570417_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง อธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570417 พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง อธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ ตอน 2

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557 ที่ ป้อมมหากาฬ _ อ.กฤษฎาว่า...ที่ผ่านมาพ่อครูได้สำเสนอความเห็นในเรื่องรัฐศาสตร์ โดยนำเอาหลักธรรมมาบูรณาการเข้าไป เอาธรรมะเป็นตัวชี้วัดเสมอ เช่นหลักมหาปเทส 4 เป็นต้น พ่อครูว่า...ที่กำลังถกกันในสังคม และที่เราต้องออกมาประท้วง ก็คือเรื่องของอำนาจ มีอยู่ในภายนอกก็เป็นอำนาจเป็นพลัง แต่พอมาอยู่ในคนก็แสดงออกมาเป็นเบาเป็นแรง มันแรงจนมันร้าย พระพุทธเจ้าท่านสอนหมด เรื่องแรงเรื่องอำนาจนี้ พลังงานต้นทางนี้คือ มโน บุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา มันปรุงแต่งประชุมสังเคราะห์สังขาร เป็นพลังงานออกมา เคลื่อนไหว เป็นพลังงานเสาะแสวงหา ต้องการ ไม่ต้องการ ก็ทำมาจนวิจิตร พิศดาร พอมันเลยเถิดจากการต้องการก็เรียกว่าความโลภ เป็น โทสะ มันเกินต้องการก็ไม่พอ ต้องการมาเป็นของตัวแล้วไม่พอ ก็ปรุงแต่ง เสพสมมุติว่า อันนี้เป็น อัสสาทะ เป็นรสที่ชื่นใจ ชอบใจ เป็นอิฏฐารม ณ์ แล้วก็ถ่ายทอดมาเป็นกิเลส ตระกูลต่อๆมา ก็เป็นกิเลสหนัก โลภะเอามาเป็นของกู ราคะก็เอามาเสพรส โทสะก็คือ เมื่อไม่ได้มาเสพรสหรือเอามาเป็นของเราไม่ได้ก็เป็นโทสะ ส่วนผู้ที่ไม่ชัดเจนสับสนไม่รู้ก็คือโมหะ นี่เป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย เมื่อเป็นพลังงานแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้านี่ทำลายสลายเปลี่ยนรูปไปอีกมาก เป็นพลังงานสามัญ พระพุทธเจ้าจัดไว้ในอุตุนิยาม แล้วมาสังเคราะห์ต่อไปเป็นพีชะ จิต กรรม ธรรมะ ธรรมะคือส ิ่ งทรงไว้ อย่างรู้แล้วก็ไม่ยึด กับทรงไว้อย่างไม่รู้แล้วยึด มันมีสองอย่างแค่นั้น ส่วนมาทรงไว้แล้วยึด เรียกอุปาทาน ตัวไหนควรยึดหรือไม่ควรก็ไม่รู้ แม้ว่าควรยึดก็ควรเป็นแค่อาศัย เป็นพลังงานที่ยึดได้แน่น วางได้เร็ว ผู้ฝึกจะฝึกคุณลักษณะอย่า

อ่านต่อ

งนี้ ฝึกโดยเรายึดอย่างไม่รู้ จนเรารู้แล้วหัดวาง วางๆๆ วางแล้วก็ต้องรู้ว่ายึดไว้อาศัยตามฐานะ มันก็มีแค่เราวางหรือยึดแค่นั้นเอง เมื่อวางเป็นแล้วยึดเมื่อไหร่ก็ได้ วางเมื่อไหร่ก็ได้ คนเป็นอาริยบุคคล เป็นอรหันต์แล้วก็อาศัยได้ เมื่อจะวางอย่างสมบูรณ์เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่เหลืออัตภาพตกค้างที่ไหนอีกก็ทำได้ อาตมาได้อธิบายถึงแรง อำนาจหรืออธิปไตย ตอนนี้มาค้างคาที่รัฏฐาธิปัตย์ ก็ตีความไปกันนี่ อาตมาก็อธิบายจนตั้งศัพท์มาใหม่ว่า รัฐาบาลาธิปไตยหรือรัฐบาลาธิไตย ซึ่งไม่ใช่อำนาจที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ และรัฐบาลาธิปไตยมีอำนาจแต่ละทีไม่เกิน 4 ปี ส่วนอำนาจของประชาชนที่เป็นรัฎฐาธิปัตย์นั้นไม่มีวันหมดไป อาจจะถูกลดถูกริบไปชั่วคราว แต่ก็ต้องกลับคืนมาเป็นของประชาชนในที่สุด ส่วนรัฐบาลาธิปัตย์นั้น ได้เพียงชั่วคราว แต่ก็หลงกันเหลือเกิน ไล่ก็ไม่ออกอีก จะบอกว่าตายคาประชาธิปไตยอีก พูดเสียเก๋เลย แต่พูดอย่างคนโง่ ตนเองจะตายคารัฏฐาธิปัตย์ คุณไม่พูดก็ต้องตายคาอยู่แล้ว แต่ที่คุณพูดนี้คุณกำหนดหมายผิด วิปลาสไป ซึ่งอำนาจนั้น แบ่ง เป็นสองอย่างคือ Force คือแรงแบบบังคับไม่ชอบธรรม และอีกแรงหนึ่งคือ Authority คือแรงไม่บังคับ เป็นความชอบธรรม เป็นอำนาจที่มีในคนประเสริฐหรืออาริยะ คนก็ชนะกันด้วย Force การกดขี่บังคับมาตั้งแต่เป็นเดรัจฉาน แต่ผู้ประเสริฐจะใช้ความดีงามทำให้เขายอมแพ้ ยอมยกให้ ยอมเพราะคุณงามความดี แต่โลกนี้ก็ยอมเพราะตกอยู่ใต้อำนาจ กาม โลกธรรม อัตตา ผู้ใดไม่รู้ก็มีพลังแฝงส่วนนี้ แต่เมื่อมาเรียนรู้แล้ว ก็ไม่ต้องง้องอนอำนาจโลก เอาอำนาจโลกมาบังคับไม่ได้ ผู้นี้จะอิสรเสรีภาพ จะเป็นไปได้ต้องเป็นอาริยบุคคล ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไปจะมีอำนาจที่อยู่เหนืออำนาจโลกีย์ได้มากขึ้นๆ จนเป็นอรหันต์ก็สุดยอดเลย อิสรเสรีภาพสูงสุด ใครเห็นด้วยก็นำไปปฏิบัติ และก็สามารถทำได้จนเป็นหมู่กลุ่ม เป็นกลุ่มอโศก ออกมาทำงานร่วมกับสังคม เป็นธรรมฤทธิ์ ที่ทำให้เขาแพ้ยะย่าย พ่ายจะแจไป เป็นพลังแห่งคุณงามความดีจริงๆ เป็นธรรมะชนะอธรรมจริงๆ เป็นประสิทธิผลที่ยืนยันพิสูจน์ได้ เป็นธรรมาธรรมะสงคราม ระหว่างธรรมะกับอธรรม เราก็มาทำให้ธรรมะชนะไปเรื่อยๆ ส่วนทางโน้นเขาก็ครอบงำคนให้มาเห็นด้วย แต่เราไม่ครอบงำ ไม่บังคับ อาตมาไม่ขอร้อง แต่คุณสุเทพทำมากกว่าอาตมา ไปขอร้องให้ข้าราชการมาช่วยด้วยเพื่อให้เกิดสุญญากาศ

อธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ

สรุป ประเด็นสำคัญของปัญหาที่ทำให้จัดการกับวิกฤติการเมืองที่เกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ของไทย ยังไม่สำเร็จเสร็จจบลงได้ ก็เพราะว่า ( 1 ) ยังเข้าใจความเป็น"รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย"ของความเป็นประชาชน ตามมาตรา 3 ไม่ถูกต้องตรงเต็มสภาพสัมบูรณ์ซึ่งความเป็น"รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย"ของความเป็นประชาชน นั้น เป็นความมีอำนาจเต็มสูงสุด(supreme)ที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปจากประชาชนได้จนนิรันดร ตราบที่รัฐนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่า ประชาธิปไตย 2 ขา หรือขาเดียว ( 2 ) ยังเข้าใจความเป็น"รัฐบาลาธิปัตย์ หรือรัฐบาลธิปไตย" ที่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ตรงตามสิทธิและหน้าที่ของสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เท่าที่ตนมี ( 3 ) ยังหลงผิดไปเข้าใจความเป็น"รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย"ของประชาชน ว่าเป็นอันเดียวกันกับ"รัฐบาลาธิปัตย์ หรือรัฐบาลาธิปไตย"ของรัฐบาล การใช้อำนาจจึงผิดไป เพราะการยึดถือที่ผิดนี้ และเมืองไทยได้ปล่อยให้ใช้อำนาจเกินขอบเขตของอำนาจตามสิทธิและหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ จนเคยตัว และชินตา จึงพาลพาให้หลงผิดไปจากสัจธรรมความเป็นจริงทำให้คนเกือบทั้งประเทศหลงเข้าใจผิดตาม ว่า "รัฐบาลาธิปไตย หรือรัฐบาลาธิปัตย์"ของรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจในหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ที่มาตรา 171 และตามบทบัญญัติอื่นอีก ระบุไว้ เท่าที่มี นั้น ว่า เหมือนกัน เป็นอันเดียวกักับ"รัฏฐาธิปไตย หรือรัฏฐาธิปัตย์"ของประชาชน ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยเต็ม ตามที่มาตรา 3 ระบุไว้ สำคัญผิดในนัยะของอำนาจ จึงยึดถือความเป็นอำนาจที่ตนได้ผิดไปจึงได้ยื้อยุด ยุติยากกันอยู่อย่างนี้ ( 4 ) ยังแยกอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างไม่ชอบธรรม ไม่เป็นอาริยะ(ยังอนาริยะอยู่) และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) กับอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างชอบธรรม เป็นอาริยะ และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(au th ority) ไม่ได้ จึงแยกอำนาจปฏิบัติของบุคคลใด หรือประชาชนกลุ่มไหน ว่า ประพฤติป ฏิ บัติไม่ชอบธรรม และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) ออกจากบุคคลใด หรือประชาชนกลุ่มไหน ว่า ประพฤติปฏิบัติชอบธรรม และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(authority) ไม่ได้จึงทำให้ไม่เข้าใจ และปฏิบัติไม่ถูก หรือปฏิบัติไม่ได้ ไม่ว่าตามมาตรา 63 ก็ดี มาตรา 68 ก็ดี มาตรา 69 ก็ดี หรือมาตรา 70 ก็ดี เป็นต้น หรือแม้จะปฏิบัติถูก และประชาชนทำได้ดีแท้ๆ แล้ว ก็ไม่ยกย่องตามสัจจะ ไม่ยินดีร่วมมืออย่างชื่นชม แล้วระดมแรงร่วมกันให้เต็มที่ ผลสำเร็จในการจัดการกับวิกฤติการเมืองจึงเกิดไม่ได้ ( 5 ) ปุถุชนคนทั่วไปยังไม่เชื่อความเป็นไปได้ ของอำนาจพิเศษ ที่มหัศจรรย์เกินสามัญ(อุตตริมนุสสธรรมขั้นโลกุตระ) คือ ความดีงาม ความถูกต้อง สุภาพ ไม่รุนแรง ความชอบธรรม นั้นมีอำนาจวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฐ์ สามารถชนะความไม่ดี ไม่งาม ความไม่ถูกต้องชอบธรรม ความรุนแรง ได้จริงๆ เพราะเท่าที่คนทั้งโลกปฏิบัติกันมา ใช้กันมา ตามสัญชาตญาณสามัญก็คือ ใช้อำนาจปฏิวัติหรือรัฐประหารด้วยอำนาจทหาร หรือชนะกันด้วยความรุนแรงและใช้อาวุธประหัตประหารกัน เป็นต้น หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่อาศัยโลกธรรม(ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข)เป็นเครื่องมือ สามารถครอบงำ กดขี่ หรือสามารถเบ่งข่มกัน(force) เป็นผลสำเร็จมาตลอด ยังไม่สามารถใช้อำนาจที่สูงกว่าสัญชาตญาณสามัญ ได้จริงๆ คือ ใช้อำนาจโดยชอบธรรม(authority) ตรงตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ เป็นอำนาจปฏิวัติหรือแม้จะถึงกับเรียกว่ารัฐประหารด้วยอำนาจของประชาชน ที่มากพอจนเรียกได้ว่า มวลมหาประชาชน ซึ่งสามารถปฏิบัติความสงบสันติ อหิงสา อย่างมีความดีงามความถูกต้อง สุภาพ ไม่รุนแรง เป็นความชอบธรรม จนมีอำนาจวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฐ์ กระทั่งชนะความไม่สงบ ความไม่ชอบธรรม ความไม่ดีไม่งามความไม่ถูกต้อง ไม่สุภาพ รุนแรง ให้เป็นที่ปรากฏมาก่อน เมื่อมีคนจริง มวลมหาประชาชนจริง ปฏิบัติกันได้ มีผลสำเร็จ ปรากฏขึ้นในโลกจริงในสังคมคนจริงๆ จึงงงๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร จะเป็นอย่างไร ดังนั้น แม้จะเป็นกันได้แล้ว มีแล้ว เกิดขึ้นให้เห็นแล้วโต้งๆ ก็ไม่รู้ เพราะเข้าใจยังไม่ได้ เพราะยังเข้าใจผิดอยู่ ยังยึดความเข้าใจเดิมที่ไม่สัมมาทิฏฐิตามที่หลงผิดนั้นอยู่ไม่เปิดจิต ไม่มีปรโตโฆสะ จิตใจยังไม่มีภาวะความรู้ใหม่ ไม่มีความเข้าใจอื่นจากเดิมเพิ่มขึ้น ยังยึดอยู่แต่ความรู้ความเชื่อเก่า เข้าใจความรู้ใหม่ไม่ได้ ความเป็นสิ่งประเสริฐที่เกิดขึ้นให้เห็นโทนโท่หลัดๆก็ไม่รู้ว่า คือ อาริยธรรม คือความดีงามที่เป็นจริง คือความถูกต้องที่เป็นจริง ความชอบธรรมที่เป็นจริง จึงเห็นความดีงาม ที่เป็นอำนาจพิเศษที่เกิดอยู่โต้งๆหลัดๆนี้ไม่ได้ จึงยังไม่เชื่อว่า ความดีงามที่เป็นอำนาจพิเศษมีจริง เพราะไม่รู้จักความดีงามจริงๆ ที่เป็นอำนาจพิเศษนี้ไง ( 6 ) คนยังเข้าใจความเป็น"สุญญากาศ"ทางการเมือง(void)ไม่ได้ หรือไม่ถูกต้อง บางคนมีแต่"มโน"เอาว่า สุญญากาศทางการเมืองไม่มี เกิดขึ้นไม่ได้ จึงเถียงกันด้วยตรรกะไม่มีจบลงได้ เพราะไม่รู้จริงว่า สุญญากาศ คืออะไร เป็นอย่างไร หรือเอาแต่ยึดความเป็นสุญญากาศของตนอยู่นั่นแหละ ไม่เคลื่อน ไม่คลายอันใดกันเลย ทั้งๆที่คว า มจริงนั้น สุญญากาศ หรือ void คือ ปรากฏการณ์จริง แห่งความเป็นโมฆะ แห่งความไม่มี ความสูญเปล่าจากที่มีไปแล้ว หรือว่างจากเนื้อหาทางการเมืองที่ควรจะเป็นจะมีนั้นแล้วต้องย้ำนะว่า ทางการเมืองเพราะสุญญากาศนั้น จะเป็นสุญญากาศของอะไรก็มีได้ ตามเหตุปัจจัยนั้นๆของภาวะใดภาวะนั้น แต่นี่เราหมายถึง สุญญากาศทางการเมืองต้องกำหนดให้ตรงกันนะ อย่าเพี้ยนไปจากเนื้อแท้ที่สำคัญเป็นอันขาด เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมือง ก็คือ โมฆะหรือสูญเปล่าหรือไม่มีหรือว่างจากสาระทางการเมืองนั้นไปจริงๆแล้ว มิหนำซ้ำ มีแต่โทษเอาด้วย มันไร้สาระทางการเมืองสิ้นแล้ว มันมีแต่ความเสียหายหรือฉิบหายกันจริงๆ ต่างหากเหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษคนที่ไม่มีผลทางธรรมเกิดแม้แต่ในขณะหนึ่งขณะใดว่า โมฆะบุรุษ นั่นคือ คำว่าโมฆะนี้ หมายถึงว่างเปล่าจากการเจริญทางธรรมในขณะนั้น ปานนั้นทีเดียว หากปล่อยให้ช้าไป กิเลสก็จะเข้าสู่จิตใจทดแทนเอาด้วย คำว่าว่างเปล่าหรือสูญเปล่าจึงพาลจะตกต่ำเสียหายแล้วเราจะปล่อยให้เกิดภาวะเช่นนี้ต่อไปกันกระนั้นหรือ? เอาล่ะ ถ้าจะหมายถึงการขาดสูญหรือการว่างเปล่าจาก"อำนาจผู้บริหารทางการเมือง โดยเฉพาะคณะผู้บริหารการปกครองประเทศ"ไปแล้วจริงๆ เด็ดขาดแล้ว ก็น่าจะมองลึกเข้าไปอีกว่า ถ้าปล่อยให้คณะผู้บริหารที่ขาดสูญหรือว่างเปล่าจากอำนาจหน้าที่แล้วนี้ยังอยู่ต่อไป ก็จะมีแต่โทษภัยหนักหนาสาหัสในการปฏิบัติทางการเมืองไปเรื่อยๆ มันไม่คุ้มกันเลยที่จะมีพฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นอยู่นั้นต่อไป นี่ต่างหากคือ สุญญากาศทางการเมืองตัวแท้ ที่ควรจะยุติ หรือเปลี่ยนแปลงอำนาจที่เป็นโทษนั้นไปเสียทันที แต่กระนั้นก็เถอะ ภาวะทางการเมืองจริงๆของไทย ณ ลมหายใจเฮือกนี้นั้น มันไม่สุญญากาศจากภาวะเลวร้าย มันหนักหนาสาหัสกับสภาวะเลวร้ายสุดๆเลยด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ความเป็นจริงทางกฎหมายก็ตาม ทางพฤติกรรมก็ตาม มันจบลงแล้ว มันโมฆะแล้ว หรือมันว่างเปล่าจากคุณค่าทางการเมืองสิ้นแล้ว มันมีแต่โทษแต่ภัยร้ายอย่างแท้จริง อย่าหลงแต่วาทะคารมกันอยู่นักเลย จะเอาความจริงทางหลักเกณฑ์จริงกันก็ได้ ณ ปัจจุบันนี้ คณะบริหารหรือคณะรัฐบาลที่ยังมีเยื่อเหลืออยู่นี่ มีสาระอะไร เห็นมีก็แต่การใช้อำนาจบาตรใหญ่เบ่งแอ็ดๆ ที่เหลืออยู่ อย่างหน้าด้านนี้ หาทางเพื่อที่จะดึงดันเอาชนะคะคานทางการเมืองกันไปเท่านั้น ทำความอิดหนาระอาใจสุดอึดอัดจะระเบิดอยู่แล้วให้แก่สังคม ผลาญพล่าทรัพย์สินของรัฐไปอย่างไม่เคยบันยะบันยังอยู่โต้งๆแหลกเหลวบรรลัยอยู่เท่านั้นใช่มั้ย? แล้วยังจะควรนับว่า เศษกากของวัตถุทางการเมืองที่เป็นพิษนี้มีอยู่อีกต่อไปทำไม มันควรจะกวาดล้างออกไปให้สะอาดแก่ประเทศให้เร็วสุดต่างหากการจะแก้ไขปัญหาวิกฤติสาหัส ที่เป็นอยู่ ณ คราปัจจุบันกาลนี้ จะต้องใช้"มหาปเทส 4 "ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะสำเร็จเสร็จจบลงได้ มหาปเทส 4 นั้นเป็นธรรมาวุธ ที่ตุลาการภิวัตน์ก็ต้องใช้ ประชาภิวัตน์ก็ต้องใช้ โดยเฉพาะกัมมาภิวัตน์แท้จริงจะเกิดได้จริง ที่ว่าจะต้องใช้ก็เพราะตรงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มีเจตนารมณ์ตรงกับมหาปเทส 4 โดยแท้ เป็นต้นว่า เนื้อความของมาตรา 7 คือ "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"ซึ่ง มหาปเทส 4 นั้นก็มีว่า ( 1 ) สิ่งใดไม่ห้าม ว่า ไม่ควรแต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งไม่ควร ขัดกับสิ่งควร สิ่งนั้นจึงไม่ควร ( 2 ) สิ่งใดไม่ห้าม ว่า ไม่ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งควร ขัดกับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นจึงควร ( 3 ) สิ่งใดไม่อนุญาต ว่า ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งไม่ควร ขัดกับสิ่งควร สิ่งนั้นจึงไม่ควร ( 4 ) สิ่งใดไม่อนุญาต ว่า ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งควร ขัดกับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นจึงควร (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 92 ) เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีทั้งบทบัญญัติห้ามและไม่มีทั้งบทบัญญัติอนุญาต เห็นไหมว่ามันตรงกันกับสาระของมาตรา 7 ชัดๆเลย คือ "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด" ซึ่งเหตุการณ์จริงของบ้านเมืองที่มันสุดวิกฤติแสนสาหัส ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ประชาชนเดือดร้อนสุดทนจนออกมาประท้วง และได้ยกระดับการประท้วงขึ้นไปเป็นต่อต้าน จนกระทั่งถึงขั้นขออำนาจคืน หรือขอปฏิวัตยึดอำนาจคืน ดังที่คณะทหารเคยปฏิวัตินั่นเอง คำว่า"ปฏิวัติ"นี่เอง ที่มันไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้ เป็นต้น ภาษาหรือคำบัญญัติที่ว่านี้ไม่มี นี่คือ ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ซึ่งมันก็คือ มันไม่มีทั้งบทบัญญัติที่ห้าม และไม่มีทั้งบทบัญญัติที่อนุญาตไง มหาปเทส 4 จึงมีเนื้อหาตรงกันกับมาตรา 7 แล้ว มันจึงเป็นภาวะแห่งสุญญากาศ ตามสัจจะของความเป็นจริง กล่าวคือ รัฐบาลได้ปฏิบัติผิดนิติรัฐนิติธรรม ประชาชนจึงออกมาประท้วงตามมาตรา 63 - 69 - 70 และขออำนาจที่ได้ให้ไปปฏิบัติหน้าที่คืนมาจัดการหาคณะบริหารใหม่ ตามสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของอำนาจ อันเป็นสิทธิเต็มของประชาชนตามมาตรา 3 และในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับ เป็นภาษาระบุเต็มๆ ตรงๆ จึงตรงตามมาตรา 7 นี้ ก็ต้องวินิจฉัยกรณีที่เป็นสุญญากาศนี้ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นก็คือ ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีที่เคยมีมาแล้ว ซึ่งประเพณีก็มีแต่การได้อำนาจมาด้วยวิธีใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญนี้ เป็นต้นว่า การปฏิวัติโดยทหาร หรือรัฐประหารด้วยอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างไม่ชอบธรรม ไม่เป็นอาริยะ(ยังอนาริยะอยู่) ซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) แต่ก็ได้ยอมรับให้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมนั้นแก่คณะปฏิวัติได้อำนาจ แล้วก็จัดการบริหารกันมาเป็นประเพณีกันอยู่ทั่วโลก ประเพณีเช่นนี้มีมากี่ครั้งกี่คราแล้วล่ะสำหรับประเทศไทยนี่แหละ หรือประเทศอื่นๆเขาก็มีประเพณีนี้ที่ทำกัน ปฏิบัติกัน จึงถือว่าเป็นประเพณีแห่งการสืบทอดอำนาจ แม้จะเป็นการได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมเป็นอำนาจที่ไม่สง่างาม แต่ก็จำนนกัน ครั้นมาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบันนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติ การปฏิวัตินี้ก็ไม่เหมือนการปฏิวัติอย่างที่เคยผ่านมา ซึ่งเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนี้ อันเป็นการปฏิวัติอย่างชอบธรรมเป็นอำนาจที่สง่างาม ทำไมไม่จำนนบ้างเล่า? คำว่าการปฏิวัติโดยคณะทหารหรือคณะราษฎร์ที่ใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรมเพราะรุนแรง ไม่สงบ ใช้อาวุธผิดรัฐธรรมนูญนั้น ต่างก็ได้ยอมรับกันมาแล้วทั้งสิ้น ส่วนคราวนี้ประชนชาวไทยทำได้อย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฐ์ ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งมาตรา 63 มาตรา 69 มาตรา 70 เป็นต้น แม้คณะมวลมหาประชาชนคือ กปปส.นี้ จะถูกรุกราน ถูกผู้ใช้อำนาจที่ผิดไปจากรัฐธรรมนูญนี้ย่ำยี คณะมวลมหาประชาชนก็ยังรักษาความสุจริตตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไว้ได้เหนียวแน่น ยืนนานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์แห่งการปฏิวัติ ดีงามถูกต้องยิ่ง จนกระทั่งศาลตุลาการได้ออกคำสั่งคุ้มครองการชุมนุมประท้วงของมวลมหาประชาชนครั้งนี้ทีเดียว กรณีนี้เมื่อพิจารณาตามมหาปเทศ 4 แล้วจึงเป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องตัดสินให้ ผู้ที่ชอบธรรม เป็นผู้ถูกต้องเหมาะควรที่จะปฏิบัติตามประเพณีที่เคยผ่านมา ในประเด็นที่เป็นผู้จัดการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ก็ในเมื่อการปฏิวัติได้อำนาจคืนมาจัดการตามที่คณะทหารเคยทำเป็นประเพณีในอดีต ซึ่งไม่ชอบธรรมแท้ๆ ยังเป็นผู้มีสิทธิในการปฏิบัติจัดการการปกครองประเทศได้ แล้วในเมื่อมวลมหาประชาชนปฏิวัติด้วยความสงบ ไม่ใช้อำนาจรุนแรงเลย สุภาพเรียบร้อย ไม่มีอาวุธ สวยสดงดงาม สง่ายิ่งวิเศษ วิสุทธิ์ วิสิฏฐ์ ปานฉะนี้ ทำไมไม่ยอมยกให้บ้าง หรือไม่ร่วมมือกันทำให้สิ่งประเสริฐนี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเล่า? อำนาจชนิดนี้มันเป็น"อำนาจขั้นโลกุตระ" มันทวนกระแสสามัญของสัตวโลกทั้งหลาย มันเป็นภาวะที่สูงส่งจริงๆ เป็นอาริยธรรมที่เกิดจริงจากประชาชนที่เป็นคณะบุคคลผู้มีคุณธรรมจริง จึงทนทานต่อการประจญประจัญได้กับความกระทบกระกระแทกกระทั่งอย่างรุนแรงจากผู้ที่พยายามหาเรื่องจะให้เกิดความรุนแรง โดยไม่ทำความรุนแรงตอบ หรือไม่ได้โต้ตอบจนทำให้เกิดการจลาจล อย่างที่เคยเกิดขึ้นกันมาแล้วในอดีต

ประเด็นแห่งปัญหา ก็คือ 1 ) อำนาจอธิปไตย(sovereignty) ที่มีความเห็นแตกต่างกัน 2 ) สุญญากาศทางการเมือง(void) ที่มีความเห็นแตกต่างกัน 3 ) ความผิด-ถูก หรือชั่ว-ดี อันเป็นคุณค่าของคุณธรรม(virtue) ที่ต้องใช้เป็นเครื่องวัดคุณค่าของผู้เป็นนักการเมือง 4 ) สถานภาพที่เป็นอยู่จริงมีอยู่จริงในปัจจุบันนั้นๆ(satatus quo) ตามข้อ 1 ) อำนาจ หรือแรง หรือความสามารถ หรือกำลัง หรือพลัง ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำกลางๆว่า power และยังมีคำภาษาอังกฤษอื่นๆ อีกที่เขาจำกัดความของ อำนาจลักษณ ะ ที่ละเอียดลึกซึ้งไปแตกต่างกัน ภาษาไทยไม่มีคำที่ชี้บอกสภาวะธรรมนั้นๆได้ จึงแยกอำนาจที่มีที่เป็นตามที่เป็นจริงไม่ค่อยได้เพียงพอ เช่น อำนาจ ที่เรียกว่า force คือ อำนาจที่มีลักษณะไปในทางครอบๆ งำๆ ข่มๆ ขี่ๆ กดๆ รุน ดัน ยัดเยียด บังคับ เบียดเบียน หนักๆแรงๆไปทางร้าย จนถึงอำนาจต่อสู้เอาชนะด้วยการทำร้าย ห้ำหั่น ฟาดฟันกัน ฆ่ากัน เป็นต้นว่า อำนาจทางทหาร นี่เขาจะใช้คำว่า force อำนาจ ที่เรียกว่า authority คือ อำนาจทีเป็นธรรม อำนาจที่ถูกตรงตามหน้าที่ อำนาจชอบธรรม อำนาจสมรรถนะที่เป็นตัวอย่างอันประเสริฐ อำนาจที่เป็นหลักฐานอันควรเชื่อถือ อำนาจที่ควรศรัทธาเคารพบูชา อำนาจที่มีลักษณะไปในทางคุณธรรม ดีๆ งามๆ ถูกต้อง ไม่ฆ่ากันนั้นแน่นอน ไม่ฟาดฟันกันแล้ว ไม่ห้ำหั่น ไม่บังคับ ไม่เบียดเบียน ไม่หนักๆแรงๆไปทางร้าย ไม่ถึงอำนาจต่อสู้เอาชนะด้วยการทำร้าย ไปจนกระทั่งไม่รุน ไม่ดัน ไม่ยัดเยียด ไม่เดียจฉันท์ ไม่กด ไม่ขี่ ไม่ข่ม ไม่ครอบงำอำนาจ ที่เรียกว่า sovereignty อำนาจที่เรียกได้ตรงถูกต้องแล้วว่า อธิปไตย อำนาจในการปกครองตัวเองโดยอิสระ อำนาจสูงสุดที่ชอบธรรม อำนาจคือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของรัฐ เจ้าของประเทศ ที่เรียกว่ารัฏฐาธิปัตย์ อำนาจที่เป็นสิทธิ์เต็มในความเป็นคนของประเทศเท่ากับประชากรอื่นๆ ผู้ที่ไม่เข้าใจในความเป็นอำนาจตามลักษณะที่ละเอียดถูกตรงดังกล่าวนี้เป็นต้น ก็จะปฏิบัติประพฤติถูกตรงในคุณลักษณะที่เป็นอธิปไตย (sovereignty)ให้เป็นจริง และยั่งยืนถาวรไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจอย่างถูกตรงอย่างบริบูรณ์ พอรู้บ้าง ก็อาจจะปฏิบัติได้บ้างชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งไม่นาน และจะไม่เป็นอธิปไตยสูงสุดได้เลย จึงไม่สามารถจะมีอำนาจที่เรียกว่า sovereignty คือ อำนาจที่เรียกได้ตรงถูกต้องแล้วว่า อธิปไตย ได้อย่างเป็นระบบที่ไปสู่ความสูงสุดยั่งยืน ตราบนานเท่านาน ผู้เข้าใจมีปัญญารู้แจ้งความเป็นอำนาจที่ชอบธรรม สัมมาทิฏฐิจริง ก็จะปฏิบัติตน มีการประพฤติถูกต้องตรงธรรมได้ละเอียดมากสูงจนที่สุดได้จริง และเจริญพัฒนาถึงที่สูงที่สุดได้ ความเห็นความเข้าใจที่แตกต่างกัน ก็ย่อมขัดแย้งกัน และต้องอยู่ในสภาพต่อสู้กันเป็นธรรมดา ถ้ายังไม่มีความเห็นความเข้าใจที่สัมมาทิฏฐิจริง และเกิดทิฏฐิสามัญญตา ก็จะผลัดกันได้อำนาจ ผลัดกันขึ้นครองอำนาจวนเวียนสลับกันไป ถ้ามีทิฏฐิสามัญตาในหมู่ชนใด แม้ทิฏฐินั้นจะไม่ใช่สัมมาทิฏฐิก็อาจจะอยู่ได้นานขึ้นบ้าง แต่ไม่สัมบูรณ์ด้วยอิสระเสรีภาพ จะอาศัยอำนาจเชิง force เป็นอำนาจหลักจึงจะทำให้อยู่ได้นาน หากมีอำนาจเชิง authority ผสมผสานช่วยด้วยก็จะทำให้ได้นานขึ้น แต่ถ้ามีแต่ force จะรักษาอำนาจบาตรใหญ่ไว้ได้ไม่นาน จะถูกแย่งถูกชิงไป หมุนเวียเป็นสมบัติผลัดกันชม อยู่อย่างนั้น ข้อ 2 ) สุญญากาศทางการเมือง(void) ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ก็เพราะเข้าใจความเป็นสุญญากาศที่ไม่ใช่สุญญากาศทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตย อย่างถูกตรง ที่เรียกว่า void แต่จะเข้าใจความเป็นสุญญากาศที่เป็นเชิงอื่นๆ เช่น ความว่างเชิง vacancy บ้าง เชิง zero บ้าง เชิง empty บ้าง เชิง leisure บ้าง สุญญากาศเชิงหรือแบบ vacancy ก็คือ ความว่างที่ยังไม่มีความรู้ที่มีความเป็นสุญญากาศทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตย อย่างถูกตรงแท้จริง ที่เรียกว่า void จึงปฏิบัติโดยเข้าใจความเป็นสุญญากาศ ที่เป็นความว่างแบบขาดความคิดหรือปัญญา ซึ่งเป็นความว่างที่อยู่เด๋อๆ อยู่เฉยๆ อยู่เปล่าๆ ไร้สาระ หรือไม่รู้อะไรเป็นอะไรกับใครเขา ซึ่งจะไปได้สุญญากาศที่เป็นความว่างแบบทำจิตใจให้เป็นคนอยู่อย่างว่างเหม่อๆลอยๆ กลายเป็นคนจิตใจจะเข้าใจอะไรก็สับสน เป็นต้น หรือเข้าใจอะไรก็ได้อย่างคลุมเครือ นี่คือ ผู้ยึดได้ความว่างอย่าง vacancy ส่วนสุญญากาศเชิงหรือแบบ zero ก็คือ ความว่างที่ยังไม่มีความรู้ที่มีความเป็นสุญญากาศทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตย อย่างถูกตรงแท้จริง ที่เรียกว่า void เช่นกัน โดยเข้าใจไปว่า ความว่างเป็นศูนย์ ชนิดที่ไม่มีอะไรเลย อันตรธาน ปลาสนาการไป ห มด ไม่เหลืออะไรเป็นค่าเป็นประโยชน์ เป็นคนก็ไม่มีคุณค่า สิ่งของก็ไม่มีคุณค่า อะไรก็ไม่สลักสำคัญอะไรเลยจึงยึดได้เพียงสุญญากาศที่ว่างเปล่าจากอะไรไปหมด เอียงไปข้างไม่มีอะไรเลย นี่คือ ผู้ยึดได้ความว่างอย่าง zero สุญญากาศเชิงหรือแบบ empty ก็คือ ยังเข้าใจความว่างที่ยังไม่มีความรู้ที่มีความเป็นสุญญากาศทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตย อย่างถูกตรงแท้จริง ที่เรียกว่า void อยู่นั่นเอง โดยเข้าใจสุญญากาศทางการเมืองนี้ว่า ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ไม่มีความหมาย ไร้สาระ เปล่าประโยชน์ ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น โง่ ไร้ความรู้ เปล่าเปลี่ยวเงียบเหงา จึงยึดได้เพียงสุญญากาศที่ว่างเปล่าอย่างไร้สาระ เปล่าประโยชน์ เอียงไปข้างไม่มีคุณค่าไม่ได้ประโยชน์อะไร นี่คือ ผู้ยึดได้ความว่างอย่าง empty สุญญากาศเชิงหรือแบบ leisure ก็คือ ยังเข้าใจความว่างที่ยังไม่มีความรู้ที่มีความเป็นสุญญากาศทางการเมืองอันเป็นประชาธิปไตย อย่างถูกตรงแท้จริงเต็มที่ ที่เรียกว่า void อยู่นั่นแหละ โดยเข้าใจสุญญากาศทางการเมืองนี้ว่า ว่าง มีเวลาว่าง ไม่มีงานทำ การว่างจากงาน ที่จริงการเกิดความว่าง ที่เกิด void ขึ้นนี้ มันเกิดอย่างมีปัญญา และประสงค์จงใจที่จะให้ คณะรัฐบาล ว่างไป หยุดไป ไม่ต้องทำงานนี้อีก ไม่ใช่ ว่างอย่างขาดความคิดหรือปัญญา ซึ่งเป็นความว่างที่อยู่เด๋อๆ อยู่เฉยๆ อยู่เปล่าๆ ไร้สาระ อย่าง vacancy ไม่ใช่ ว่างอย่างไม่มีอะไรเลย อันตรธาน ปลาสนาการไปหมด แบบ zero ไม่ใช่ ว่างอย่างไม่มีความหมาย ไร้สาระ เปล่าประโยชน์ ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น โง่ แบบ empty ไม่ใช่ ว่างอย่างมีเวลาว่าง ไม่มีงานทำ การว่างจากงาน แบบ leisure เป็นต้น ซึ่ง void ในที่นี้เป็นความว่างอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง ไม่ใช่การสูญ หรือสภาวะความว่างเปล่าที่เปล่าๆ ว่างๆที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีวัตถุ ไม่มีทั้งวัตถุทั้งนามธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน