเส้าเป็นองค์รวม เหนียวแน่น ยืนนาน ยั่งยืน วิเศษ วิสุทธิ์ วิ ศิ ฏฐ์ ทา งโ น้นจะมาแข่งก็เห่า บ็องๆๆๆ หรือท้องแตกตายเอง จะล้อเลียนอย่างไรก็ไม่ได้ มันซับซ้อน ประชาชนสองกลุ่ม ก็ต้องตัดสิน ตุลาการตัดสินเขาไม่ฟังก็ต้องอาศัยประชาชนตัดสิน ตุลาการตัดสินคุณไม่ใส่ใจ ด่าทออีก ประชาชนจึงต้องเอา รั ฏ ฐาธิปัตย์มา พิสูจน์ในคุณภาพที่อยู่เหนียวแน่นยืนนาน อยู่กันสงบเย็น ศาลก็มีปัญญาตัดสินให้คุ้มครองตาม รธน. หมดเลย แน่นอนอาจมีบกพร่อง ศาลท่านมี ดวงตาเห็นว่าเป็นส ิ่ งที่ธรรมดา แต่แก่นแกนทำถูก รธน. ทุกมาตราเลย ประชาชนเป็นผู้ตัดสินรัฏฐาธิปัตย์ รัฐบาลไม่ใช่รัฐชาติหรือรัฐประเทศ รัฐบาลแค่มาทำงานตามที่ รธน.กำหนด ทำเกินทำขาดไม่ได้ทำผิด มีอำนาจหน้าที่ตามระบุไว้ไม่ใช่อำนาจของแผ่นดินทั้งหมด สรุปแล้ว อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ผู้เป็นประชาชนเป็นเจ้าของ ดินทุกเม็ด ทองทุกก้อนในแผ่นดินนี้ ประชาชนก็ต้องดูแล เมื่อรัฐบาลหมดสิทธิ์หมดหน้าที่แล้ว ทั้งพฤตินัย แต่เขาไม่เคารพนิตินัย ตีทิ้งนิตินัย แล้วจะอานิตินัยมาเถียงจะบ้าหรือ? นี่คือคำตอบว่าคุณหมดแล้ว ตอนนี้กลุ่มประชาชนก็มี กลุ่ม กปปส.นี่ไง ถูกแล้วดีแล้ว กลุ่มอื่นจะทำก็ทำได้เหมือนกปปส. ถ้าฝ่ายข้าราชการประกาศตัวมาอยู่ในกปปส.มาก็จบ มีประชาภิวัฒน์ ตุลาการภิวัฒน์ ตอนนี้เติม กรรมาภิวัฒน์ เป็นตัวตัดสิน ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้ต้องจัดการจระเข้ขวางคลองก่อน ข้าราชการก็คือประชาชน ต้องมาช่วยกัน นิติรัฐ นิติธรรม อย่างอังกฤษ เขาไม่ต้องเขียนรธน.เลย เขามีนิติธรรมเป็นหลัก เหมือนศาสนาพุทธตอนแรกก็ไม่มีวินัย ก็มีแต่จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลเป็นหลัก แต่วินัยมาออกทีหลัง ขอสรุปเข้าเรื่อง จะปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ต้องมี มิตรดี ถ้าคุณบรรลุอรหันต์แล้วก็จะอยู่กับโลกีย์ไปแบบพระอวโลกิเตศวรได้ก็เชิญ ท่านตั้งปณิธานว่าจะอยู่ช่วยมนุษย์ให้บรรลุอรหันต์ไห้หมดโลกจึงปรินิพพาน ถ้าคุณไม่ได้พบสมณะพราหมณ์ตามสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ก็ไม่ได้รู้ศีลที่สัมมาทิฏฐิ ฉันทะ อัตตะ ทิฏฐิ อัปปมาทะ หรือโยนิโสมนสิการที่สัมมาทิฏฐิ