570410_รายการตอบปัญหาละดับชาติ ตอนที่ ๑ ในงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๘ ณ เวทีผ่านฟ้าฯ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570410 รายการตอบปัญหาละดับชาติ ตอนที่ 1 ในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 38 ณ เวทีผ่านฟ้าฯ
วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2557 ที่ ณ เวทีผ่านฟ้าฯ อาตมาพูดไทยชัดนะ เป็นการตอบปัญหา ระ ดับชาติ , ชาตินี้เป็นการเกิด ของ โอปปาติกะ เป็น โอปปาติกโยนิ เป็นหนึ่งในการเกิด 4 และการเกิดอย่างที่ 4 นี้นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ได้ 1 . ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) 2 . อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ -ทิชาชาติ) 3 . สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) 4 . โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) (พตปฎ.เล่ม 11 ข้อ 263 ) คำว่าอัตตานี้เป็นคำเรียกตัวตนทั่วไป เป็นคำกลางๆ ส่วน สักกายะเป็นตัวตนที่ผู้มีทฤษฎีพระพุทธเจ้าจะอ่านรู้ รู้นามรูป ที่เป็น กาย หรือองค์ประชุมพร้อมในนามธรรม ถ้าเป็นโสดาบันต้องรู้สักกายะของตนเองก่อน มันไม่มีรูปร่าง แต่เป็นนามธรรม ผู้สามารถอ่านลักษณะของมันได้ พิจารณาใน กายในกาย ให้มีดวงตาอ่าน กายในกาย ออก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไม่แยกส่วน มีการ กระทบสัมผัสตั้งแต่นอกมา สัมผัสทางทวาร 5 แล้วรู้สึกอยู่ในภายในจิต เป็นสุข ก็เป็นองค์ประชุมของเทวดา หากอ่านแล้วทุกข์ก็เป็นสัตว์นรก หรือเป็นเปรต เดรัจฉาน อสุรกาย เราก็อ่านลักษณะของสัตว์นรก นี่เป็นความหยาบ เปรตคือความอยาก เดรัจฉานคือความโง่ อสุรกายคือความกลัว กลัวในเรื่องที่จะพัฒนาตนให้เจริญ กลัวเสียลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเป็นต้น ผู้มีปัญญาทางธรรมจะอ่านออก ผู้มีวิชชาของพระพุทธเจ้าจะอ่านออก เข้าถึงญาณปัญญาระดับวิชชา เป็นวิชชาข้อแรกในวิชชา 8 เป็นวิปัสสนาญาณ ถ้าจะนับเป็นสัตว์นรกเป็นเช่นนี้ เป็นอสุรกายเป็นเช่นนี้ หรือมันตกต่ำมากเรียก
อ่านต่อ
อติวินิบาติ ความเป็นสัตตาวาสเราจะอ่านออก แล้วก็ตามหาเหตุ ก็คือจิตในจิตนั้นแหละ สราคจิต สโทสจิต สโมหจิต เราอ่านออกแล้วทำให้อาการนี้มันดับ มันเป็นอกุศลเจตสิก เป็นอาการจิตเรียกเจตสิก เป็นตระกูลใหญ่ 3 ตระกูล จับตัวมันได้เห็นจริง ก็ละมันได้ดับมันได้เรียกโอปปาติกสัตว์ ในร่างกายมนุษย์นี่แหละมีสัตว์พวกนี้อยู่ เป็นของจริง เป็นเทวดาสมมุติ ถ้าเราทำให้กิเลสลดได้จะเกิดใหม่ โดยมีจิตส่วนหนึ่งตาย จิตส่วนหนึ่งเกิด จิตที่เกิดใหม่เราเรียกว่า โอปปาติกโยนิ เกิดเองไม่ต้องแบบ ชราพุชะ หรือสังเสทชะ เรากำจัดเหตุปัจจัยมัน ฆ่าเหตุได้มันก็ตาย ฆ่าได้นิดหน่อยก็เบานิดหน่อย ฆ่าได้มากมันก็จวนจะตายเลย มันอ่อนแรง เมื่อมันตายแล้วก็ตายแบบไร้ซาก ส่วนสัตว์อย่างอื่นตายแล้วเหลือซาก แต่สัตว์โอปปาติกะนี้ตายแล้วไม่เหลือซาก เกิดก็ด้วยเหตุปัจจัย ครบก็เกิดเลย ใครสามารถทำให้ละหรือดับ การละให้จางคลายเรียก วิราคะ มันก็หมุนเวียนเกิดๆ ดับๆ เรียกอนิจจานุปัสสี เราเห็นมันดับได้แล้วเราก็สบาย เจริญพัฒนาขึ้นไม่รู้กี่อย่างเลย ทำให้กิเลสตายเป็นส ิ่ งเจริญจริงๆ ถ้าทำถูกสภาพ จะรู้เลยว่ามันวิเศษ เห็นความไม่เที่ยง มันไม่เกิดอาการชั่วคราวได้ ดับได้ชั่วคราว แล้วเราก็ทำอีกให้มันไม่เกิดอีกนานเลย มันจะหายไปอีกนานไหม เราก็ทำไปเรื่อยๆ เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี เรียกว่าดับขาด ปฏินิสสัคคะเรียกว่าดับสวรรค์ทวนทำอาการไม่มีสวรรค์ชนิดนี้แหละ จะเรียกว่า นิรามิสสุขก็ได้แต่สุขสงบ วูปสโมสุข หรือจะเรียกอย่างสมบูรณ์เลยว่า ปรมังสุขัง อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข กิเลสที่เป็นสัตว์ชั้นต่ำก็ดับก่อนเลย เป็นโสดาบัน ก็เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน เช่น เราดับอบายได้ เช่น เราดับเชื้อที่ติดพนัน ติดเหล้าติดบุหรี่ ติดใส่ขนตาหนักๆ พอละได้ก็จะรู้ว่าเราได้เวลาทุนรอนแรงงานคืนมาได้ เราเจริญพัฒนาทางเศรษฐกิจ ได้พัฒนาอื่นๆ อีกมากมาย ความสูญเสียที่เราได้บำเรอ เพื่อให้เกิดอาการอย่างนั้นแล้วเราได้เสพอารมณ์สุข แต่หมดหายไปแล้วก็เหลือแต่ความจำ อยากได้อีกก็ระลึกถึง ความรู้สึกดีๆ ก็ดึงเอาสัญญามาไม่ใช่ตัวจริง ไม่ใช่เรื่องจริง นี่คือความลึกซึ้งธรรมะที่เป็นของจริง พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วดับชาติได้ ตอนนี้ก็มาสู้กับคณะรัฐบาล มีคนเขียนมาว่า เมื่อพ่อท่านมอบยุทธศาสตร์ ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ ทางรัฐบาลก็ใช้ยุทธศาสตร์นี้ได้เหมือนกัน คือ ดื้อให้นาน ด้านให้เป็น เข่นให้ตาย กูก็ไม่ออก กูจะตายคาสนามประชาธิปไตย เลยหน้าด้านดึงเกมไปเรื่อยๆ ตามข้อมูลใหม่ ทางวุฒิสภา จะขอเปิดสภาสมัยใหม่ เพื่อดำเนินการ 3 เรื่อง คือ ถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพาณิชย์ , แต่งตั้งบุคคลไปเป็นประชาชนแทนคนเดิม, พิจารณาผู้ทรงคุณวุฒิของประชาชน, แต่แทนที่นายกฯ จะดำเนินตามที่วุฒิสภาส่งไป กลับให้สำนักนายกฯ ตั้งคำถามไปยังสำนักกฤษฎีกา แล้วเลขาสำนักกฤษฎีกา สรุปว่า มีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดวุฒิสภาเพื่อดำเนินการดังกล่าวได้ เพื่อให้วุฒิสภาไม่มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองฉากสุดท้ายได้ ... อาตมาว่าเขาซื้อเวลา ...คือพยายามยืนหยัดไปอย่างนี้ เป็นเทคนิคของเขา เป็นความจริงที่ปรากฏของเกมการเมืองนี้ ตอนนี้เป็นกลเกมการเมืองหนักหนาสาหัส ติดยึดอำนาจ ไม่มีอื่นเลย การแก้เกมนี้เราแก้ด้วยซื่อสัตย์สุจริต อย่างเอาความถูกความผิดมาตัดสิน เป็นการสู้อย่างอาริยชน เรามาต่อต้านประท้วงล้มล้าง แต่เราสามารถยกระดับได้ ในมาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" และมาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ รัฐบาลได้ทำผิดมาหลายกระทงมากเลย ได้อำนาจแล้วทำในวิถีทางที่ไม่ได้เป็นไปตาม รธน. นี้เราจึงมาล้มล้างยกระดับจากประท้วง มาต่อต้าน แล้วยกระดับเป็นล้มล้าง ไม่ได้ปกปิดเลย แต่เขาก็ดื้อด้าน แล้วเราก็สุภาพ ไม่ได้ไปทำร้ายทำลาย เป็นแต่เพียงไปประท้วง จนกระทั่งไปปิดสำนักงานไม่ให้ทำงาน ไม่ให้ไปเป็นไม้เป็นมือของคนผิด ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้ชาติไทยเสียหาย หากทำตามคำสั่งเขา ข้าราชการก็มีภูมิปัญญา ไม่ดึงดันดื้อด้านด้วยสำหรับข้าราชการ พวกเราก็ออกมาช่วยกันให้มากๆ
ตอบปัญหา(ละ) ดับชาติ
_ ผู้น้อยทำงานศิลปะ ลงทุนไปเกิน 200 บาท และใช้เวลาทำประมาณ 3 วันต่อชิ้นส่งให้กลุ่ม กปปส.ประมูลได้ภาพละเป็นหมื่นบาท เพื่อช่วยชาติ ครั้งละ 10 ภาพ หลายครั้งขอถามคำถามว่าเป็นการ เอาลาภแลกลาภ และเอาเปรียบเขาหรือไม่? จะเป็นบาปหรือไม่อย่างไร? ผู้น้อยไม่ได้เปิดเผยชื่อให้ใครทราบ ตอบ... ถ้าจะว่าแล้วต้องขยายความว่าเป็นการเอาลาภที่ได้มาบำเรอตน เสพ กาม ซื้อของกินใช้ส่วนตนหรือไม่ เขาไม่ได้ทำเพื่อส่วนตนก็พ้นประเด็นนี้ไปก็ไม่บาป และแลกมาแล้วได้เป็นเจตนากุศล ช่วยบ้านเมือง เอาไปทำด้วยวิธีการพาณิชย์ธุรกิจ ขยายจากน้อยไปมาก แต่ไม่ได้เพื่อตน แต่เอาไปใช้ในงานกอบกู้ชาติเป็นประโยชน์ต่อคนที่แชร์เงินมาซื้อหรือซื้อคนเดียว เพราะเขาให้ด้วยเสียสละแม้ราคาเกินจริง เรียกว่าประมูลการกุศล ราคาจะสูงกว่าตลาดเพราะเป็นการส่งเสริมกุศล แต่มีพวกซ้อนหากินเหมือนกันอ้างการกุศลเป็นเห็นแก่ตัวไว้ค้าขาย องค์กรหลายองค์กรชอบทำกัน แล้วได้เงินไป แต่อันนี้เมื่อดูแล้ว เมื่อได้เงินมาก็ไม่มีคอรัปชั่น เอาเงินมาเพื่อประโยชน์ประชาชน การใช้ลาภแลกลาภ ไม่ได้เพื่อตน แม้คนประมูลก็ไม่ได้ทำเพื่อตน แต่ทำเพื่อชาติ นี้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะได้บาปก็ได้บุญด้วยประการฉะนี้
_ จากพระชาดี ตรีหนึ่ง ….. การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ไทยให้ เป็นไปตามสมัย ซึ่งเป็นองค์กรเดียวจริงๆ ที่มีความสามารถเหมาะครบบริบูรณ์ เช่นชาวพุทธ 94 % วัดมากมาย ภิกษุมากมาย กราบเรียนพ่อครูและหมู่สงฆ์แสดงความเห็นอย่างจัดเต็มใช้เวลาให้มาก 1 . เราจะปฏิรูปสงฆ์อย่างไรให้ถูกธรรมวินัยเหมาะแก่สมัย เช่นการเลือกเจ้าอาวาส เจ้าคณะอำเภอ หรือตำแหน่งอื่นๆ จะทำอย่างไร 2 . เรื่องยศตำแหน่งต่างๆ ควรมีหรือไม่ มันไม่ใช่ธรรมวินัยหรือไม่? ผมคิดว่าไม่ควรมี 3 . เรื่องทรัพย์สินสมบัติที่มีการลักขโมยของสงฆ์จะทำอย่างไร 4 . เรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายมีการลุแก่อำนาจ 5 . การเผยแผ่ธรรมวินัยให้ได้ประสิทธิภาพ 6 . การ กระจายอำนาจ 7 . การจัดระเบียบพุทธพาณิชย์ 8 . ปรับปรุงองค์กรสงฆ์ให้เกิดประโยชน์สูงแก่ไทย กราบพ่อครูและหมู่สงฆ์ร่วมกันปฏิรูปประเทศไทยด้วยเทอญ....? ตอบ... อาตมาขอตอบรวมๆ เช่นนี้ 1 . อาตมาไม่มีหน้าที่ไปปฏิรูปสงฆ์หมู่ ใหญ่ ขืนไปปฏิรูปเขาก็ดีดอาตมาออกมาด้วยอวัยวะส่วนใด อาตมาก็ไม่ทำ ในเรื่องสังคมสงฆ์ อาตมาเห็นใจสังคมสงฆ์ ที่ได้เสื่อมถอยบานปลายมาถึงวันนี้หมักหมมจนแก้ไม่ได้ ศัพท์สำนวนฝ่ายคอมมิวนิสต์ว่า พวกนี้ต้องปล่อยให้ตายเอง เป็นไดโนเสา ร์ ให้สูญพันธ์ไปเอง อาตมาไม่ได้ใส่ความหาความ ไม่ได้ไปลงโทษ ไม่โกรธเกลียดชั่ว ได้แต่สงสาร อย่างนี้จริงๆ แต่สุดวิสัยที่จะช่วยได้ ถึงช่วยได้ก็ไม่ไหว เพราะเน่าเกิน แก่เกินแกง ต้องโยนทิ้งลูกเดียว พูดชัดอาจแรงจริงๆ เพราะความจริงเป็นอย่างนั้น ไม่มีประโยชน์ต่อชาติ วงการศาสนาไม่มีประโยชน์ต่อชาติ ลูกศิษย์ของสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ปกครองประเทศอยู่ เป็นพลังงานรวมที่มิจฉาทิฏฐิ ทำให้สังคมไม่มีคนมีธรรมที่เป็นกุศล เป็นอกุศล ไม่ได้ช่วยได้ และเป็นอบายมุขด้วย ลูกศิษย์ไปบริหารในพฤติกรรมของอบาย โลภในลาภจัดแรง โลภในอำนาจยศศักดิ์แรง แรงจนห้ำหั่นทุจริต เละไปหมดเลย บริหารอย่างนั้นแม้ในด้านธุรกิจ ก็เต็มไปด้วยโลภเอาชนะคะคาน หนังจีนในประเด็นที่เขาทำธุรกิจ มันก็ห ้ำ หั่นกันอย่างในหนังเลย เป็นอบายมุขสมัยใหม่ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีอบายทางการเมือง แล้วสมัยนี้อบายมุขรุนแรงกว่ายุคพระพุทธเจ้า มันเป็นมหาบรมอภิอบายมุข แต่เขาไม่รู้กัน เมื่ออาตมาไม่สามารถอาจเอื้ออะไรได้ก็ขอลา นานาสังวาสไม่ให้กระทบกระเทือนตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้า เห็นว่า ศีล ทิฏฐิ พฤติ อุเทศ ต่างกัน อย่างนี้ ทางโน้นทำอย่างโลกีย์ มีศักดิ์ฐานะอย่างที่ท่านชาดีเขียนมา มีซื้อตำแหน่งหน้าที่ มันเกินกว่าอบายมุขแล้ว ไม่มีทางจะไปทำอะไรแก้ไขได้ ต้องปล่อยให้เป็นไดโนเสาร์ ต้องกราบขออภัยมหาเถรสมาคมอย่างมาก ไม่ได้พูดด้วยอคติ 4 อาตมาอ่านจิตเป็น มนสิการเป็น เชื่อว่าอย่างที่ทำนี้สัมมาทิฏฐิ แล้วมาบรรยายประกาศ ขยายความ พากันปฏิบัติ จนมีผู้รู้เห็น เข้าใจปฏิบัติตาม มาบวชตาม เหมือนน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เป็นสังคมชาวอโศก จนเป็นหมู่บ้าน มีสังคมมีชีวิต มีระบบ การเป็นอยู่เป็นลาภธัมมิกา ถึงขั้นระบบสาธารณโภคี เมื่อสงฆ์หมู่ใหญ่ทำไม่ถูกหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าจึงยากที่จะแก้ไข อาตมาจึงพาแยก ลาออก เป็นนานาสังวาส แล้วจะมาอธิกรณ์ประท้วงอาตมาไม่ได้ ฟ้องร้องอาตมาไม่ได้ แต่จะตำหนิ(ปฏิโกสนา) แต่อย่าให้ถึงรบราฆ่าฟันกัน ถ้าทำเกินปฏิโกสนา ก็ผิด ทางหมู่ใหญ่มาประท้วงอาตมาที่ลาออกนานาสังวาสตั้งแต่ 2527 มี ล ายลักษณอักษรด้วย แต่ท่านก็กลับมาฟ้องร้องอาตมาซึ่งผิดธรรมวินัยหากทำเช่นนี้ ในปี 32 อาตมาก็พาพวกเราทำปฏิบัติมา แล้วก็ได้ผล จะตรวจสอบได้ในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น กถาวัตถุ 10 , วรรณะ 9 เป็นต้น ซึ่งก็พาทำอยู่กับสังคม ไม่ได้หนีไปจากสังคม มีการกระทบสัมผัส ทางทวารนอก ซึ่งคนที่ปฏิบัติได้ จิตก็สงบ เพราะกิเลสตาย กิเลสถูกกำจัดไปแล้ว คนปฏิบัติได้ก็มาร่วมกันเป็นชุมชนอโศก เป็นบุญนิยมถึงขั้นสาธารณโภคี ถามว่าปฏิรูปไหมก็ปฏิรูปจนเป็นหมู่บ้านที่เป็นนิตินัยตามราชการก็มี แต่ไม่เป็นนิตินัยก็มี ก็ดำเนินกันไป บริหารปกครองอย่างสาธารณโภคี เป็นระบบสังคมหมู่บ้านนี้เสียภาษี 100 % ไม่เอาไว้ส่วนตัวเลย มีคณะบริหารเผื่อแผ่ใช้สอยกัน เราพึ่งตนเองได้ก็ออกมาช่วยสังคม เรามีการพาณิชย์ มีการศึกษา สัมมาสิกขา และอื่นๆ เรามีไตรสิกขา ศึกษาและปฏิบัติได้ผลจริง ได้คนเช่นนี้มาประเทศชาติไม่ได้ขาดทุนอะไร ในแต่ละด้านเราไม่ได้เอาเปรียบสังคมเลย แต่ช่วยสังคมอีกด้วย นี่ขออภัยนะที่พูดเหมือนคุยตัว พูดด้วยใจจริง
_ การสวดมนต์ นะโม ทำไมกล่าว 3 ครั้ง ในบทพาหุงฯข้อที่ 7 หรือ 8 เป็น ปุคคาธิษฐานหรือธรรมาธิษฐาน? ตอบ... พุทธเรานับถือถึง 3 ครั้ง เพราะหลักสามเส้าเป็นหลักสำคัญมากของ วัฏฏะ ตอนนี้เราประท้วงมีอยู่ถึง 3 เส้า คือ กปท. คปท. และอนุสาวรีย์ แล้วรวมเป็นกปปส. แล้วก็มีแยกเวทีไปเยอะ ต่อมาก็ยุบไป เหลือ 4 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่ผ่านฟ้าฯ ที่ชมัยฯ และที่สวนลุมฯ และยังมีที่แจ้งวัฒนะ เป็น 4 เป็นเลข 4 ที่ขยายกัน เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียด เป็นพลังงานของมนุษยชาติ คือลักษ ณ ะ 3 ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าท่านจะท้วงใครก็ท้วง ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมหาปเทส แล้วบทสวดมนต์ พาหุง บทที่ 7 และ 8 เป็นนันโทปนันทะ หมายถึง นาคใหญ่ นาค คือผู้ประเสริฐ ซึ่งจริงๆ แล้วธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมาธิษฐานทั้งนั้น แม้มีตัวตนร่างกายก็จะเอานามธรรมเป็นหลักเป็นที่สุด
_ วั นก่อน พ่อครูเทศน์บอกว่า การชุมนุมของมวลมหาประชาชนว่ามีทั้ง กลุ่มที่มีจิต ราม ศิวะ และพรหม ,คปท.เป็นศิวะ ,กปท.เป็นพรหม, กำนันเป็นราม แล้วการทำงานของกองทัพธรรมจำเป็นไหมว่าต้องมีคนที่มีจิตทั้ง 3 นี้ไหม งานจึงสำเร็จ ตอบ... ใช้ ครบต รีมู รติ มีภาษาง่ ายๆว่า ฝ่ายปราบ ฝ่ายสร้าง ฝ่ายเป็นกลาง นี่คือตรีมูรติ ฝ่ายปราบคือศิวะ ฝ่ายสร้างคือราม ฝ่ายกลางคือพรหม ,ปราบคือปราบอธรรม ในสังคมต้องมีธุจริต ต้องมีชั่วและผิด ก็ต้องมีผู้ปราบ ส่วนผู้สร้างก็ต้องมี สวนพรหมเป็นตัวเชื่อมตัวช่วย ในลักษณะที่เกิดนี้ไม่ผิดฝาผิดตัว
_ ดิฉันเป็นคนร่าเริงช่างคุย มองโลกแง่ดี แต่บางครั้งก็ตรงกันข้าม เป็นคนเฉยๆ ไม่อยากคุยเบื่อโลก แต่อารมณ์หลังนี้นานๆ ครั้ง ทำอย่างไรจึงทำให้หายไปอย่างเด็ดขาด ... ตอบ... ระวังเป็นโรคไบโพล่านะ ตอบกำปั้นทุบดินว่าปฏิบัติธรรมให้สัมมา ทิฏฐิ คุณยังดีนะที่บอกว่ายังมีเวลาวาระที่มันหยุดไม่เป็น เลยพักที่เบิกบานแจ่มใสร่าเริง พอไม่เบิกบานก็เซ็งๆ ทุกข์ ก็ยังดีมีเบิกบานมาก แต่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติธรรมจริงจะรู้เหตุแห่งทุกข์หรือหลงสุข เป็นเคหสิตโสมนัสเวทนา ก็เรียนรู้ใจไม่ออกมาเป็นสุขทุกข์ภายนอกก็ดี จะเหลือแต่ภายในก็เป็นอนาคามี ก็ต้องเรียนธรรมะให้สัมมาทิฏฐิ จะเป็นกลาง ที่ไม่จืดชืด เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่ใช่ผู้หลับ ไม่รู้เรื่อง ศาสนาพุทธคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หากผู้ใดมีสัจจานุโลมมิกญาณ และมีอเนญชา จนเกิดสังขารุเปกขาญาณจิตมีญาณรู้วางเฉยต่อสังขาร วางเฉยต่อการสังขาร แม้ปรุงแต่งอยู่จัดจ้านเรากระทบสัมผัสโลกธรรมจัดจ้าน เราก็ไม่สุขทุกข์กับเรา เราก็รู้ก็เห็นกับเขารู้โลกวิทู แต่เราสัมผัสแล้ว ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ จิตวางเฉยได้ ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมใดๆ เป็นจิตมัชฌิมาแล้ว อุเบกขาวางเฉย อย่างรู้ๆ จึงอนุโลมกับโลกเขา ช่วยโลก ด้วยจิตที่มีอำนาจเหนือโลก เหนือเท่าไหร่ก็อนุโลมได้เท่านั้น ช่วยประมาณหนึ่งตามควร หย่อนมือเอื้อมลงไปช่วยคนตกบ่อได้โดยตนไม่ตกบ่อ ถ้าคุณมีแรง ยึดฐานตนได้มากเท่าไหร่ก็ดึงช่วยเขาได้มาก ตามฐานานุฐานะ ผู้ที่บรรลุแล้วจบ ท่านจะอ่อนน้อมถ่อมตนจะไม่พยายามทำเกินตัว อรหันต์ทุกองค์ไม่ทำเกินตัว ไม่คะนองไม่ฮาร์ดคอร์ ท่านก็ทำตามเหมาะควร ท่านก็ช่วยได้ตามควร จึงมีสัจจานุโลมมิกญาณ ท่านมีสังขารุเปกขาญาณ ทนต่อสังขารภายนอกได้ แม้อนุโลมก็ช่วยเขาได้ทำทีปรุงแต่งเล่นกับลูก หรือเหมือนแม่ครัวปรุงอาหารให้คนกิน แต่ตนเป็นผู้เสียสละยอมให้คนอื่น ทำประโยชน์ต่อสังคมได้ มีโลกวิทูและมีโลกานุกัมปา อาตมาเรียก 3 ลักษณะนี้
_ เมื่อวานนี ้ พล.ต.อ.วศิษฐ์ได้กล่าวว่าหลังชุมนุมองค์กรของกปท. คปท. และกปปส. ยังจะคงอยู่พ่อครูว่าอย่างไร ตอบ.. .ถ้ามนุษย์มีปัญญารู้ว่าอะไรควรอยู่ก็ไม่ต้องจดทะเบียน เช่น อเมริกา มีสองพรรค เขาก็ไม่มีกฎหมายให้ตั้งพรรคนะ คุณรู้ไหมว่าอโศกนี่พรรคการเมืองนะ มาทำงานอย่างไม่แย่งอำนาจ จะต้องหาเสียงอะไรไม่ต้องเลย นี่คือพรรคการเมืองโดยธรรมชาติ มารวมตัวโดยทฤษฎี ทำงานร่วมกันด้วยเลย ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อตัวตนแต่อย่างใด ไม่ได้หาเสียง ในอนาคต ประชาชนเห็นเองว่าควรให้เป็นผู้แทนก็จะมาขอ ไม่ต้องหาเสียงด้วย สมัครแล้วไม่ต้องหาเสียง หากหาเสียงก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเรามีอุดมคติทางการเมือง ถ้ายังหาเสียงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย อยู่ตามระบบระเบียบของชาวอโศก ส ิ่ งเหล่านี้เกิดเองเป็นเองตามจริง เลิกงานนี้คนอื่นจะทรงอยู่หรือไม่ก็ไม่มีปัญหา ส่วนกองทัพธรรม ชาวอโศกก็มีอยู่แล้ว และจะพยายามให้กลุ่มโตขึ้นด้วย ส่วน คปท.กปปส.จะทำก็เห็นด้วยให้เกิดกลุ่ม เป็น NGO เป็นพวกที่เป็นเอกชน ก็เอาสิ ทำได้ เขาทำเพื่อพรรคเดียวกลุ่มเดียว หัวหน้าเขาประกาศเลยว่าผู้จะเป็นนายกฯต้องมาจากชินวัตรเท่านั้น แบบนี้ไม่ใช้ประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปแล็ดแต็ดแต๋ ตามฉายานายกฯ
_ ลูกยังฝึกตนอยู่ไกลพ่อ แม้มีท้อ แต่ไม่ถอย ขอถามปัญหาให้พ่อท่าน อธิบายวิมุติกับนิโรธต่างกันอย่างไร? ตอบ.... วิมุติเป็นเชิงปัญญา ส่วนนิโรธเป็นเชิงโจโต นิโรธคือ จิตดับกิเลส ส่วนนิโรธมีปัญญารู้ว่าหลุดพ้นออกจากกิเลส เช่นอบาย เช่นกาม เช่นรูปภพ อรูปภพ ไม่เหลือภพเลยเป็นวิมุติสมบูรณ์เป็นอรหันต์ นิโรธเป็นตัวจิตที่ดับ ไม่ได้หมายถึงจิตดับไปหมด และเขาเข้าใจกันมากเลยไปทำจิตดับหมดแล้วเรียกว่านิโรธ แต่เป็นนิโรธมิจฉาทิฏฐิ เรียกอีกอย่างว่า อสัญญีสัตว์ ดับเวทนาและสัญญา แต่ถ้าดับได้ถูกต้องที่ดับกิเลสก็จะเรียกว่า ละ ดับชาติได้...