570415_พ่อครูที่ลานพลับพลาฯ ปิดตลาดอาริยะ เรื่องอธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570415 พ่อครูเทศน์ปิดงานตลาดอาริยะ หน้าลานพลับพลาฯ เรื่อง อธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ
วันนี้วันอังคารที่ 15 เมษายน 2557 ที่ งานตลาดอาริยะ หน้าลานพลับพลาฯ เจริญธรรมทุกๆคน ส่งท้ายวันงานสงกรานต์ ประเด็นเรื่องรั ฏ ฐาธิปัตย์ ที่เขาเข้าใจกันยังไม่ชัด วันนี้อาตมาก็เลยสรุปอีกที จะชัดไหม อาตมาก็เขียนมา อาตมาตั้งหัวข้อว่า อธิปไตยประชาชนไทยที่สุดวิเศษ ที่ประชาชนไทยได้ประท้วงกันมานี่ทำได้อย่าง วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิฏฐ์ ซึ่งเป็นเรื่องเลอเลิศ แต่ก็มองกันยากว่าเลอเลิศอย่างไร ก็อาจเพราะไม่มีส ิ่ งเทียบเคียง แต่ก็มีสิ่งที่บ่งชี้ว่า นี่คือธรรมะที่เหนือกว่าโลกียะ Supra mundane ลองฟังที่อาตมาเรียบเรียงสรุปมาวันนี้
สรุป ประเด็นสำคัญของปัญหาที่ทำให้จัดการกับวิกฤติการเมืองที่เกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ของไทย ยังไม่สำเร็จเสร็จจบลงได้ ก็เพราะว่า ( 1 ) ยังเข้าใจความเป็น "รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย" ของความเป็นประชาชน ตามมาตรา 3 ไม่ถูกต้องตรงเต็มสภาพสัมบูรณ์ ซึ่งความเป็น "รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย" ของความเป็นประชาชน นั้น เป็นความมีอำนาจเต็มสูงสุด(supreme)ที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปจากประชาชนได้จนนิรันดร ตราบที่รัฐนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่า ประชาธิปไตย 2 ขา หรือขาเดียว ( 2 ) ยังเข้าใจความเป็น "รัฐบาลาธิปัตย์ หรือรัฐบาลธิปไตย" ที่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ตรงตามสิทธิและหน้าที่ของสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี เท่าที่ตนมี ( 3 ) ยังหลงผิดไปเข้าใจความเป็น "รัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฏฐาธิปไตย" ของประชาชน ว่าเป็นอันเดียวกันกับ"รัฐบาลาธิปัตย์ หรือรัฐบาลาธิปไตย"ของรัฐบาล การใช้อำนาจจึงผิดไป เมืองไทยไ
อ่านต่อ
ด้ปล่อยให้ใช้อำนาจเกินขอบเขตของอำนาจตามสิทธิและหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ จนเคยตัว และชินตา จึงพาลพาให้หลงผิดไปจากสัจธรรมความเป็นจริง ทำให้คนเกือบทั้งประเทศหลงเข้าใจว่า "รัฐบาลาธิปไตย หรือรัฐบาลาธิปัตย์" ของรัฐบาล ตามมาตรา 171 และตามบทบัญญัติอื่นอีกเท่าที่มี ว่าเป็นอันเดียวกันกับ"รัฏฐาธิปไตย หรือรัฏฐาธิปัตย์"ของประชาชน ตามมาตรา 3 ( 4 ) ยังแยกอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างไม่ชอบธรรม ไม่เป็นอาริยะ(ยังอนาริยะอยู่) และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) กับอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างชอบธรรม เป็นอาริยะ และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(authority) ไม่ได้ จึงแยกอำนาจปฏิบัติของบุคคลใด หรือประชาชนกลุ่มไหน ว่า ประพฤติปฏิบัติไม่ชอบธรรม และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) ออกจากบุคคลใด หรือประชาชนกลุ่มไหน ว่า ประพฤติปฏิบัติชอบธรรม และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(authority) ไม่ได้ จึงทำให้ไม่เข้าใจ และปฏิบัติไม่ถูก หรือปฏิบัติไม่ได้ ไม่ว่าตามมาตรา 63 ก็ดี มาตรา 68 ก็ดี มาตรา 69 ก็ดี หรือมาตรา 70 ก็ดี เป็นต้น หรือแม้จะปฏิบัติถูก และประชาชนทำได้ดีแท้ๆ ก็ไม่ยกย่องตามสัจจะ ไม่ยินดีร่วมมือ อย่างชื่นชม แล้วระดมแรงร่วมกันให้เต็มที่ ผลสำเร็จในการจัดการกับวิกฤติการเมืองจึงเกิดไม่ได้ ( 5 ) ปุถุชนคนทั่วไปยังไม่เชื่อความเป็นไปได้ ของอำนาจพิเศษ ที่มหัศจรรย์เกินสามัญ ( อุตตริมนุสสธรร ม ขั้นโลกุตระ) คือ ความดีงาม ความถูกต้อง สุภาพ ไม่รุนแรง ความชอบธรรม นั้นมีอำนาจวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฐ์ สามารถชนะความไม่ดีไม่งาม ความไม่ถูกต้องชอบธรรม ความรุนแรง ได้จริงๆ เพราะเท่าที่คนทั้งโลกปฏิบัติกันมา ใช้กันมา ตามสัญชาตญาณสามัญก็คือ ใช้อำนาจปฏิวัติหรือรัฐประหารด้วยอำนาจทหาร หรือชนะกันด้วยความรุนแรงและใช้อาวุธประหัตประหารกัน เป็นต้น หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่อาศัยโลกธรรม(ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข)เป็นเครื่องมือ สามารถครอบงำ กดขี่ หรือสามารถเบ่งข่มกัน(force) เป็นผลสำเร็จมาตลอด ยังไม่สามารถใช้อำนาจที่สูงกว่าสัญชาตญาณสามัญ ได้จริงๆ คือ ใช้อำนาจโดยชอบธรรม(authority) ตรงตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ เป็นอำนาจปฏิวัติหรือแม้จะถึงกับเรียกว่ารัฐประหารด้วยอำนาจของประชาชน ที่มากพอจนเรียกได้ว่ามวลมหาประชาชน ซึ่งสามารถปฏิบัติ ความสงบสันติ อหิงสา อย่างมีความดีงามความถูกต้อง สุภาพ ไม่รุนแรง เป็นความชอบธรรม จนมีอำนาจวิเศษวิสุทธิ์ วิศิษฐ์ กระทั่งชนะความไม่สงบ ความไม่ชอบธรรม ความไม่ดีไม่งามความไม่ถูกต้อง ไม่สุภาพ รุนแรง ให้เป็นที่ปรากฏมาก่อน เมื่อมีคนจริง มวลมหาประชาชนจริง ปฏิบัติกันได้ มีผลสำเร็จ ปรากฏขึ้นในโลกจริงในสังคมคนจริงๆ จึงงงๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร จะเป็นอย่างไร ดังนั้น แม้จะเป็นกันได้แล้ว มีแล้ว เกิดขึ้นให้เห็นแล้วโต้งๆ ก็ไม่รู้ เพราะเข้าใจยังไม่ได้ เพราะยังเข้าใจผิดอยู่ ยังยึดความเข้าใจเดิมที่ไม่สัมมาทิฏฐิตามที่หลงผิดนั้นอยู่ไม่เปิดจิต ไม่มีปรโตโฆสะ จิตใจยังไม่มีภาวะความรู้ใหม่ ไม่มีความเข้าใจอื่นจากเดิมเพิ่มขึ้น ยังยึดอยู่แต่ความรู้ความเชื่อเก่า เข้าใจความรู้ใหม่ไม่ได้ ความเป็นสิ่งประเสริฐที่เกิดขึ้นให้เห็นโทนโท่หลัดๆก็ไม่รู้ว่า คือ อาริยธรรม คือความดีงามที่เป็นจริง คือความถูกต้องที่เป็นจริง ความชอบธรรมที่เป็นจริง จึงเห็นความดีงาม ที่เป็นอำนาจพิเศษที่เกิดอยู่โต้งๆหลัดๆนี้ไม่ได้ จึงยังไม่เชื่อว่า ความดีงามที่เป็นอำนาจพิเศษมีจริง เพราะไม่รู้จักความดีงามจริงๆ ที่เป็นอำนาจพิเศษนี้ ( 6 ) ยังเข้าใจความเป็น"สุญญากาศ"ทางการเมือง(void)ไม่ได้ หรือไม่ถูกต้อง บางคนมีแต่"มโน"เอาว่า สุญญากาศทางการเมืองไม่มี เกิดขึ้นไม่ได้ จึงเถียงกันด้วยตรรกะไม่มีจบลงได้ เพราะไม่รู้จริง ว่า สุญญากาศ คืออะไร เป็นอย่างไร หรือเอาแต่ยึดความเป็นสุญญากาศของตนอยู่นั่นแหละ ไม่เคลื่อน ไม่คลายอันใดกันเลย ทั้งๆที่ความจริงนั้น สุญญากาศ หรือ void คือ ปรากฏการณ์จริง แห่งความเป็นโมฆะ แห่งความไม่มี ความสูญเปล่าจากที่มีไปแล้ว หรือว่างจากเนื้อหาทางการเมืองที่ควรจะเป็นจะมีนั้นแล้ว ต้องย้ำนะว่า ทางการเมือง เพราะสุญญากาศนั้น จะเป็นสุญญากาศของอะไรก็มีได้ ตามเหตุปัจจัยนั้นๆของภาวะใดภาวะนั้น แต่นี่เราหมายถึง สุญญากาศทางการเมืองต้องกำหนดให้ตรงกันนะ อย่าเพี้ยนไปจากเนื้อแท้ที่สำคัญเป็นอันขาด เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมือง ก็คือ โมฆะหรือสูญเปล่าหรือไม่มีหรือว่างจากสาระทางการเมืองนั้นไปจริงๆแล้ว มิหนำซ้ำ มีแต่โทษเอาด้วย มันไร้สาระทางการเมืองสิ้นแล้ว มันมีแต่ความเสียหายหรือฉิบหายกันจริงๆต่างหาก เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษคนที่ไม่มีผลทางธรรมเกิดแม้แต่ในขณะหนึ่งขณะใดว่า โมฆะบุรุษ นั่นคือ คำว่าโมฆะนี้ หมายถึงว่างเปล่าจากการเจริญทางธรรมในขณะนั้น ปานนั้นทีเดียว หากปล่อยให้ช้าไป กิเลสก็จะเข้าสู่จิตใจทดแทนเอาด้วย คำว่าว่างเปล่าหรือสูญเปล่าจึงพาลจะตกต่ำเสียหาย แล้วเราจะปล่อยให้เกิดภาวะเช่นนี้ต่อไปกันกระนั้นหรือ? เอาล่ะ ถ้าจะหมายถึง การขาดสูญหรือการว่างเปล่าจาก"อำนาจผู้บริหารทางการเมือง โดยเฉพาะคณะผู้บริหารการปกครองประเทศ"ไปแล้วเด็ดขาดจริงๆ ก็น่าจะมองว่า การมีแต่โทษภัยหนักหนาสาหัสในการปฏิบัติทางการเมืองไปเรื่อยๆ มันไม่คุ้มกันเลยที่จะมีพฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นอยู่นั้นต่อไป นี่ต่างหากคือ สุญญากาศทางการเมืองตัวแท้ ที่ควรจะยุติ หรือเปลี่ยนแปลงอำนาจที่เป็นโทษนั้นไปเสียทันที แต่กระนั้นก็เถอะ ภาวะทางการเมืองจริงๆของไทย ณ ลมหายใจเฮือกนี้นั้น มันไม่สุญญากาศจากภาวะเลวร้าย มันหนักหนาสาหัสกับสภาวะเลวร้ายสุดๆเลยด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ความเป็นจริงทางกฎหมายก็ตาม ทางพฤติกรรมก็ตาม มันจบลงแล้ว มันโมฆะแล้ว หรือความว่างเปล่าจากคุณค่าทางการเมืองสิ้นแล้ว มันมีแต่โทษแต่ภัยร้ายอย่างแท้จริง อย่าหลงแต่วาทะคารมกันอยู่นักเลย จะเอาความจริงทางหลักเกณฑ์จริงกันก็ได้ ณ ปัจจุบันนี้ คณะบริหารหรือคณะรัฐบาลที่ยังมีเยื่อเหลืออยู่นี่ มีสาระอะไร เห็นมีแต่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่เบ่งแอ็ดๆที่เหลืออยู่อย่างหน้าด้านนี้หาทางเพื่อที่จะดึงดันเอาชนะคะคานทางการเมืองอยู่เท่านั้น ทำความอิดหนาระอาใจสุดอึดอัดจะระเบิดอยู่แล้วเท่านั้นให้แก่สังคม ผลาญพล่าทรัพย์สินของรัฐไปอย่างไม่เคยบันยะบันยังอยู่โต้งๆนี่เท่านั้นใช่มั้ย? แล้วยังจะควรนับว่า เศษกากของวัตถุทางการเมืองที่เป็นพิษนี้มีอยู่อีกต่อไปทำไม ควรจะกวาดล้างออกไปให้สะอาดแก่ประเทศให้เร็วสุดต่างหาก การจะแก้ไขปัญหาวิกฤติสาหัส ที่เป็นอยู่ ณ คราปัจจุบันกาลนี้ จะต้องใช้"มหาปเทส 4 "ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะสำเร็จเสร็จจบลงได้ มหาปเทส 4 นั้นเป็นธรรมาวุธที่ตุลาการภิวัตน์ก็ต้องใช้ ประชาภิวัตน์ ก็ต้องใช้ โดยเฉพาะกัมมาภิวัตน์แท้จริงจะเกิดได้จริง ที่ว่าจะต้องใช้เพราะตรงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มีเจตนารมณ์โดยแท้ตรงกับมหาปเทส 4 เป็นต้นว่า มาตรา 7 มีว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ซึ่ง มหาปเทส 4 นั้นมีว่า ( 1 ) สิ่งใดไม่ห้าม ว่า ไม่ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งไม่ควร ขัดกับสิ่งควร สิ่งนั้นจึงไม่ควร ( 2 ) สิ่งใดไม่ห้าม ว่า ไม่ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งควร ขัดกับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นจึงควร ( 3 ) สิ่งใดไม่อนุญาต ว่า ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งไม่ควร ขัดกับสิ่งควร สิ่งนั้นจึงไม่ควร ( 4 ) สิ่งใดไม่อนุญาต ว่า ควร แต่สิ่งนั้นเข้ากับสิ่งควร ขัดกับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นจึงควร (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 92 ) เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีทั้งบทบัญญัติห้ามและไม่มีทั้งบทบัญญัติอนุญาต แต่เหตุการณ์จริงของบ้านเมืองที่มันสุดวิกฤติแสนสาหัส ณ ลมหายใจเฮือกนี้ เหตุการณ์บ้านเมืองมันไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด คือ มันไม่มีทั้งบทบัญญัติที่ห้าม และไม่มีทั้งบทบัญญัติที่อนุญาตไง มันก็เข้าข่ายมาตรา 7 แล้ว มันจึงเป็นภาวะแห่งสุญญากาศ ตามสัจจะของความเป็นจริง จึงต้องวินิจฉัยกรณีที่เป้นสุญญากาศนี้ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นก็คือ ประเพณีที่เคยมีมาแล้ว ก็มีแต่ การได้อำนาจมาด้วยวิธีใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญนี้ เป็นต้นว่า การปฏิวัติโดยทหาร หรือรัฐประหาร ด้วยอำนาจที่ปฏิบัติกันอย่างไม่ชอบธรรม ไม่เป็นอาริยะ(ยังอนาริยะอยู่) ซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้(force) แต่ก็ได้ยอมรับให้อำนาจเช่นนั้นเข้าได้อำนาจแล้วก็จัดการบริหาร เป็นเช่นนี้ เป็นประเพณีมากี่ครั้งกี่คราแล้วล่ะสำหรับประเทศไทยนี่แหละ หรือประเทศอื่นๆเขาก็มีประเพณีนี้ที่ทำกัน ปฏิบัติกัน จึงถือว่าเป็นประเพณีแห่งการสืบทอดอำนาจ แม้จะเป็นการได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมเป็นอำนาจที่ไม่สง่างาม แต่ก็จำนนกัน มาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนการปฏิวัติอย่างที่เคยผ่านมา ซึ่งเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนี้ คำว่าการปฏิวัติโดยคณะทหารหรือคณะราษฎร์ที่ใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรมเพราะรุนแรง ไม่สงบ ใช้อาวุธผิดรัฐธรรมนูญนั้น ต่างก็ได้ยอมรับกันมาแล้วทั้งสิ้น ส่วนคราวนี้ประชนชาวไทยทำได้อย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฐ์ ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งมาตรา 63 มาตรา 69 มาตรา 70 เป็นต้น แม้คณะมวลมหาประชาชนคือ กปปส.นี้ จะถูกรุกราน ถูกผู้ใช้อำนาจที่ผิดไปจากรัฐธรรมนูญนี้ย่ำยี คณะมวลมหาประชาชนก็ยังรักษาความสุจริตตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ธ รรมนูญไว้ได้เหนียวแน่น ยืนนานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสจตร์แห่งการปฏิวัติ กรณีนี้เมื่อพิจารณาตามมหาปเทศ 4 แล้วจึงเป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องตัดสินให้ ผู้ที่ชอบธรรม เป็นผู้ถูกต้องเหมาะควรที่จะปฏิบัติตามประเพณีที่เคยผ่านมา ในประเด็นที่เป็นผู้จัดการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศ ก็ในเมื่อการปฏิวัติได้อำนาจคืนมาจัดการตามที่คณะทหารเคยทำมา ซึ่งไม่ชอบธรรมแท้ๆ ยังเป็นผู้มีสิทธิในการปฏิบัติจัดการการปกครองประเทศได้ แล้วในเมื่อมวลมหาประชาชนปฏิวัติด้วยความสงบ ไม่ใช้อำนาจรุนแรงเลย สุภาพเรียบร้อย สวยสดงดงาม สง่ายิ่งวิเศษวิสุทธิ์วิศิษฐ์ปานฉะนี้ ทำไมไม่ยอม หรือไม่ร่วมมือกันทำให้สิ่งประเสริฐนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเล่า? อำนาจชนิดนี้มันเป็น"อำนาจขั้นโลกุตระ" มันทวนกระแสสามัญของสัตวโลกทั้งหลาย มันเป็นภาวะที่สูงส่งจริงๆ เป็นอาริยธรรมที่เกิดจริงจากประชาชนที่เป็นคณะบุคคลผู้มีคุณธรรมจริง จึงจะทนทานต่อการประจญประจัญกับความกระทบกระกระแทกกระทั่งอย่างรุนแรงจากผู้ทำ ความรุนแรงได้... ที่เคยทำมายิ่งแรงมาก็ต้องย ิ่ งแรงมากขึ้น แต่ตอนนี้เขาทำไม่ได้แล้ว เขารู้ทันแล้ว เขาก็ลดความรุนแรงลงมา นี่คือ ความชนะ การชนะความชั่วด้วยความดี ไม่ใช่ว่าเขาแรงเราก็ยิ่งทำแรงกว่า อย่างนั้นมันเก่าแล้วลุง สมัยนี้ต้องชนะกันอย่างนี้ ก็เลยได้แต้ม ก็เลยดูเบา แต่ความกระเหี้ยนกระหือรือ อยากเอาชนะของเขาก็มากขึ้นๆ คิดจนหัวร้อนเลย นี่คือทุกข์ คิดอะไรได้ก็เติมมาซัดมา แต่เท่าที่ทำขึ้นมา ปรากฏการณ์ครั้งนี้ หากเราได้ใช้มหาปเทส นี่คือเอาชนะความชั่วด้วยความดี เขาชั่วหนักขึ้นเราดีได้มากขึ้น เขาชั่วหนักขึ้นเราย ิ่ งดีหนักขึ้นอีก ไม่ใช่ความเสื่อมเลย ไม่ใช่ว่าเขาชั่วเราเราเลยลดดีไปอีก แล้วจะไปชนะเขาได้อย่างไร เขาชั่วซัดหนัก เราก็เลยชั่วตามเขามา แล้วถ้าเราทำอย่างนั้นเขาจะหยุดชั่วหรือ เขาก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีไม่ดีชั่วหนักแล้วชนะก็เลยยิ่งทำอีก ต้องสู้อย่างคนละชั้นเลย เขายิ่งชั่วหนัก เราก็ยิ่งต้องดีจัดเลย ... มันไม่ง่ายนัก แต่เถียงไม่ได้ ว่าดี เพราะเป็นความจริง มหาปเทส 4 ยืนยันได้ว่าตรงกับมาตรา 7 เราเป็นชาวพุทธทำให้ตรงเถอะ จะบอกว่าไม่มี ก็เลยไม่ทำงาน ไม่ได้ เราต้องดูเหตุผลเหตุการณ์ไม่ปล่อยคาราคาซัง เราก็หาทางแก้ให้ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นจะบรรลัยหนัก เราก็ต้องหาทางทำส ิ่ งดี แก้กลับ ตามมาตรา 7 ว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรธน.นี้บังคับแก่กรณีใดแล้ว ให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอาตมาก็เคยว่าไว้แล้ว ว่าเรามาขออำนาจคืนทั้งที่อำนาจเป็นของเรา เป็นอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ เขาไปเข้าใจคำว่า รัฏฐธิปัตย์ ไปปนกับ รัฐบาลาธิปัตย์ อำนาจรัฐบาล เป็นแค่ กุลีรัฐ ทำงานรับใช้ประชาชนเราจ้างเขาเป็นลูกจ้างมาบริหาร บริการ ทรัพยากรในบ้าน ให้ทำได้เต็มที่เลยในการทำงาน ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่ว่าพ่อบ้านอาจเกี่ยวโยงสั่งการได้ใบ้าน แต่ก็คนละอย่างกัน กับอำนาจเจ้าของบ้านหรือรัฏฐาธิปัตย์ อย่าไปเข้าใจว่า เป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชน มันคนละอย่างกัน เป็นประเด็นที่เข้าใจกันไม่ได้แล้วไปหลงว่าตนเป็นเจ้าของบ้าน หลงว่าเป็นบ้านกู ซึ่งเจ้าของบ้านว่าทำผิดเสียหายจะไล่ออก แล้วก็ไม่ออก บอกว่าประชาชนเลือกฉันมา ซึ่งก็ประชาชนคนเก่าที่เลือกมานี่แหละบอกให้เขาออกไป อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไม่เคยออกจากประชาชนเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดอีกในประเทศใดก็มีรัฏฐาธิปัตย์ในประเทศนั้นๆอีก รัฏฐาธิปัตย์นี้อยู่ในตัวประชาชน นิรันดร ส่วนรัฐบาลนั้นได้อำนาจเป็นรัฐบาลเพียงคราวละ 4 ปี เมื่อเข้าใจแล้วก็เอาประเด็นความดีความชั่ว ความถูกความผิดมาตัดสิน มีของจริงเปรียบเทียบกันได้ ยิ่งขณะนี้เขาทำผิดอย่างหยาบชัดเลย ถ้าไม่ยอมรับความชั่ว ดี หรือถูก ผิด แน่นอนก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ อย่างที่เป็น เขาไม่ยอมรับ อาตมาว่าเขารู้เหมือนกันว่าเขาผิดเขาชั่วในส่วนที่เขารู้ หรือเขาอาจรู้เสียด้วยซ้ำว่า องค์รวมความผิดชั่วของเขามันควรออกได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็ยุบสภาแล้ว แต่เขามั่นใจว่าเลือกตั้งอีก เขามาแน่ เขาวางค่ายกลไว้ อย่างอึ้งเอี๊ยซือ ในเกาะดอกท้อ ใครหลงเข้าไปก็ตาย เขาวางค่ายกล มีประสิทธิภาพจริงๆ เขาส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ แล้วได้จริงๆแฮะ มิน่าในสภาจึงมีแต่เสาไฟฟ้าทำงาน กำนันสุเทพทำได้นี่ก็ดีแล้ว จะบอกว่ามีคนทำมาก่อนแล้วมาชุบมือเปิด นี่เป็นจิตตัวริษยา มันเป็นจิตไม่ดี พาเราเสื่อมต่ำไม่เจริญ มีเศษเล็กเศษน้อยในตัวเราก็ไม่เจริญ มาช่วยกันทำงานดีกว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์ สมมุติว่าทำสำเร็จ สุเทพก็เหมือนกับกรรมการกลางมาทำงานต่อ แต่ไม่ใช่ สุเทพคนเดียว จะมีคณะทำงาน มั่นใจว่าอำนาจบาทใหญ่คนเดียวทำไม่ได้ สมมุติว่า ถ้าชนะแล้ว ซึ่งฝ่ายแดงก็ว่าสุเทพกำลังจะยึดรัฏฐาธิปัตย์มาเป็นของตัวคนเดียว ซึ่งสุเทพเขาก็มีความรู้ และไม่ทำเช่นนั้นหรอก ซึ่งฝ่ายแดงเขาก็มโนไปได้ สมมุติว่า เมื่อได้อำนาจแล้ว ตั้งสภาประชาชนสำเร็จ สุเทพเป็นเลขาธิการ ซึ่งฝ่ายแดงก็หาว่า ยังมีหัวหน้าอีก สุเทพเป็นตัวเล็กเป็นเลขาธิการเอง ซึ่งเขาไม่รู้ว่านี่ไม่มีหัวหน้าก็ได้ ถ้าชนะแล้วก็ไปตั้งคณะกรรมการก่อการ ถ้าสุเทพจะใช้อำนาจเผด็จการ เมื่อได้อำนาจมาแล้ว จะมีคนท้วงไหม? มีแน่ เขาไม่ยอมหรอก อย่างน้อยอาตมาคนหนึ่งไม่ยอมหรอก ใครหลายคนก็ไม่ยอม จริง คุณได้ลงทุนลงแรงมาก็จริง แต่การทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ว่าคุณทำก็ประเคนให้คุณไปเมื่อสำเร็จ อย่างนั้นมันสมัยโบราณแล้ว ตีเมืองไหนได้ก็ตั้งตนเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เผด็จการเป็นใหญ่ในแผ่นดินนั้น สมัยโน้นก็ทำอย่างนั้น แต่สมัยนี้ไม่ทำอย่างนั้นหรอก อย่างอเมริกา นี่ มีปธน.คนแรก คือ วอชิงตัน เกิดสงครามกลางเมือง รบกันเสร็จแล้ว วอชิงตันก็วางมือไม่รับตำแหน่งนะ แต่ว่าผู้คนเห็นดีเห็นงามว่าเขาเป็นคนดีที่สุด ก็ไปเชิญ ขอร้องให้วอชิงตันเป็นปธน.คนแรกนะ ถ้าคนที่ทำย ิ่ งไม่เอา แต่ถ้าเหมาะสมจริงๆ ไม่มีใครดีกว่า แล้วเขาก็ไม่เอาจริงๆ ให้คนอื่นไป แต่เขาเหมาะที่สุดน่า มันก็น่าจะให้เขาทำ อย่างนี้เป็นสัจธรรม คนก็ดูเผินๆ ว่าที่จริงอยากได้อยากเป็นแต่ทำตัวเสแสร้งอยากเป็นอยากได้ก็มี แต่ถ้าเขาเป็นของจริง จะเสแสร้งหรือไม่ก็พิจารณาตามปัญญา เขาเหมาะก็ควรให้เขาเป็น สรุปแล้วเรื่องนี้อย่างไรก็ตามมันจะต้องเปลี่ยนแปลง ของเก่ามาแล้ว 81 ปีวนในอ่างน้ำเน่า หนักขึ้นๆ วิธีการค่ายกลแย่จัด ถ้าคราวนี้เราพยายาม ประชาชนออกมาได้อย่างไม่เคยเป็น เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ทำได้ขนาดนี้แล้วนี่ จะได้อีกในคราวหน้าจะมีอีกหรือ? ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ฝ่ายแดงก็พูดเหมือนกับเราเลยนะ คนตัดสินต้องใช้ปัญญาเอาเองนะ เป็นที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าให้เป็นนานาสังวาส เราทำนี่เป็นระบบบุญนิยม เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นคนที่มีธรรมะ สัมมาทิฏฐิ ละกิเลสได้จริง ก็ไม่ต้องการสิ่งหลอก ใครทำได้เท่าไหร่ก็ทำตามจริง ถ้าไม่หลอกคนก็ไม่เสียหน้า ถ้าหลอกคนก็จะเสียหน้าเรามีเท่านี้เราก็บอกเท่านี้ ไม่ต้องน่าอายอยากใหญ่อยากสูงอยากดี ไปโกหกเขา ไม่เจริญอย่างนี้ แต่ถ้าเราดีเท่านี้ แต่เราบอกว่าเราดีน้อยกว่าก็เป็นเชิงถ่อมตน ไม่โกหก หากเราดีเกินกว่าที่เราพูดเราบอกเขานี่ มันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนพูดไม่จริงแต่มันไม่เสีย มันเป็นการถ่อมตน เราไม่โชว์เต็มร้อย ไม่เสีย แต่คนมี ร้อย แต่บอกว่ามี ร้อยยี่สิบ ส่วนมากคนเป็นเช่นนั้น แล้วคนก็ไปเชื่อ พฤติกรรมคุณดีได้แค่ ร้อย ให้ทำเต็มที่ คุณก็ทำได้เท่านั้น แต่คุณบอกว่าคุณได้ ร้อยยี่สิบ คนก็เชื่อ แล้วมีผลนะ อย่างคุณบอกว่าคุณเป็นอรหันต์ แต่ความจริงคุณทำได้แค่อนาคามี คุณก็ทำได้แค่นั้น เป็นอนาคามี คนเชื่อคุณ ก็เข้าใจว่าอรหันต์เป็นเช่นนี้ หรือคุณเป็นโสดาบัน แต่คุณบอกว่าเป็นอรหันต์ นี่คือธรรมเสีย เสื่อม ทำให้ศาสนาเสื่อม เพราะคุณแสดงว่าฉันเป็นอย่างที่ฉันพูด ทำให้คนเข้าใจผิด อย่าทำเช่นนั้น ถ้าเขาจะเข้าใจผิดรีบบอกว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เป็นโทษหนักเลย เป็นปาราชิกเลย เป็นโทษหนักกว่าพรหมฑัณฑ์เลยนะ บุญนิยมมีหลายอย่าง อย่างสื่อสารบุญนิยมนี่นะ คนมาทำงานกับอาตมานี่ไม่ได้มีรายได้นะ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก คนทำงานสื่อสารมวลชนนี่ค่าตัวค่าแรงแพงนะ แต่เราทำให้ประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทนเลย อย่างกสิกรรมบุญนิยมเราก็ทำอย่างบริสุทธิ์ การค้าเราไม่ทำอย่างสินเชื่อ บุญนิยมเป็นระบบของธรรมที่เป็นไปได้ทำสังคมเป็นสุข บุญนิยมจะไม่รวย เป็นของเอาออก ไม่ใช่ได้มา เป็นการลดกิเลส คุณทำทานแล้วทำใจในใจอย่างไร ทำให้โลภมากขึ้นหรือทำให้ความโลภลดลง คุณต้องมีความรู้และอ่านจิตใจตนทำจิตใจตนได้ด้วยตนเอง คุณต้องให้ทั้งวัตถุและใจก็ต้องให้ ถึงได้บุญ การได้บุญคือได้สละทั้งวัตถุและกิเลส จึงเป็นบุญ การอธิบายว่าได้บุญจะรวยกว่าเก่านี่ผิดหมดเลย นี่คือทิฏฐิข้อแรกในทิฏฐิ 10 ทานเป็นหลักใหญ่ บารมี 10 ทัศ ก็จบที่ทาน ปางสุดท้ายของพระพุทธเจ้าคือ การทานลูกสุดรัก ทานเมีย และท่านก็เป็นคนดีก็ต้องรักลูกเมีย แต่คนจะไม่เข้าใจมองตื้นๆหาว่าพระเวสสันดรตื้น นิสัยไม่ดี ลูกถูกทำร้ายเฆี่ยนต่อหน้าต่อตา ยังทำเฉย แล้วรู้ไหมว่าท่านต้องทำใจอย่างไร เป็นภาวะที่ย้อนแย้งพูดเป็นภาษาไม่ได้ เป็นอจินไตยที่คิดเอาไม่ได้ สรุปคือชีวิตคนล้างกิเลสได้ ก็ไม่ต้องเอาอะไรมาให้แก่ตน อย่างที่เรามารวมตัวกันทำให้สังคม ใครมีกิเลสก็ล้างของตน ก็รู้วิธีการปลดปลงวาง เมื่อมีสัมมาทิฏฐิจะทำเป็นทำได้ ชาวอโศกล้างกิเลสได้ จึงมาทำงานกับสังคมได้ขนาดนี้ ทุกวันนี้ทำตลาด อาริยะได้หลายครั้งต่อปี พวกเราได้ละล้างกิเลส เป็นประโยชน์แท้จริง คนมาซื้อก็มีวิธีสอนเขาไม่ให้ตะกละ แทรกยาทิพย์เข้ารูขุมชน ก็ทำให้สังคมดีขึ้น มีการเผื่อแผ่ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ก็ทำให้คนดีขึ้น สังคมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบุญนิยมด้านไหนๆ ก็แล้วแต่ มันเป็นไปเพื่อลดละกิเลสทั้งสิ้น ตอนนี้เราก็ทำเพ ิ่ มขึ้นตามฐานะ ....